โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประชาชนและชุมชนได้อะไรจากโรงไฟฟ้าชีวมวล

The Bangkok Insight

อัพเดต 25 ก.ย 2564 เวลา 08.47 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2564 เวลา 08.46 น. • The Bangkok Insight

"โรงไฟฟ้าชีวมวล" เป็นทางเลือกหนึ่งของการใช้พลังงานทดแทนในประเทศไทย ซึ่งมีผลดีทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ จึงมีความจำเป็นที่่ "ประชาชน" และ "ชุมชน" ต้องศึกษาถึงประโยชน์ของการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าประเภทนี้ ให้เพิ่มสัดส่วนการใช้ในปริมาณที่มากขึ้นในอนาคต

เมื่อพูดถึงชีวมวล ก็คงมีทั้งคนที่คุ้นหู และที่รู้จักเป็นอย่างดี แต่ก็อาจจะมีกลุ่มคนที่ยังไม่เข้าใจความหมายที่ชัดเจน หากจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ชีวมวล ก็หมายถึง วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ได้มาจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หรือ อาจเป็นเศษสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้จากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม ซึ่งกากหรือเศษสิ่งของที่ส่วนใหญ่มักนำมาใช้ก็เป็นจำพวก แกลบ ฟางข้าว ชานอ้อย มูลสัตว์ชนิดต่าง ๆ กะลามะพร้าว กะลาปาล์ม เป็นต้น

โรงไฟฟ้าชีวมวล

ส่วน โรงไฟฟ้าชีวมวล ก็คือ โรงไฟฟ้าประเภทหนึ่งที่ทำการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือผลิตไอน้ำจากวัตถุดิบจำพวกชีวมวล โดยวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเหล่านี้ สามารถเป็นได้ทั้งวัตถุดิบประเภทเดียวกัน หรือว่าหลาย ๆ อย่างมาผสมกันก็ได้ เช่น โรงสีข้าวขนาดใหญ่จะใช้แกลบเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้า โรงงานน้ำตาลจะใช้ชานอ้อยเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นต้น

ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่มีผลผลิตทางการเกษตรส่งออกเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แน่นอนว่าย่อมมีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ที่สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าได้ จึงเป็นที่มาของนโยบายส่งเสริมการลงทุน จัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และจะขยายผลต่อเนื่องไปในอนาคต

ดังนั้นการที่โรงไฟฟ้าชีวมวล จะมีการจัดตั้งขึ้นในแต่ละพื้นที่ในอนาคต จึงมีความสำคัญอย่างมากที่ประชาชนและชุมชนจะต้องทำความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยเฉพาะผลประโยชน์เกี่ยวกับโรงไฟฟ้าที่จะได้รับ เพื่อลดกระแสต่อต้านการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลในอนาคต

โรงไฟฟ้าชีวมวล

ชุมชนได้อะไรจากโรงไฟฟ้าชีวมวล

ชุมชน ได้อะไรจากโรงไฟฟ้าชีวมวล ชุมชน หมายถึง ชุมชนในพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล หรือชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น “ผู้เสียสละ” ยินยอมให้โรงไฟฟ้าไปจัดตั้งขึ้นในพื้นที่ ดังนั้นตามกฎหมายได้กำหนดให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า หรือ ผู้ได้รับใบอนุญาตจาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะต้องส่งเงินเข้า กองทุนพัฒนาไฟฟ้า โดยการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล จะถูกจัดเก็บในอัตราเดียวกับพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น ๆ คือ การจัดเก็บในอัตรา 1 สตางค์ ต่อหน่วย

เงินที่ได้จาก ผู้ได้รับใบอนุญาต ทาง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะเป็น ผู้ดูแล และ กำหนดนโยบาย เช่น นำไปใช้ในการบริหารจัดการ และใช้เพื่อ อุดหนุน ให้กองทุนใน พื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งได้รับเงินน้อยไม่เพียงพอต่อการพัฒนา และยังเป็นเงินสำรองเพื่อใช้ช่วยเหลือ “ชุมชน” ที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว

หากเกิดในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงนำไปใช้ใน กองทุนพัฒนาไฟฟ้าในพื้นที่ประกาศ อย่างเต็มรูปแบบ เรียกได้ว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ ที่จัดเก็บจากโรงไฟฟ้าชีวมวล จะถูกนำไปใช้ประโยชน์สำหรับชุมชนอย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสอดรับกับความต้องการของชุมชนในแต่ละพื้นที่

อีกทั้งเกษตรกรในพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้า ที่มีเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรก็ยังสามารถนำมาส่งขายป้อนให้กับโรงไฟฟ้าได้ภายใต้การจัดทำ เกษตรพันธสัญญา หรือ คอนแทรคฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) ตามที่ตกลงร่วมกันไว้ ซึ่งจะเป็นการการันตีทั้งปริมาณ และราคารับซื้อ ซึ่งเป็นราคาที่เห็นชอบร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่าย เรียกได้ว่า ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน หากยึดมั่นตามหลักการในสัญญาระหว่างกัน และยังเป็นการสร้างโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ หันมาปรับเปลี่ยนการปลูกพืชแบบดั้งเดิมแล้วขายได้ราคาต่ำ ให้หันมาปลูกพืชพลังงานที่มีความมั่นคงในการรับซื้อภายใต้ คอนแทรคฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) อีกด้วย

ขณะเดียวกัน ชาวบ้าน หรือ ชุมชนในพื้นที่ ก็มีโอกาสเข้าถึงงานได้มากขึ้น ลดปัญหาแรงงานย้ายถิ่นเข้าสู่เมืองใหม่ เพราะเมื่อมีการจัดตั้งโรงไฟฟ้าขึ้น ก็มักจะส่งเสริมหรือเปิดโอกาสพิจารณารับคนในพื้นที่ เข้าเป็นพนักงานเป็นอันดับต้น ๆ ก็จะเป็นการสร้างรายได้ สร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น

สำหรับชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือปลายสายส่งก็มีโอกาสเข้าถึงไฟฟ้า เนื่องจากโรงไฟฟ้าชีวมวลส่วนใหญ่ จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนักและมักจะกระจาย จัดตั้งในพื้นที่ที่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ ดังนั้นการพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ ยังช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับชุมชน ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอก สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีจากการมีพลังงานใช้ เพื่อพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

โรงไฟฟ้าชีวมวล

โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก กับประโยชน์ที่จับต้องได้

แม้รัฐบาลสนับสนุนโรงไฟฟ้าชีวมวล ตามนโยบาย แผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2018) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ซึ่งมีการปรับปรุงมาหลายครั้ง แต่เป็นการยื่นขอดำเนินการ ของผู้ประกอบการในการเลือกพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งบางแห่งเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อใช้ในโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร เช่น โรงงานน้ำตาล แต่มีจำนวนมากที่ตั้งขึ้นชุมชน ที่มีเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก

หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลให้โรงไฟฟ้าชีวมวลดำเนินการตามมาตรฐาน โดยไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องการจัดสรรประโยชน์ จนล่าสุดรัฐบาลได้ผลักดันนโยบายสำคัญ คือ โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนและชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าได้ประโยชน์ยิ่งขึ้น

หลักเกณฑ์ในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน คือ พื้นที่จะต้องมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน มีระบบสายส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้ารองรับ โดยการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน เป็นความร่วมมือของเอกชนและชุมชน ร่วมจัดตั้ง ทั้งนี้อยู่บนหลักการราคารับซื้อ ต้องกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าน้อยที่สุด โดยใช้วิธีประมูลแข่งขันและยังมีการกำหนดผลประโยชน์คืนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น สัดส่วนการถือหุ้นบุริมสิทธิ 10% หรือรายได้จากการขายพืชพลังงานเป็นเชื้อเพลิง

ผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับจากโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งตามโครงการนำร่องครั้งนี้ จะมีการรับซื้อไฟฟ้าทั้งสิ้น 75 เมกะวัตต์ มีดังนี้

1. ชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิต ใช้ จำหน่ายไฟฟ้าอย่างยั่งยืน และมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า

2. หุ้นบุริมสิทธิจำนวนไม่น้อยกว่า 10%

3. มีรายได้จากการจำหน่ายพืชพลังงาน โดยโรงไฟฟ้าจะประกันราคารับซื้อในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา

4. ผลประโยชน์อื่น ๆ สำหรับชุมชนรอบโรงฟ้า เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม เช่น ด้านการสาธารณสุข ด้านสาธารณูปโภค ด้านการศึกษา จาก 2 กองทุน
4.1 กองทุนพัฒนาไฟฟ้า ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าจ่ายเงินเข้ากองทุน 1 สตางค์ ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ขายให้การไฟฟ้า
4.2 กองทุนโรงไฟฟ้าชุมชน “เฉพาะโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ 25 สตางค์ ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ขายให้การไฟฟ้า

5. มีรายได้จากการให้เช่าที่ดินสำหรับปลูกพืชพลังงาน

เดินหน้าสู่เป้าหมายตาม แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2561–2580 (AEDP 2018)

นอกจากโรงไฟฟ้าชีวมวลในโครงการนี้ จำนวน 75 เมกะวัตต์ จะส่งผลประโยชน์ต่อวิสาหกิจชุมชน หรือ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน รวมถึงชุมชนรอบโรงไฟฟ้าแล้ว ยังส่งผลดีต่อประเทศในการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนตาม แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2561–2580 (AEDP 2018) ในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามศักยภาพเชื้อเพลิงในพื้นที่ สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้า และสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าในพื้นที่

เมื่อประเทศไทยมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลขึ้น ตามนโยบายส่งเสริมของภาครัฐที่ประกาศรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบตาม AEDP 2018 ที่กำหนดเป้าหมายกำลังผลิตใหม่สำหรับเชื้อเพลิงชีวมวล เพิ่มขึ้น 3,500 เมกะวัตต์ ภายใน พ.ศ. 2580 หรือมี ปริมาณการผลิตไฟฟ้ารวมจากชีวมวล อยู่ที่ 5,790 เมกะวัตต์ เมื่อสิ้นสุดปลายแผนในพ.ศ. 2580

เท่ากับว่าปริมาณไฟฟ้าจากชีวมวล ที่ภาครัฐรับซื้อเข้าระบบดังกล่าว จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ที่มีความผันผวน หรือมีความไม่แน่นอนด้านราคามาผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถลดความเสี่ยงจากต้นทุนผลิตไฟฟ้าได้ หรือไม่ต้องจ่ายเงินค่าไฟฟ้าในอัตราที่แพงเกินไป

เนื่องจากเชื้อเพลิงชีวมวลที่ได้มาจะมีราคาค่อนข้างถูก เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ทำให้สามารถใช้ไฟฟ้าได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ

อีกทั้งยังเป็นการช่วยสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ ที่ปลูกพืชพลังงานให้มีรายได้ที่มั่นคง มีส่วนช่วยประเทศลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นได้ รวมถึงยังเอาเศษขยะที่ว่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำกลับมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ถือว่าเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่บนโลกใบนี้ได้คุ้มค่าอย่างมาก

ประชาชนที่มีกำลังทรัพย์มากพอ ยังมีโอกาสเข้าถึงการจับจองเป็นเจ้าของธุรกิจไฟฟ้าได้ด้วย และหากเทียบกับการลงทุนก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าประเภทอื่น การสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจะมีต้นทุนในการก่อสร้างที่ต่ำกว่า

การที่ประชาชนทั่วไปให้การสนับสนุนโรงไฟฟ้าชีวมวล ก็เป็นส่วนหนึ่งของการได้ร่วมกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น เนื่องจากว่าสามารถใช้ผลผลิตส่วนที่เหลือจากการเกษตร มาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า และยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ

ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าชีวมวลเกิดขึ้นมากกว่า 245 โครงการ กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการผลิตกระแสไฟฟ้า นอกเหนือจากการใช้พลังงานหลักอย่าง น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ และยังส่งผลให้ประเทศไทย เสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้มีใช้อย่างเพียงพอ ขณะที่ประชาชน และชุมชน ต่างก็ได้รับประโยชน์จากโรงไฟฟ้าชีวมวลด้วยกันทั้งสิ้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...