โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก “รหัสมอร์ส” สู่ “รหัสมือ”…รู้จักสัญญาณขอความช่วยเหลือ(สากล)ในสถานการณ์ไม่คาดฝัน

นิตยสารคิด

อัพเดต 18 ก.ย 2566 เวลา 21.07 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2566 เวลา 21.07 น.
SOS-cover

หากลองจินตนาการว่าตัวเองต้องติดอยู่ในสถานการณ์แบบ Chuck Noland ที่รับบทโดย Tom Hanks ในภาพยนตร์เรื่องดัง Cast Away (2000) ซึ่งต้องเผชิญกับเหตุการณ์เครื่องบินตกกลางทะเลจนต้องลอยแพไปติดเกาะบนผืนดินห่างไกลจากผู้คนแล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด คุณคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการขอความช่วยเหลือในทุกวิถีทาง และนอกจากการตะโกนสุดเสียงด้วยประโยคสุดคลาสสิกอย่าง “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!” แล้ว อีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการขอการความช่วยเหลือก็คือการส่งสัญญาณ “SOS” ที่ถูกใช้มาอย่างยาวนานในระดับสากล

แม้เป็นสัญญาณสากลที่ยังถูกใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แต่ต้นกำเนิดและความหมายของสัญญาณ SOS ก็มักถูกเข้าใจผิด และไม่เหมือนอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจมาตลอด โดยสัญญาณ SOS ไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณขอความช่วยเหลือเดียวบนโลกใบนี้ แต่จริง ๆ แล้วยังมีสัญญาณขอความช่วยเหลืออีกมากมายที่สามารถเลือกใช้ได้ ซึ่งเราจะพาไปสำรวจร่วมกัน

nikko macaspac / Unsplash

ไขรหัสลับ S.O.S.
สัญญาณ SOS เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือที่รู้จักกันดีซึ่งใช้กันมานานหลายศตวรรษและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อระบุว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตและต้องการความช่วยเหลือทันที

แม้จะมีความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก แต่ต้นกำเนิดของสัญญาณ SOS กลับมักถูกเข้าใจผิดและตรงกันข้ามกับความเชื่อที่นิยมกัน โดยเดิมที SOS เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือที่รู้จักกันแค่ในกลุ่มนักเดินเรือ และสัญญาณ SOS ก็ไม่ใช่คำย่อของ "Save Our Souls" หรือ "Save Our Ship" แต่อย่างใด เพราะแท้จริงแล้วเป็นการรวมกันของตัวอักษรที่ไม่ได้หมายถึงสิ่งใดเลย เป็นเพียงสัญญาณขอความช่วยเหลือจากรหัสมอร์ส ซึ่งประกอบด้วยจุดสามจุด ขีดกลางสามจุด และจุดสามจุด โดยไม่มีช่องว่างระหว่างจุดเหล่านั้น (…---…) ที่รัฐบาลเยอรมนีนำมาใช้สำหรับเหตุฉุกเฉินทางทะเลในปีค.ศ. 1906 ด้วยอนุสัญญาวิทยุโทรเลขระหว่างประเทศในกรุงเบอร์ลิน ที่ได้จัดทำข้อตกลงสัญญาณขอความช่วยเหลือฉบับใหม่อย่างเป็นทางการนั่นคือ สัญญาณ SOS ซึ่งได้มีการบันทึกไว้ว่า “เรือที่อยู่ในภาวะวิกฤติจะต้องใช้สัญญาณต่อไปนี้ …---… ซ้ำในช่วงเวลาสั้น ๆ” ทว่า…กลับมีเจ้าหน้าที่วิทยุเรือจำนวนมากปฏิเสธที่จะใช้สัญญาณ SOS แบบใหม่นี้

แต่จากการใช้สัญญาณ SOS ระหว่างการจมของเรือไททานิกบนน่านน้ำที่เย็นจัดในปีค.ศ. 1912 โดยเจ้าหน้าที่วิทยุของเรือไททานิกได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ CQD ตามด้วยสัญญาณ SOS ไปยังสถานีและแจ้งเตือนไปยังเรือที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อให้ทราบถึงเหตุฉุกเฉินก่อนจะนำไปสู่การช่วยเหลือผู้คนในที่สุด และนับจากเหตุการณ์เรือไททานิกจมในครั้งนั้น ก็ทำให้สัญญาณขอความช่วยเหลือ SOS ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือมาตรฐานที่มีการใช้โดยเรือ เครื่องบิน และสถานการณ์อื่น ๆ ทั่วโลก เพราะหากศึกษาจากตารางรหัสมอร์สจะพบว่า สัญญาณ SOS เป็นรหัสที่สามารถกดได้ง่ายที่สุด เพียงแค่เรียงจุดและขีดยาว จึงง่ายต่อการจดจำสำหรับนักเดินเรือและง่ายต่อการกดขอความช่วยเหลือในยามเกิดอันตราย จนมาถึงตอนนี้ แม้จะผ่านเวลามากว่าหลายร้อยปีแล้ว แต่สัญญาณ SOS ก็ยังคงทำหน้าที่ช่วยชีวิตผู้คนไว้อยู่อย่างมากมาย

Geranimo / Unsplash

ก่อน SOS คือ CQD
อย่างที่เล่าไปว่า ก่อนการใช้สัญญาณ SOS นั้น เคยมีการใช้สัญญาณขอความช่วยเหลือที่เรียกว่า “CQD” มาก่อน ซึ่งถูกใช้ครั้งแรกโดยบริษัท Marconi ในปีค.ศ. 1904 แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ CQD ได้ยุติลงอย่างถาวรเนื่องจากได้สร้างความสับสนให้กับเจ้าหน้าที่ ทำให้มีการหันมาสนับสนุนการใช้สัญญาณ SOS แทน เนื่องจากมีความเรียบง่ายและใช้งานได้ง่ายกว่า ทั้งยังมีความโดดเด่น เพราะตัวอักษร SOS เรียกได้ว่าเป็นตัวอักษรซ่อนกลที่สามารถอ่านได้จากทั้งสองทิศทาง ไม่ว่าจะอ่านจากข้างหน้าไปข้างหลัง หรืออ่านจากข้างหลังมาข้างหน้า ก็ยังเป็นคงอ่านได้เป็นคำเดิมอยู่เสมอ ทำให้ไม่ว่ามันจะถูกนำไปเขียนลงบนพื้นทราย พื้นหิมะ หรือแม้แต่ใช้ท่อนไม้เรียงต่อกันเป็นตัวอักษร SOS ก็จะทำให้ผู้มาช่วยจากน่านฟ้าหรือน่านน้ำสามารถสังเกตเห็นได้ทันทีไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม

อย่างไรด็ดี ถึงแม้ว่าสัญญาณ SOS จะเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก แต่ก็ยังมีอีกหลายวิธีในการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เช่น การจุดพลุ การก่อควันหรือกองไฟ การส่งเสียง การเคาะ การเขียน การใช้กระจกเงา การกดปุ่มช่วยเหลือ การใช้โทรศัพท์ หรือการโทรผ่านคลื่นวิทยุบนยานพาหนะ เป็นต้น ซึ่งก็ควรเลือกวิธีการให้เหมาะกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่กำลังเผชิญอยู่เป็นสำคัญ

สัญญาณขอความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่รู้ไว้ไม่เสียหลาย

  • Mayday “Mayday! Mayday! Mayday!” เป็นคำที่ใช้ร้องขอความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินผ่านทางวิทยุสื่อสารแบบทันทีทันใด และหากใครที่ชื่นชอบการชมภาพยนตร์ หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำนี้ที่กัปตันมักจะพูดเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างเช่นเมื่อเครื่องบินกำลังจะตก โดยคำว่า “Mayday” ถูกเริ่มต้นใช้เพื่อขอความช่วยเหลือระหว่างประเทศในปี 1923 และประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี 1948 ซึ่งเป็นแนวคิดของเฟรเดอริก มอกฟอร์ด เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศที่เกิดไอเดียสำหรับการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนฉุกเฉิน แบบที่ทุกหน่วยได้ยินจะต้องรีบมาช่วยในทันทีทันใด จนเกิดคำว่า “Mayday” ขึ้นมา คำนี้มาจากภาษาฝรั่งเศส คือ "m'aider" หมายถึง "ช่วยฉันด้วย" และนำมาแปลงเป็นคำว่า Mayday เพื่อง่ายต่อการออกเสียงในภาษาอังกฤษ การโทร Mayday ได้รับการรับรองโดยอนุสัญญาวิทยุนานาชาติในปี 1927 ในฐานะการโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินที่เทียบเท่าสัญญาณ SOS เพื่อป้องกันความสับสนและความยากลำบากในการแยกแยะตัวอักษร S ทางโทรศัพท์เนื่องจากเสียงรอบข้างอาจจะรบกวนทำให้ไม่ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือที่ถูกต้องและทันท่วงที

  • Pan-Pan ย่อมาจาก "Possible Assistance Need" เป็นอีกคำที่ใช้ขอความช่วยเหลือในสถานการณ์ที่ไม่ถึงกับเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยทั่วไปนักบินมักจะใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือเหตุวุ่นวายขึ้น แต่ไม่เร่งด่วนมากเท่ากับ Mayday เพราะยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อยู่ เช่น มีคนป่วยกะทันหัน มีเหตุทะเลาะวิวาท ต้องขอลงจอดฉุกเฉิน หรือใบพัดเรือไม่ทำงาน เพื่อเป็นการแจ้งให้ทีมกู้ภัยและหน่วยช่วยเหลือต่าง ๆ เตรียมพร้อมรับมือหรือส่งคนมาช่วย คำว่า “Pan” มาจากคำว่า “Panne” ในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า “เสียหายขัดข้อง”

  • Securite มาจากภาษาฝรั่งเศสคำว่า “sécurité” ซึ่งแปลว่า "ความปลอดภัย" เป็นคำที่ใช้ขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับการเดินเรือ การแจ้งเตือนเกี่ยวกับอุตุนิยมวิทยาหรือสภาพอากาศที่แสนจะเลวร้าย และคำเตือนอื่น ๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยของชีวิตลูกเรือทุกคนบนผืนน้ำในท้องทะเล แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยหากจัดอันดับความเร่งด่วนในการขอความช่วยเหลือแล้วนั้น การใช้ Securite จะถูกจัดเป็นความต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนน้อยที่สุด

  • การกางแขนเป็นรูปตัว V หากเกิดหลงทางอยู่ในถิ่นทุรกันดารหรือห่างไกลจากผู้คน เราอาจใช้ร่างกายของเราให้เป็นประโยชน์ได้ด้วยการยกแขนทั้งสองข้างเป็นรูปอักษร "V" เพื่อบอกว่ากำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากและต้องการความช่วยเหลือ เพื่อให้หน่วยกู้ชีพทางอากาศ เครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์ที่บินผ่าน สามารถสังเกตเห็นได้ง่าย

  • การทำตัวอักษรเป็นรูปตัว X การใช้วัตถุรอบ ๆ ตัว อย่างก้อนหินหรือท่อนไม้ถือว่ามีประโยชน์อย่างมากในการสร้างสัญลักษณ์เพื่อขอความช่วยเหลือ ด้วยการนำมาวางเรียงกันเป็นรูป “กากบาทขนาดใหญ่” เพื่อให้หน่วยกู้ชีพทางอากาศ เครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังค้นหา สังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น โดยสามารถทำควบคู่กับการกางแขนเป็นรูปตัว V ได้

จากความรุนแรงในบ้านสู่ SOS มิติใหม่ “สัญญาณมือขอความช่วยเหลือ (Signal for Help)”
นอกเหนือจากสัญญาณขอความช่วยเหลือมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกอย่างสัญญาณ SOS แล้วนั้น อีกหนึ่งสัญญาณขอความช่วยเหลือที่กำลังเป็นกระแสมาแรงจากเหตุการณ์แสนโหดร้ายบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก็คือ สัญญาณมือขอความช่วยเหลือ (Signal for Help) ที่เป็นสัญญาณ SOS ในรูปแบบใหม่ที่ทุกคนควรทราบไว้ เพราะเมื่อถึงเวลาจำเป็น คุณอาจใช้มันเพื่อช่วยชีวิตตัวเองหรือผู้อื่นได้

สัญญาณมือขอความช่วยเหลือสากล (Signal for Help) เป็นสัญลักษณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีค.ศ. 2020 โดยมูลนิธิสตรีแคนาดา (Canadian Women's Foundation) เพื่อต่อต้านความรุนแรงในครอบครัวหรือการคุกคามจากคนใกล้ชิดที่เกิดขึ้นทั่วโลก อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากมาตรการกักตัวในช่วงโควิด-19 ที่มีการระบาดหนัก และทำให้คนส่วนใหญ่จำต้องอาศัยอยู่แต่ภายในบ้าน ส่งผลให้ปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น

wikipedia.org

แน่นอนว่าในบางครั้งก็เป็นเรื่องยากลำบากที่เหยื่อจะสามารถขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นได้ โดยเฉพาะเมื่อเหยื่อกำลังถูกคุกคามหรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจส่งเสียงขอความช่วยเหลือจากใครได้ วิธีส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแบบลับ ๆ ไม่ให้มีพิรุธจึงเกิดขึ้น โดยการใช้ “สัญญาณมือ” เพื่อให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสามารถขอความช่วยเหลือและสื่อสารให้ผู้อื่นทราบว่าตนกำลังประสบปัญหาหรือตกอยู่ในอันตราย

การขอความช่วยด้วยสัญญาณมือ Signal for Help สามารถทำได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวในลักษณะการหันฝ่ามือออกด้านนอก พับนิ้วหัวแม่มือบนฝ่ามือ แล้วนำนิ้วที่เหลืออีกสี่นิ้วมาปิดนิ้วบนนิ้วหัวแม่มืออีกที

ทั้งนี้ สัญญาณดังกล่าวยังกลายเป็นประเด็นข่าวเมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากที่เด็กหญิงวัย 16 ปี ในรัฐเคนทักกีถูกลักพาตัวอยู่บนรถยนต์ที่ไม่สามารถส่งเสียงกรีดร้อง หรือทุบกระจกรถเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้คนบนท้องถนนได้ เพราะมันอาจทำให้เธอยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากกว่าเดิม เธอจึงใช้ภาษามือในการขอความช่วยเหลือผ่านกระจกรถ จนกระทั่งมีคนขับขี่รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งได้เห็นสัญญาณจากเด็กหญิงคนนี้ที่กำลังทำท่าทางขอความช่วยเหลือด้วยสัญญาณมือ โดยเขารับรู้ถึงสัญญาณดังกล่าวว่าเป็นสัญญาณมือขอความช่วยเหลือจากการตามกระแส TikTok ก่อนที่เขาจะโทรแจ้ง 911 และนำไปสู่การจับกุมชายผู้กระทำผิดดังกล่าวได้สำเร็จ

ซูซาน ดันแคน รองประธานฝ่ายการกุศลของมูลนิธิสตรีแคนาดาเชื่อว่า เด็กหญิง วัย16 ปีได้เรียนรู้สัญญาณมือขอความช่วยเหลือจากกระแสไวรัลบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของ TikTok “ฉันรู้สึกโล่งใจจริง ๆ ที่ได้ยินว่าเด็กสาวคนนี้สามารถทำเช่นนี้ได้และผู้คนก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้พวกเขาขอความช่วยเหลือได้ในสถานการณ์นั้นด้วยการสื่อสารผ่านมือเพียงอย่างเดียว นับว่ามีประโยชน์อย่างมากในสถานการณ์ที่มีความรุนแรงและไม่อาจส่งเสียงเพื่อขอความช่วยเหลือได้”

สำหรับแคมเปญ Signal for Help นี้ บางคนอาจสนับสนุนให้มีการแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นสามารถใช้มันเพื่อออกจากสถานการณ์ที่เป็นอันตราย แต่ในขณะเดียวกันกลับมีกลุ่มคนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังลังเลจะส่งเสริมแคมเปญนี้โดยเชื่อว่า สัญญาณขอความช่วยเหลือควรจะเป็นสัญญาณลับ หรือควรจะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักจะเป็นการดีกว่า เพราะหากเป็นที่รู้จักมากเกินไป อาจทำให้สัญญาณไม่มีประสิทธิภาพ แต่ท้ายที่สุดเสียงส่วนใหญ่กลับเชื่อว่า “ยิ่งคนรู้มาก ก็จะยิ่งเป็นผลดีกว่า” แม้ว่าการรับรู้ของสาธารณชนเกี่ยวสัญญาณมือ Signal for Help อาจเป็นดาบสองคมได้ หากผู้ที่กระทำผิดทราบถึงสัญญาณดังกล่าวเช่นกัน ทั้งนี้มูลนิธิสตรีแคนาดาก็ได้กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า “ไม่มีวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะกับสำหรับทุกคนที่กำลังเผชิญกับการคุกคาม…สิ่งสำคัญคือเมื่อตกอยู่ในอันตราย ผู้คนนั้นต้องขอความช่วยเหลือ ซึ่งควรเป็นการขอช่วยเหลือภายใต้ความปลอดภัยของเหยื่อ หรือช่วยเหลือในลักษณะที่รู้สึกปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเขา เพราะสัญญาณมือ Signal for Help มันสื่อถึงการติดต่อช่วยเหลือฉันอย่างปลอดภัย”

สัญญาณขอความช่วยเหลือคือทางออกแสนธรรมดาแต่กลับมีความพิเศษซ่อนอยู่ เพราะมันจะช่วยให้เหยื่อทั้งหลายรอดออกมาจากสถานการณ์อันตรายได้อย่างปลอดภัย และหากวันใดวันหนึ่งมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทางที่ดีที่สุดคือ จงอย่าลืมที่จะตั้งสติ สังเกต และวิเคราะห์สถานการณ์ รวมถึงเลือกวิธีการขอความช่วยเหลือที่อยู่ภายใต้ความปลอดภัยของตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสรอดปลอดภัยได้มากที่สุดทั้งต่อตัวคุณเองและคนรอบข้างในสังคม

ที่มา : บทความ “SOS Meaning in History and Today” โดย Kate Miller-Wilson, B.A. จาก yourdictionary.com
บทความ “What is SOS in Morse Code? Try Now!” โดย Makeblock จาก makeblock.com
บทความ “What SOS Stands For and Where It Came From” โดย Brandon Specktor จาก rd.com
บทความ “What is SOS? A Clear Explanation of Its Meaning and Usage” โดย Bill จาก campingfunzone.com
บทความ “What is an SOS?” โดย Mary McMahon จาก languagehumanities.org
บทความ “What Does Mayday Mean?” โดย Wonderopolis จาก wonderopolis.org
บทความ “Mayday” โดย wikipedia จาก wikipedia.org
บทความ “Sécurité” โดย wikipedia จาก wikipedia.org
บทความ “What does 'SOS' mean? The term's maritime origins and how it shows up in our lives today.” โดย Clare Mulroy จาก usatoday.com
บทความ “How a made-in-Canada distress signal may have helped save the life of a North Carolina teen” โดย Mark Gollom, Ellen Mauro จาก cbc.ca
บทความ “The Signal for Help” โดย World Bank จาก worldbank.org
บทความ “Why every parent should teach their child this viral hand signal for 'help” โดย Lindsay Lowe จาก today.com
บทความ “The Universal Symbol for Help” โดย cultrissecurity จาก cultrissecurity.com
บทความ “These 'Distress Signals' May Help You Get Out of an Unsafe Situation” โดย Claire Wolters จาก verywellhealth.com

เรื่อง : ณัฐธิดา คำทำนอง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันจันทร์ที่ 11 พ.ค. 69

PostToday

สุดเศร้า! "ช้างพลายทองใบ" ล้มแล้ว ปิดตำนานช้างงาสวยที่สุดในไทย

Manager Online

ทะเลหมอกฤดูฝน สดชื่นยามเช้าที่ "อุทยานแห่งชาติภูเรือ"

Manager Online

จากสาวชาติพันธุ์สู่มงฯ มิสเวิลด์ไทยแลนด์ "น้ำผึ้ง-กานต์ธีรา"

ประชาชาติธุรกิจ

แจก Prompt ออนสเตจเตรียมเดบิวท์เป็นไอดอล K-pop ฟรี ด้วย ChatGPT

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

ผลวิจัยเผยแค่กิน "ไข่ไก่" สัปดาห์ละ 5 ฟอง ช่วยป้องกันโรคร้ายที่ยังไม่มีทางรักษาได้

sanook.com
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...