โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมร.5 ทรงห้าม “พระองค์เจ้าปฤษฎางค์” เหยียบแผ่นดินรัชกาลพระองค์จนชีวิตยากไร้

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 10 มี.ค. 2568 เวลา 04.01 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2567 เวลา 04.48 น.
ภาพพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส เป็นผู้แทนพระองค์รัชกาลที่ 5 พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาสุราภรณ์มงกุฎไทยให้แก่ นาย เดอ เลสเซป เพื่อเป็นการขอบคุณ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, สิงหาคม 2559)

ทำไมรัชกาลที่ 5 ทรงห้าม “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์” เหยียบแผ่นดินรัชกาลพระองค์จนชีวิตยากไร้

เรื่อง “พระองค์เจ้าปฤษฎางค์” นี้ เป็นตอนหนึ่งจากงานเขียนเรื่อง “วังท่าพระ กรมช่างสิปป์หมู่ และเรื่องพิศดารอื่นๆ” ของ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ซึ่งพิมพ์อยู่ในหนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจศพ หม่อมราชวงศ์หญิง ทวีลาภา ปูรณะสุคนธ (ชุมสาย) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พุทธศักราช 2528

กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรมขอขอบพระคุณอาจารย์สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้เขียนไว้ ณ ที่นี้ ที่ให้ความกรุณาแก่นิตยสารศิลปวัฒนธรรมเสมอมา

เนื้อความต่อจากนี้ จัดหน้า เว้นวรรค และเน้นตัวหนาโดย กอง บก. ออนไลน์

หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ประสูติ พ.ศ. 2394 สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2478 ที่ 6 ในกรมขุนราชสีห์ฯ ภายหลังทรงสถาปนาเป็นพระองค์เจ้า และมีราชทินนามล้อว่า “กระดูกสันหลัง” ของพระปิยมหาราช

ท่านมีพระประวัติที่พิสดารยิ่ง เริ่มด้วยเป็นนักเรียนรุ่นแรกที่ไปประเทศอังกฤษกับนายโต บุนนาค (เจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์) และก็เป็นคนไทยคนแรกที่ได้เข้ามหาวิทยาลัยอังกฤษ (คิงส์คอลเลจ ลอนดอน) ตลอดจนเป็นสมาชิกสถาบันวิศวกรรมและอื่นๆ ในประเทศนั้นๆ กระทั่งในที่สุดได้เป็นราชทูตสยามคนแรกประจำอังกฤษ ฝรั่งเศส และประเทศอื่นๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา รวมทั้งหมด 12 ประเทศ

เรื่องรัฐธรรมนูญฉบับแรก

เมื่อครั้งออกไปเป็นทูตนั้น ได้มีพระราชดำรัสไว้ต่อพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ว่าอยู่ใกล้ชิดกับฝรั่งมานาน จะต้องรู้นิสัยใจคอและรู้ว่าเขาคิดร้ายดีต่อสยามประเทศอย่างไร เพราะฉะนั้นให้ถวายข้อคิดเห็นเพื่อปรับปรุงบ้านเมืองเข้ามาเป็นการส่วนพระองค์

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงถือโอกาสคิดร่างรัฐธรรมนูญถวาย โดยมอบให้พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณซึ่งขณะนั้นเป็นนักเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ค้นคว้าร่างเอกสารขึ้นมา แล้วชักชวนให้เจ้านายและข้าราชการสถานทูตในอังกฤษและฝรั่งเศสร่วมกันลงพระนามลงชื่อเป็นหางว่าว กราบบังคมทูลถวายเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2428

การครั้งนี้ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทำพลาด เพราะตามพระราชประสงค์เดิมนั้น ให้เป็นการถวายข้อคิดเห็นในส่วนพระองค์ ดังนั้นจึงปรากฏว่าไม่พอพระราชหฤทัย และที่ถูกเรียกกลับกรุงเทพฯ ก็คงมีสาเหตุประการนี้ด้วย

งานช่าง

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ประทับอยู่ต่างประเทศทั้งหมด 38 ปี แต่ในระยะเวลาอันสั้นที่ได้อยู่ในสยามก็ยังได้อุทิศเวลาให้แก่กิจการหลายอย่างเช่น ช่วยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพตั้งโรงพยาบาลศิริราช ช่วยกรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชจัดตั้งกรมไปรษณีย์โทรเลข ทำการสำรวจแม่น้ำต่างๆ และอ่าวไทย และร่างหลักการเพื่อจัดตั้งกรมโยธา เป็นต้น

ในด้านงานช่างและงานสถาปัตยกรรม ท่านก็ได้สร้างประตูยอดบริเวณพระที่นั่งทรงพระผนวช ณ พระพุทธนิเวสน์ ซ่อมวัดหนัง และวัดราชโอรสต่อจากพระประพันธ์วงศ์เธอ พระองค์เจ้าประเสริฐศักดิ์ ออกแบบสร้างโรงช่างแสง รับผิดชอบในการแต่งพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และจัดเตรียมการสมโภชพระนครครบร้อยปี มีทำตราจักรีบรมราชวงศ์ แบบเสื้อ หมวกยศ และเหรียญต่างๆ และในที่สุดได้สร้างเจดีย์ใหญ่ที่ลังกา ชื่อรัตนเจติย ระหว่างที่ทรงผนวชอยู่ ณ ประเทศนั้น

เรื่องพระธาตุ

ที่ได้เสด็จไปลังกาอย่างกะทันหัน เหตุเนื่องมาจากมีผู้กล่าวร้ายทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเคืองพระราชหฤทัยในบางเรื่อง และก่อนเสด็จได้ถวายหนังสือกราบบังคมทูลอย่างรุนแรง โดยฝากสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์ฯ เข้าไป ในหนังสือนั้น กล่าวหาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่ามิได้ทรงรักษาสัญญาที่ได้พระราชทานไว้ ฯลฯ และลงท้ายว่าชาติหน้าจะขอไม่มาเกิดร่วมวงศ์ตระกูลอีก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธมาก ถึงกับรับสั่งว่า

“ตราบใดที่แผ่นดินนี้เป็นของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะไม่ให้พระองค์ปฤษฎางค์เข้ามาเหยียบอีก”

อย่างไรก็ดี หลังจากนั้น พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ก็ได้เสียพระทัยมากและได้ขอพระราชทานเข้าเฝ้าเมื่อเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สองโดยเสด็จผ่านมายังลังกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ไม่ทรงยอมให้เข้าเฝ้า เป็นอันว่าหมดโอกาสจนสิ้นรัชกาล

อนึ่ง เรื่องที่สำคัญที่สุดในระหว่างที่ทรงผนวชอยู่ที่ลังกา ก็คือ ได้เสด็จตระเวนอินเดีย และได้พบฝรั่งขุดเจอพระบรมสารีริกธาตุ ที่เมืองกบิลพัสดุ จึงได้จัดแจงให้รัฐบาลอังกฤษถวายมายังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในที่สุดได้ประดิษฐานไว้บนพระบรมบรรพต อันที่จริงในเรื่องนี้นั้น พระเจ้าอยู่หัวกำลังจะทรงคืนดีและพระราชทานอภัยโทษให้อยู่แล้ว แต่ก็มิไยมีผู้ใส่ร้ายหาว่ายักยอกพระบรมสารีริกธาตุไว้เองก่อนอังกฤษถวายมายังกรุงสยาม ต้องทรงตกระกำลำบากจนสิ้นพระชนม์

หมายเหตุ : คำบรรยายภาพประกอบเป็นพระอักษรที่ทรงไว้เป็นภาษาอังกฤษ แปลดังนี้

“มอบให้ลูกศิษย์ พระชินะนันท์ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1921 [ลงพระนาม] วันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1920 พระชนม์ 70 พรรษา ฉายเมื่อครั้งต้องสูญเสียพระสหายที่แท้ และพระบิดาองค์ที่ 2 กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งทรงเป็นผู้ยืนเคียงข้างมนุษย์และผู้ทรงรักสยามชาติอย่างแท้ จากอดีต พ.จ.ชินวรวงศ์ [พระองค์เจ้าปฤษฎางค์] นายกเถระแห่งนครโคลัมโบ ผนวช ค.ศ. 1876 ณ ลังกา ถูกสมเด็จพระสังฆราช [สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส] บีบบังคับให้สึกวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1911 และห้ามมิให้บรรพชาอีก ตลอดจนถูกพระรามาธิบดี พระเจ้ากรุงสยาม (ร.6) ห้ามมิให้กลับไปลังกาเพื่อบรรพชา” (คำบรรยายภาพโดย ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา) ”

เรื่องเครายาว

ในปี 2453 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ได้เสด็จกลับสู่สยามเพื่อถวายพระเพลิง แต่ถูกกีดกันมิให้ถวายบังคมต่อหน้าพระบรมศพ และถูกบังคับให้สึก เมื่อเสด็จงานพระบรมศพแล้วจะกราบบังคมทูลลากลับลังกาก็ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต แต่นั้นมาจึงไว้เครายาวจนเกิดคำศัพท์ “ไว้เครา” ในหมู่เจ้านาย ซึ่งมีความหมายว่าไว้ทุกข์ เรื่องพิสดารของท่านยังมีต่อไปอีก เพราะปรากฏว่าพระรูปทรงเครายาวนี้ติดอยู่ที่โฮเต็ลฟูจิย่า ณ เมืองฮาโกเนะ ในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากในการประกวดเครายาวซึ่งงามที่สุดในโลก ท่านได้รับรางวัลที่ 1

ครั้งหลังสุดเมื่อกลับมาอยู่เมืองไทยนั้น ได้ทรงเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามออบเซอร์เวอ แต่อยู่ได้เพียงไม่นานก็โจมตีการใช้เงินฟุ่มเฟือยของรัฐบาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้มีพระบรมราชโองการสั่งปิดโรงพิมพ์ในข้อหาตำหนิและค้านนโยบายรัฐบาลในพระองค์ ในการนี้ได้ให้ตำรวจเอาโซ่ไปล่ามแท่นพิมพ์ไว้ด้วย

ในที่สุด เมื่อพระองค์เจ้าปฤษฎางค์หมดหนทางก็เข้าไปของานทำที่กระทรวงการต่างประเทศ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ทรงสงสารจึงหางานให้ทำ มีเงินเดือนพอเลี้ยงชีพไปได้วันๆ งานของอดีตราชทูตประจำ 12 ประเทศในตะวันตก คือ เป็นเสมียนแปลภาษาอังกฤษในกระทรวง

อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าทำงานได้เพียงปีเศษก็โปรดให้คัดออกด้วยเหตุที่ราชการไม่มีงบประมาณ ในระยะนั้น กรมหลวงราชบุรีฯ ทรงพระเมตตาหาบ้านให้อาศัยที่ตรอกกัปตันบุช ณ ที่นั้น ทรงรับจ้างสอนภาษาอังกฤษไปวันๆ แต่มิวายจะมีพระนิสัยดุคล้ายพระบิดา หน้าบ้านมีป้ายติดไว้ว่า “ไม่ว่าหมาหรือคน ห้ามเข้า” อนึ่งบ้านนี้ อยู่ใกล้โรงเรียนสตรี มีเด็กมาวิ่งเล่นทำเสียงรบกวนอยู่หน้าบ้านเสมอ จึงทรงเหลาไม้เป็นรูปเพศชายแขวนไว้ที่ประตูหน้าบ้าน แต่นั้นมาเด็กผู้หญิงรีบเดินผ่านไม่กล้ามารังควานอีก

พระองค์สิ้นพระชนม์อย่างยากไร้ในปี พ.ศ. 2478 สองปีหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง และ 50 ปีหลังจากได้กราบบังคมทูลถวายร่างรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 ธันวาคม 2561

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทำไมร.5 ทรงห้าม “พระองค์เจ้าปฤษฎางค์” เหยียบแผ่นดินรัชกาลพระองค์จนชีวิตยากไร้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...