เจาะเบื้องหลัง ซีรีส์ทนายปีศาจ กับการดันซีรีส์ไทย แบบไม่ต้องลดทอนตัวตน
การหยิบยกกระบวนการยุติธรรมมาตีแผ่บนหน้าจอ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกภาพยนตร์- ซีรีส์ แต่สำหรับบริบทสังคมไทย นี่คือการกล้าตั้งคำถามกับความยุติธรรมในสังคม
หัวใจสำคัญในการสร้างซีรีส์ 'ทนายปีศาจ' ไม่ใช่เพียงการทำซีรีส์แนวขึ้นโรงขึ้นศาล (Courtroom Drama) เพื่อหาคนถูกหรือผิด แต่มันคือการสร้างพื้นที่จำลองเพื่อชำแหละระบบยุติธรรมที่เต็มไปด้วยรอยร้าว อำนาจนอกกฎหมาย และการตั้งคำถามตัวโตๆ ว่าในโลกที่กฎหมายไม่ได้ปกป้องทุกคนเท่ากัน ใครกันแน่คือปีศาจ
เบื้องหลังความสำเร็จที่พุ่งทะยานติดอันดับโลกบนNetflix และกลายเป็นไวรัลในประเทศไทย รวมถึงต่างประเทศ มันเกิดจากการขัดเกลาบทนานกว่า 7 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากความไม่เข้าใจในระบบยุติธรรมของตัวผู้สร้างเอง สู่ผลงานที่กล้า 'ทดสอบเพดาน' ทางความคิด นำเสนอประเด็นอ่อนไหวอย่างตรงไปตรงมา ผ่านมุมมองของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ (ผู้กำกับ), แซม-จักริน เทพวงค์ (ผู้เขียนบท) และ ซัน-ทรงพล จันทรสม (โปรดิวเซอร์)
หัวใจของการสร้าง: ไม่ปรุงแต่งเพื่อเอาใจใคร แต่ทำให้คนไทยดู
เมื่อถูกตั้งคำถามว่า ซีรีส์ที่มีแพลตฟอร์มระดับโลกเป็นผู้เผยแพร่ ต้องปรับแต่งเนื้อหาเพื่อให้ชาวต่างชาติเข้าใจง่ายขึ้นหรือไม่ คำตอบจากทีมผู้สร้างสะท้อนความชัดเจนในจุดยืนอย่างหนักแน่น
"ทำหนังแบบนี้มันต้องเริ่มที่เราอินกับมันก่อน แล้วเข้าใจมันก่อน เราไม่ได้มานั่งคิดว่าคนที่เวสต์เวอร์จิเนียดูแล้วจะอินกับประเด็นนี้มั้ย… แล้วเราก็ปรับทุกอย่าง ไดลูททุกอย่างให้มันกลายเป็นอาหารไทยที่ทุกคนทั่วโลกกินได้ มันก็ไม่อร่อยหรอก" — ไก่ ณฐพล
สารตั้งต้นของเรื่องนี้คือการหยิบเอาความสนใจส่วนตัวเรื่องสิทธิมนุษยชน คดีคนสูญหาย และการทุจริต มาประกอบร่างกัน พวกเขาเลือกที่จะเล่าเรื่องด้วยความสัตย์จริงต่อบริบทสังคมไทย แม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจทำให้ผู้ชมต่างชาติเกิดความสงสัยก็ตาม
.
เสียงจากสื่อต่างชาติ : ความจริงที่ดูเหมือนนิยาย
หลังซีรีส์ออกฉาย มีเสียงวิจารณ์จากผู้ชมต่างชาติ และสื่อต่างชาติว่า ตัวละครอย่าง 'ผู้พิพากษา' ดูลำเอียงอย่างโจ่งแจ้งเกินไป หรือตัวร้ายอย่าง 'บิ๊กอนันต์' ดูเป็นผู้ร้ายที่แสดงออกชัดเจนจนเกินพอดี (เช่น ซีนหักไม้จิ้มฟัน) แต่สำหรับทีมผู้สร้าง นี่คือความจริงที่ผ่านการลงพื้นที่รีเสิร์ชมาแล้วและหาจุดที่ลงตัวระหว่างการทำงานกันมาแล้ว
"ผมว่าแม้แต่ของคนไทยเอง มีฉากที่รู้สึกว่าผู้พิพากษาทำไมดูชัดเจนไปหน่อย ซึ่งจริงๆ ถ้าคุยกับคนที่ทำงานในศาล มันเป็น Process นึงในการที่เขาต้องการรู้ทิศทางเพื่อจะเทกเรา แต่มันอาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ ลำเอียงหรือเปล่า… ซึ่งไม่ใช่เลย ปกติคืออย่างงั้น" — แซม จักริน ผู้เขียนบทร่วมเผย
ในขณะที่พฤติกรรมสุดโต่งของอนันต์ ผู้กำกับอธิบายว่ามันคือการใส่รายละเอียด (Element) เล็กๆ เพื่อสร้างมิติให้ตัวละคร ซีนหักไม้จิ้มฟันที่ไม่ได้อยู่ในบทตั้งแต่แรก แต่กลับกลายเป็นจังหวะที่เพิ่มความเร้าใจและสร้างภาพจำของความวิปริตที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเนี้ยบได้อย่างแยบคาย
เบื้องหลังระบบแคสติ้งที่หาตัวละครได้อย่างเหมาะสม
ความสมจริงของทนายปีศาจ ไม่ได้มาจากแค่นักแสดงนำ แต่รวมถึงตัวละครแวดล้อมที่ทรงพลัง หนึ่งในตัวละครที่แคสต์ยากที่สุดคือ "เล่" ชาวประมงนิ้วขาด ทีมงานเลือกที่จะไม่ใช้นักแสดงอาชีพ แต่ลงพื้นที่ไปแคสต์ 'ชาวประมงตัวจริง' จากศรีราชา เพื่อให้ได้แววตาและน้ำเสียงการให้สัมภาษณ์ที่ออกมาจากกระดูกและประสบการณ์จริง
นอกจากการหานักแสดง การออกแบบงานสร้างยังเต็มไปด้วยสัญญะ รถยนต์ Land Rover สีแดงเลือดหมูของ ทนายจิตตรี ไม่ได้ถูกเลือกมาเพียงเพราะความสวยงาม แต่มันสะท้อนฟังก์ชัน ความแข็งแกร่ง และวิถีชีวิตที่ต้องอยู่ในชุมชน Low Profile เพื่อความปลอดภัย ในขณะที่ห้องพักของ "เมฆ" ถูกเซ็ตอัปอย่างละเอียดด้วยถุงผ้า NGO และตู้ปลาที่สะท้อนความสัมพันธ์ที่พังทลาย แม้กล้องอาจจะแพนผ่านไปเพียงเสี้ยววินาทีก็ตาม (บางคนก็อาจมองไม่เห็นด้วยซ้ำ)
อีกหนึ่งตัวละครที่สร้างสีสันคือ 'แก๊ปโบ้' ที่หลายคนเปรียบเทียบว่ามีจังหวะคล้ายน้าค่อม แห่งปี 2026 ซึ่งทีมงานเผยว่าเกิดจากการผสมผสานระหว่างบทที่เขียนไว้ และการเปิดพื้นที่ให้นักแสดงได้ 'ด้นสด' อย่างเป็นธรรมชาติภายใต้กรอบคาแรกเตอร์ที่ตกลงกันไว้
เบื้องหลังน้ำตาของความแข็งแกร่ง ที่หลายคนสงสัยของทนาย จิตตรี
ซีนอารมณ์ที่ทนายจิตตรีช็อกจากการตายของอนันต์ เป็นหนึ่งในฉากที่ทรงพลังที่สุด แซม จักริน เปิดเผยว่า แรงบันดาลใจสำคัญของความรู้สึกนี้ มาจากการได้พูดคุยกับคุณประทับจิต นีละไพจิตร บุตรสาวของคุณสมชาย นีละไพจิตร ทนายความที่ถูกอุ้มหาย
"เวลาเขาพูดเรื่องพ่อ น้ำตาเค้าจะไหลลงมาแบบเป็นเหมือนเรื่องธรรมดาของเขา… ผมรู้สึกว่าทนายจิตตรีมันไม่ต่างกัน ในการที่เขาไม่ได้คำตอบว่าพ่อเค้าอยู่ไหน ไอ้ภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งข้างในนั้นนะ จริงๆ มันช้ำ มันไหลจนชินไปแล้ว" — แซม จักรินบอก
การเคารพสิทธิมนุษยชนที่หน้าเซ็ตถ่ายหนัง
ในซีรีส์ที่พูดเรื่องสิทธิมนุษยชน ย่อมต้องเคารพสิทธิของผู้ปฏิบัติงาน ทีมสร้างทนายปีศาจยกระดับมาตรฐานกองถ่ายไทยด้วยการใช้ Intimacy Coordinator (IC) เพื่อดูแลฉากละเอียดอ่อนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฉากเลิฟซีน หรือฉากเปลื้องผ้าในเรือนจำ
"การทำงานในกองถ่ายซีรีส์เรื่องนี้ให้ความสำคัญกับระบบระเบียบและมาตรฐานขั้นสูง โดยเฉพาะฉากในเรือนจำที่มีการเปลื้องผ้า เห็นก้น ถอดกางเกง ก็ต้องมีการเซ็นยินยอมกันทุกคน ไม่ใช่แค่ตัวหลัก แต่ตัวละครรอบๆ ทั้งหมด (Extra) ก็ต้องยอมรับด้วย" — ซัน ทรงพล เผย
นอกจากนี้ยังมีการแบ่งโซนการทำงาน (Closed Set) อย่างชัดเจน และห้ามส่งภาพหน้ามอนิเตอร์ในฉากที่อ่อนไหวออกไปโดยเด็ดขาด นี่คือข้อตกลงที่ปกป้องทั้งนักแสดงและผู้กำกับอย่างเท่าเทียม
เพลงดำสนิท: บทสรุปของความขัดแย้ง
ความลงตัวในช่วงท้ายของซีรีส์ (Montage) ที่รวบรวมบทสรุปของตัวละครต่างๆ ถูกร้อยเรียงด้วยเพลง "ดำสนิท" แม้ในตอนแรกจะมีการทดลองใช้ดนตรีประกอบแบบอื่น แต่เมื่อนำเพลงนี้มาทำเวอร์ชันใหม่ (Rearrange) ให้เข้ากับจังหวะของเรื่อง มันกลับกลายเป็นชิ้นส่วนที่ประกอบภาพรวมทั้งหมดให้สมบูรณ์แบบในดราฟต์แรกโดยไม่ต้องแก้ไข
ทุนสร้างกับคุณภาพ: อย่าใช้ประเด็นเงินเป็นข้ออ้าง
หลายคนเชื่อว่า "บทที่ดี คือบทที่มีเงิน" แต่ทีมผู้สร้างทนายปีศาจมองลึกลงไปกว่านั้น เงินคือตัวช่วยสร้างความเป็นไปได้ แต่เวลาและอิสระในการทำงานคือสิ่งที่ทำให้งานออกมามีคุณภาพ
"หลายคนพูดเรื่องเงินโดยใช้เป็นข้ออ้าง ในการบอกว่ามันไม่ดีเพราะไม่มีเงิน… ผมว่ามันต้องเริ่มจากราก (การรีเสิร์ชและการเขียนบท) ก่อน แน่นอนว่าเงินเป็นข้อจำกัดนะ แต่จงอย่าใช้เป็นข้ออ้าง" — ไก่ ณฐพล
"สิ่งที่ผมได้ก็คือว่า มันไม่มีใครบอกผมว่าต้องทำอะไรยังไง… เราไม่ได้อยู่ในกรอบใครที่มาบอกว่า ตัวละครต้องอย่างงั้นอย่างงี้ อิสระบางอย่างช่วยให้งานมันออกได้อะไรใหม่ๆ" — แซม จักริน
ความยุติธรรมที่แท้จริง: มากกว่าคำว่าแพ้หรือชนะ
ท้ายที่สุดแล้ว 'ทนายปีศาจ' ไม่ได้ต้องการชี้นำว่าใครถูกหรือผิด แต่อยากชวนให้สังคมตั้งคำถามและทำความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น
"ความยุติธรรมที่แท้จริงสำหรับผมนะ มันคือการที่ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจกัน… ไม่ใช่ว่าเราจะบอกว่าเราชนะคดีนี้ คนที่แพ้เขาอาจจะยังไม่รู้สึกว่าเขาได้ความยุติธรรมก็ได้… อย่างน้อยซีรีส์นี้ ถ้าคุณดู เราอยากให้ฉุกคิดว่า อย่าเพิ่งรีบตัดสินใคร เราทำความเข้าใจกันก่อนมั้ยว่าเหตุผลที่เขาทำมันเพราะอะไร" — แซม จักริน
แม้กระบวนการยุติธรรมในโลกแห่งความเป็นจริงอาจยังเต็มไปด้วยสีเทา แต่สิ่งที่ 'ทนายปีศาจ' ได้ทำสำเร็จแล้ว คือการจุดคบเพลิงส่องสว่างเข้าไปในมุมมืดเหล่านั้น และพิสูจน์ให้เห็นว่า คอนเทนต์ไทยที่มีคุณภาพ ไม่จำเป็นต้องลดทอนตัวตนเพื่อไปสู่ระดับโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง