โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมประมง เร่งขยายพันธุ์“เขียดแลว" เป็นอาหารชุมชน (FOOD BANK) ตามพระราชดำริ ที่ "แม่ฮ่องสอน"

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 02 มิ.ย. 2563 เวลา 03.59 น. • เผยแพร่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 07.13 น.

ด้วยสภาพทางธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า มีความชุ่มชื้น ตลอดจนเกิดลำธารน้ำจากภูเขาน้อยใหญ่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเอื้อต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ป่าทางธรรมชาติหลายชนิด รวมถึงเขียดแลวหรือกบภูเขาด้วย ทั้งนี้ เขียดแลว มักพบได้มากในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมือง ส่วนบริเวณชายแดนไทย-พม่า มักพบมากในบริเวณป่าชุ่มชื้นที่มีลำธารน้ำไหล อย่างอำเภอแม่สะเรียง อำเภอปาย ขุนยวม สบเมย

ในอดีตประชากรเขียดแลวมีจำนวนมากจัดเป็นอีกเมนูที่ชาวแม่ฮ่องสอนนำมาบริโภคเหมือนอาหารพื้นบ้านทั่วไป อีกทั้งยังได้รับความนิยมแพร่หลายตามร้านอาหารหลายแห่งกระทั่งจำนวนลดลงในสภาวะอันตรายถึงขั้นอาจสูญพันธุ์ จนต้องมีการรณรงค์เพื่อหยุดจับเขียดแลวบริโภคกันเลย

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่าจะขาดแคลนอาหาร จึงได้มีพระราชเสาวนีย์แก่กรมประมงให้พัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรด้วยการเพิ่มประชากรเขียดแลวเพื่อรักษาสมดุลทางธรรมชาติและเป็นอาหารของประชาชนในโครงการธนาคารอาหารชุมชน (FOOD BANK) ตามพระราชดำริ

ดังนั้น เพื่อเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์ ทางกรมประมง จึงได้เริ่มดำเนินการศึกษาวิจัยเขียดแลวและประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ปี 2530 กระทั่งปัจจุบันสามารถผลิตลูกเขียดแลวได้ในปริมาณ 50,000-100,000 ตัว ต่อปี แล้วนำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่ออนุรักษ์พันธุ์

คุณพงษ์พันธ์ สุนทรวิภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า เขียดแลว เป็นกบชนิดหนึ่ง แต่ที่เรียกว่า “เขียด” เพราะชาวแม่ฮ่องสอนเรียกทั้งกบและเขียดเหมือนกัน ส่วน “แลว” หมายถึง ดาบยาว เพราะส่วนขาของสัตว์ชนิดนี้มีรูปร่างคล้ายดาบ จึงเรียกรวมกันว่า เขียดแลว

ทั้งนี้ การแพร่กระจายพันธุ์ของเขียดแลวในจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีอยู่เกือบทุกแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่สูงตามภูเขาที่มีลำธารน้ำ แล้วหากเป็นแหล่งที่มีความชื้นและความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติก็จะพบว่าเขียดแลวมีขนาดใหญ่มาก มีน้ำหนักอยู่ประมาณครึ่งกิโลกรัม ถึง 1 กิโลกรัม ตามความสมบูรณ์ของแต่ละพื้นที่ จากนั้นเมื่อความสมบูรณ์ของธรรมชาติค่อยๆ ลดลง ขนาดเขียดแลวเลยตัวเล็กลงด้วย

แหล่งอาศัยของเขียดแลวจะอยู่ในป่าต้นน้ำ สมัยที่ธรรมชาติมีความสมบูรณ์ประชากรของเขียดแลวมีจำนวนมาก จนทำให้ชาวบ้านต้องนำมาบริโภคกันแทบไม่ทัน กระทั่งกำหนดให้เขียดแลวอยู่ในคำขวัญของจังหวัด

จากนั้นเป็นต้นมาเมื่อมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาแม่ฮ่องสอนต่างสนใจบริโภคเขียดแลวเป็นเมนูหลักกันอย่างคึกคัก จนในที่สุดประชากรของเขียดแลวลดลง เพราะขยายพันธุ์ไม่ทัน จึงส่งผลต่อปัญหาการสูญพันธุ์ จำเป็นต้องให้เขียดแลวเป็นสัตว์ที่ต้องอนุรักษ์และคุ้มครอง ขณะที่ทางศูนย์กำหนดแผนตามโครงการพระราชเสาวนีย์ เพื่อเพาะ-ขยายพันธุ์เขียดแลวแล้วปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ ซึ่งสามารถทำได้ปีละกว่า 5 หมื่น ถึง 1 แสนตัวในแต่ละปี

เขียดแลว เป็นสัตว์ครึ่งบก-น้ำ สามารถหายใจได้สองทางคือ ทางปอดกับผิวหนัง การดูเพศให้ดูระยะห่างระหว่างตากับเยื่อแก้วหู โดยเพศผู้จะมีระยะห่างระหว่างตากับเยื่อแก้วหูมากกว่าเพศเมีย อีกทั้งยังมีเขี้ยวบริเวณขากรรไกรที่ยาวกว่าเพศเมีย

ลักษณะทั่วไปของเขียดแลวมีหัวค่อนข้างแหลม มีตา 1 คู่โปนออกมา ทำให้สามารถมองเห็นได้ในมุมกว้าง ปากกว้าง ผิวหนังมีสีน้ำตาลอมแดง ท้องมีสีขาว ขาหลังมีแถบดำพาดตามขวาง ตัวผู้ไม่มีกล่องเสียง จึงไม่มีการร้องเรียกตัวเมีย แต่ใช้วิธีพองตัวให้เต็มที่เพื่อปล่อยลมออกมาผ่านเส้นเสียงเกิดเป็นเสียงร้อง

สำหรับการเพาะเลี้ยง-อนุรักษ์เขียดแลวที่ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ดำเนินการด้วยการสร้างอาคารซึ่งภายในจำลองเลียนแบบสภาพทางธรรมชาติให้ใกล้เคียงที่สุด ปลูกต้นไม้ชนิดต่างๆ จัดทำเป็นลำธาร นำตอไม้หรือท่อนไม้และก้อนหินมาตกแต่งเพื่อเป็นที่หลบตัวของเขียดแลว จัดทำเป็นโครงล้อมด้วยตาข่ายและประตูเปิด-ปิด โดยจำนวนการเลี้ยงที่เหมาะสมให้คัดพ่อ-แม่พันธุ์ จำนวน 200 ตัว (อัตราส่วนเพศผู้-เมีย 1 : 1)

การผสมพันธุ์วางไข่จะเกิดในช่วงกลางคืนจนถึงเช้า โดยตัวผู้จะขุดหลุมแล้วใช้ขาหลังถีบตะกุยกรวดออกเป็นกองในรูปทรงกลม ในบริเวณระดับน้ำลึก 2-5 เซนติเมตร ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง แล้วส่งเสียงร้องเพื่อต้องการผสมพันธุ์ เมื่อสิ้นสุดการผสมพันธุ์แล้วทั้งตัวเมียและตัวผู้จะช่วยกันกลบหลุมไข่จนทำให้ก้อนกรวดเป็นกองนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยจะมีการวางไข่ในช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม จากนั้นนำไข่มาทำความสะอาดด้วยน้ำ แล้วนำไปฟักในถาดฟัก ใช้เวลาฟักประมาณ 5-7 วัน จนได้เป็นลูกอ๊อดแล้วจึงนำไปอนุบาล

ในช่วงอนุบาลใช้บ่อปูนที่ใส่น้ำไว้ 10-15 เซนติเมตร ติดตั้งระบบลมพร้อมถ่ายน้ำและตะกอนในทุก 2-3 วัน ให้อาหารผงผสมน้ำแล้วปั้นเป็นก้อนให้ลูกอ๊อดกินทุกวันในช่วง 50-60 วัน จนมีพัฒนาการเป็นลูกกบที่พร้อมขึ้นฝั่ง โดยในช่วงนี้ถือเป็นช่วงอ่อนแอที่สุด จึงจำเป็นต้องพ่นละอองน้ำเพื่อให้ลูกกบได้รับความชื้นตลอดเวลาช่วยให้มีความแข็งแรง โดยอาหารในช่วงลูกกบ ได้แก่ หนอนนกขนาดเล็กหรือปลวก

ช่วงกบโต จะเลี้ยงในบ่อปูนโดยจะต้องทำความสะอาดแล้วตากบ่อให้แห้งก่อนปล่อย จัดสภาพภายในบ่อตลอดจนในโรงเลี้ยงให้เลียนแบบธรรมชาติด้วยการใช้ต้นไม้แล้วสร้างเป็นลำธารที่มีน้ำไหลตลอดเวลา ทั้งนี้ ในช่วงฤดูร้อนจะต้องควบคุมอุณหภูมิด้วยการพ่นไอหมอกตลอดเวลาการเลี้ยงประมาณ 15 เดือน ทั้งนี้ เขียดแลวจะมีอัตรารอดประมาณกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 30-37 กรัม มีความยาวเฉลี่ย 10 เซนติเมตร

ลักษณะเฉพาะของเขียดแลวคือ มีเนื้ออร่อย แน่น ไม่มีไขมัน เนื่องจากกินอาหารจากธรรมชาติ แต่มีเขี้ยว ไม่มีลิ้น ดังนั้น การหาอาหารจึงต้องกระโดดกินเหยื่อ จึงมีความสามารถในการกระโดดได้ไกล สูง และถี่ จึงทำให้มีกล้ามเนื้อแข็งแรง มีลักษณะเรียวยาวคล้ายดาบ

ผอ.ศูนย์ กล่าวว่า เขียดแลว เป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้ช้าและยาก เพราะลูกที่มีอายุตั้งแต่ 1 เดือน มักไม่ยอมกินอาหารประเภทเคลื่อนไหวอย่างลูกจิ้งหรีดหรือหนอนนก ดังนั้น จึงมีขนาดเพียง 1 เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งต่างจากกบนาทั่วไปที่อายุเท่ากันแต่มีขนาดใหญ่เป็นนิ้วแล้ว

“นอกจากนั้นแล้ว เขียดแลวที่มีอายุ 1-2 ปี มีน้ำหนักเพียง 100 กรัม จึงยังเป็นพ่อ-แม่พันธุ์ไม่ได้ ซึ่งต่างจากกบทั่วไปที่มีอายุเพียง 3-4 เดือน ก็สามารถเป็นพ่อ-แม่พันธุ์ได้แล้ว จึงเป็นข้อจำกัดสำหรับการส่งเสริมเลี้ยงเขียดแลวในเชิงพาณิชย์ เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องใช้เวลาเลี้ยงนานมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ถ้าหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้แล้ว เขียดแลว จะนับเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิด”

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้กำหนดเป้าหมายการเพาะ-ขยายพันธุ์เขียดแลวไว้ 2 แนวทาง คือ 1. เพื่อปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ ต่อจากนั้นให้เขียดแลวที่ปล่อยมีการขยายพันธุ์ทางธรรมชาติต่อไป กับ 2. เพื่อร่วมกับการทำงานในเชิงวิจัยปรับปรุงพันธุ์ โดยในอนาคตอาจให้ชาวบ้านนำเขียดแลวที่ปรับปรุงพันธุ์ได้อย่างสมบูรณ์แล้วไปเพาะ-เลี้ยงในเชิงพาณิชย์ต่อไป เนื่องจากเนื้อเขียดแลวมีลักษณะเป็นลิ่ม รสชาติดี กระดูกอ่อน เหมาะกับการแปรรูปเป็นอาหารได้หลายเมนู อาทิ กบทอดกระเทียม ผัดเผ็ด ต้มยำ ฯลฯ

นอกจากนั้น ผอ.ศูนย์ ยังมองว่า เขียดแลวที่เพาะ-ขยายเพื่อใช้เป็นอาหารบริโภคสำหรับชาวแม่ฮ่องสอนที่เคยกินกันอยู่เป็นประจำมานาน อีกทั้งยังต้องการสร้างเอกลักษณ์ของเขียดแลวในฐานะสัตว์ประจำถิ่นด้วยการเซ็ตเมนูอาหารที่โดดเด่นพร้อมโปรโมตให้เป็นเมนูเด่นของจังหวัด หวังให้ผู้ที่จะเดินทางมาเที่ยวแม่ฮ่องสอนได้บริโภคเมนูพิเศษนี้เพียงแห่งเดียว ร่วมกับเมนูปลาแม่น้ำปายที่มีรสอร่อยอีกหลายชนิด แล้วยังเป็นช่องทางอาชีพเสริมรายได้ให้ชาวแม่ฮ่องสอนอีก

“อยากเชิญชวนท่านผู้อ่านที่มีแผนจะเดินทางมาเที่ยวแม่ฮ่องสอน อย่าลืมแวะมาศึกษาหาความรู้เรื่องสัตว์น้ำของจังหวัดได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเรื่องสัตว์น้ำประจำถิ่นของจังหวัดอย่างละเอียดและมีเพียงแห่งเดียว โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นจากโครงการของในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพราะทั้งสองพระองค์ได้ดำริโครงการไว้มากมายทั้งเรื่องน้ำและป่า ซึ่งทุกโครงการล้วนได้สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างอาหาร หรือแม้แต่สร้างรายได้ให้แก่ชาวแม่ฮ่องสอนไว้อย่างมีคุณค่า”

สอบถามข้อมูลเรื่อง เขียดแลว หรือปลาประจำถิ่นแม่ฮ่องสอน หรือสนใจเข้าเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆ เรื่องสัตว์น้ำจืด ติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ (053) 684-194

……………………………………….

พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน, มติชนสุดสัปดาห์ และศิลปวัฒนธรรม ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...