ย้อนเวลามาเปลี่ยนชีวิต ยุค70
นิยาย Dek-D
อัพเดต 25 พ.ค. 2567 เวลา 03.13 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2567 เวลา 03.13 น. • ขนมปังไส้งาถั่วแดงข้อมูลเบื้องต้น
ชีวิตในอดีต สู่ชีวิตใหม่ที่พึ่งเริ่มต้น
“จะกลับแล้วหรือค่ะรุ่นพี่”รุ่นน้องในที่ทำงานเอ่ยถามซูเจียวที่เปลี่ยนเสื้อผ้าสะพายกระเป๋าข้างเตรียมกลับบ้าน
“ใช่ ร้านปิดแล้ว วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร พี่เหนื่อยๆอยากกลับไปนอนพักผ่อนที่บ้านเร็วๆ”ซูเจียวกล่าวกับรุ่นน้องของเธอในที่ทำงาน
“เสียดายจัง พวกฉันว่าจะชวนพี่ซูเจียวไปเที่ยวผับเปิดใหม่ ไม่ไกลจากร้านอาหารของเราเท่าไหร่ เดินไปสองซอยก็ถึงแล้ว”เพื่อนร่วมงานอีกคนกล่าว
“ใช่ สนใจไปด้วยกันไหมพี่”รุ่นน้องถามเธออีกครั้ง รุ่นพี่ที่ทำงานตั้งแต่เธอเข้ามาทำงานที่นี่พี่ซูเจียวไม่เคยออกไปเที่ยวเล่นกับพวกเธอเลย เลิกงานก็รีบกลับบ้าน
“ไม่ล่ะ พี่กลับก่อนนะ”ซูเจียวบอกเพื่อนๆในที่ทำงาน เธอปิดประตูตู้ล็อกเกอร์เดินออกจากร้าน กว่าร้านอาหารที่เธอทำงานจะปิดร้าน เวลาก็ดึกมากแล้วซูเจียวเดินเท้ากลับห้องพักของเธอที่อยู่ไปไกลร้าน เธอเช่าอยู่กับเพื่อนคนสนิทคนหนึ่ง พวกเธอรู้จักกันตอนแรกที่ซูเจียวเดินทางมาหางานทำในเมืองหลวงแห่งนี้
ซูเจียวกลับถึงบ้าน เธอเป็นประตูห้องเข้ามา ในห้องมืดมิดไม่มีใครอยู่สักคน ซูเจียวเธอชินแล้วเพื่อนของเธอคงไปอยู่กับแฟนวันนี้คงไม่กลับบ้าน เธอวางกระเป๋าลงบนโต๊ะเดินเข้าห้องนอนไปอาบน้ำ ก็ออกมานอนบนเตียงทั้งๆที่นุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวสีขาวตัวเอง ซูเจียวเหนื่อยกับชีวิตที่ผ่านมาของเธอ เธอรู้สึกว่าเธอใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ
ซูเจียวนอนมองไปที่ผนังที่แขวนภาพครอบครัวในภาพมีชายหญิงหน้าตาดียืนส่งยิ้มผ่านกล้องตรงหน้าของทั้งสองมีเด็กผู้หญิงสองคนยืนคู่กัน เด็กหญิงทั้งสองในภาพดูมีความสุขมาก ภาพที่อยู่ตรงหน้าของซูเจียวเป็นภาพถ่ายขาวดำใบหนึ่งที่ดูแล้วมีอายุหลายสิบปีแล้ว
ซูเจียวนอนมองภาพน้ำตาไหลอาบแก้ม เธอไม่ได้เช็ดออกเธอนอนคิดอะไรสักพัก ก็ลุกขึ้นนั่งยกมือเช็ดน้ำตาที่ เปื้อนแก้มออก เธอเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าในตู้มีเสื้อผ้าสำหรับใส่ธรรมสองชุดเก่าๆชุดนอนสองชุดที่ดูเก่าและยืด นอกนั้นเป็นชุดทำงานในร้านอาหารสามชุด
ซูเจียวหยิบชุดนอนมาใส่ก่อนจะเดินออกจากห้องนอน ไปที่ตู้เย็นเปิดตู้เย็นหยิบน้ำเปล่าออกมาเทใส่แก้ว เดินถือแก้วน้ำเข้าห้องนอนซูเจียววางแก้วน้ำหยิบยากระปุกหนึ่งออกมาเทใส่มือสองเม็ดเป็นยาแก้ปวดหัว เธอกำลังจะกินยา
ติ้ด ติ้ด ติ้ด
เสียงโทรศัพท์ดังออกมาจากกระเป๋าสะพายที่เธอทิ้งไว้ที่ห้องนั่งเล่น ซูเจียววางยาที่จะกินไว้บนโต๊ะหัวเตียงใกล้กับแก้วน้ำเปล่า เธอเดินออกไปรับโทรศัพท์ คนที่โทรศัพท์หาเธอเป็นผู้จัดการของร้านอาหารที่เธอเป็นลูกจ้างอยู่ในตอนนี้
“ค่ะผู้จัดการร้าน”ซูเจียวยกโทรศัพท์แนบหู มือของเธอที่วางอยู่ยกขึ้นนวดหน้าผากระหว่างคิ้วทั้งสอง
“ตอนนี้เธออยู่ไหน กลับไปที่ร้านด่วน”ผู้จัดการสาวถามลูกน้อง และสั่งให้หญิงสาวรีบไปที่ร้าน
“ฉันอยู่ที่บ้านค่ะ ผู้จัดการโทรมาดึกดื่นมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ แล้วทำไมต้องรีบไปที่ร้านด้วย”ซูเจียวเอ่ยถามคนในสาย เธอเดินคุยโทรศัพท์เข้าห้องนอน ตอนนี้เธอปวดหัวมากจนไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น อยากกินยานอนเท่านั้น
“เธอช่วยไปรอรับวัตถุดิบของร้านหน่อยสิ พอดีฉันไม่วางไปรับเอง ด่วนเลยนะทางนั้นเข้ารอนานแล้ว”ผู้จัดการออกคำสั่งกับลูกจ้างของร้าน ผู้จัดการไม่มีความเกรงใจลูกจ้างเลย
“แต่ว่าผู้จัดการค่ะ ฉันเลิกงานแล้วนะและนี้ก็ดึกมากแล้ว ปกติวัตถุดิบสำหรับทำอาหารจะมาส่งตอนตีสี่ของวันต่อไปไม่ใช่หรือคะ ทำไมวันนี้ถึงมาส่งก่อนล่ะ”ซูเจียวมองเวลาบนมือถือ ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มห้าสิบนาที ถ้าเธอออกจากบ้านเดินไปร้านอาหารเธอก็จะไปถึงร้านตอนเที่ยงคืนแล้วเมื่อไหร่เธอจะได้นอน
“เป็นเหตุด่วน ทางร้านที่ส่งขอให้เรา เขามีเหตุต้องมาส่งของก่อนเวลา และฉันไม่อยู่จึงไปรับของไม่ได้ คนอื่นๆก็ไปเที่ยวผับเปิดใหม่กันหมด ฉันโทรไปไม่มีใครรับสาย และที่สำคัญบ้านเธอใกล้ที่ร้านมากกว่าคนอื่นๆ เพราะงั้นรีบไปรับของ หากทางนั้นไม่รอและไม่มีของขายในร้านพรุ่งนี้ ฉันจะไล่เธอออก”ผู้จัดการร้านสั่งเสร็จก็วางสายไปทันที ไม่รอฟังลูกน้อง
ซูเจียวมองโทรศัพท์ที่ถูกวางสายไปโดยที่คุยกันยังไม่รู้เลย เธอวางโทรศัพท์ไว้บนเตียงเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนออกไปเธอหยิบยาแก้ปวดหัวมากินก่อนรีบออกจากบ้าน ซูเจียวเดินไปร้านอาหารรับของที่มาส่งวัตถุดิบหน้าร้าน อากาศยามค่ำคืนเป็นอะไรที่หนาวมาก
“คุณเป็นคนที่จะมารับของใช่ไหม”คนส่งของชายถามเสียงดัง
“ใช่ค่ะ”ซูเจียวพยักหน้าให้พนักงานส่งของ
“ดีเลย มาได้สักที เอารีบเซ็นรับของด้วย ผมยังต้องรีบไปส่งร้านอื่นๆอีกนะ คุณรู้ไหมว่าผมมารอคุณ นานแค่ไหนแล้ว ทำไมไม่รีบมาให้เร็วกว่านี้ เสียเวลาจริงๆเลย” ซูเจียวรับเอกสารแต่ละเจ้ามาก่อนดูรายการวัตถุดิบที่ผู้จัดการสั่ง
เธอหันไปเปิดร้านให้พนักงานแต่ล่ะร้านขนวัตถุดิบ สำหรับทำอาหารเข้าไปในร้าน ตามลำดับที่เธอตรวจแล้ว ส่วนเธอระหว่างรอให้พนักงานขนของเสร็จ เธอก้มหน้าอ่านเอกสารการรับของอีกครั้ง ก่อนเซ็นรับของ หลังรถขนส่งออกไปแล้ว ซูเจียวเธอเดินเข้าร้านตรวจเซ็ควัตถุดิบที่ส่งมาวางครบหรือเปล่าอีกครั้ง วัตถุดิบที่ทางร้านสั่งมามี ไข่ไก่ ไข่เป็ด เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อแกะ ปลา เต้าหู ผักสด ผลไม้สด เครื่องปรุงอาหาร แป้ง น้ำตาล พริก ชา น้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำแข็ง
ชีวิตในอดีต สู่ชีวิตใหม่ที่พึ่งเริ่มต้น
ซูเจียวใช้เวลาตรวจวัตถุดิบทั้งหมดก่อนจะเอาวัตถุดิบที่เป็นของสดเก็บเข้าตู้แช่แข็งของร้านและจัดวางวัตถุดิบพวกผัักผลไม้เรียงไว้บนชั้นวางผักผลไม้ของร้านอาหาร รวมถึงพวกกล่องเสื้อผ้า ที่นอนผ้าห่ม ยา ขนม นมกล่องที่ทางเจ้าของร้านอาหารแห่งนี้ จัดเตรียมไว้สำหรับไปบริจาคทำบุญกับเด็กๆบ้านเด็กกำพร้า ด้วยของถูกเอามาวางไว้ในร้านช่วงร้านปิดพอดี พนักงานในร้านก็ได้เลิกงานไปแทบจะหมดแล้ว ทำให้ไม่มีใครนำกล่องพวกนี้ไปเก็บให้เป็นที่เป็นทาง
ซูเจียวยกกล่องพวกนี้ ที่วางขวางทางไปเก็บในห้องเก็บของก่อน พรุ่งนี้ค่อยให้พนักงานช่วยกันขนขึ้นรถไปให้เจ้านาย เจ้านายของเธอเป็นคนรวยที่ใจบุญของทุกอยากที่จะไปทำบุญ จะต้องซื้อใหม่ทั้งหมด ไม่มีการเอาเสื้อผ้าหรือของมือสองที่คนใช้แล้วนำไปบริจาคหรือทำบุญ
กว่าซูเจียวจะกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาตี 3 กว่าๆแล้ว ซูเจียวเหนื่อยมากๆ เธอปวดหัวจนหัวจะระเบิดอยู่แล้ว พอถึงบ้านซูเจียวหยิบยามากินที่เดียวสองเม็ดและดื่มน้ำเปล่าตามจนหมดแก้ว
เธอนอนลงบนเตียงของตัวเอง คิดว่าเธอจะทำยังไงเพื่อนที่เธอแชร์ห้องกันอยู่ช่วยกันออกเงินคนละครึ่ง ตอนนี้นับวันไม่กลับมานอนที่ห้องเลย ซูเจียวกลัวว่าหากเพื่อนจะย้ายออกไปอยู่กับแฟน เธอจะสามารถเช่าห้องต่อคนเดียวได้ไหม คงไม่ได้หรอกห้องเช่าที่อยู่ในเมืองมีราคาแพงมาก ลำพังเงินเดือนในแต่ละเดือนของเธอ แทบจะไม่พอจ่ายค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากินอยู่แล้ว เงินก็แทบไม่เหลือ หากเพื่อนเธอย้ายออกไปอยู่กับแฟน ซูเจียวก็จำเป็นต้องหาห้องเช่าที่เล็กและถูกกว่านี้อยู่อาศัย แต่ในเมืองใหญ่ห้องที่เล็กและถูกอย่างที่เธอต้องการมันจะมีเหรอ
ซูเจียวเป็นหญิงสาวอายุเพียงแค่ 30 กว่าปี ในยุค 2000 เธอกลับมีร่างกายอย่างกับคนอายุ50-60ปีไปแล้ว ตลอดเวลาเธอใช้ชีวิตมาอย่างลำบากมาก ตอนเธอยังเด็กเธอทำงานอย่างหนักมาก ถูกพวกญาติๆผู้ใหญ่ในบ้านใช้งานยิ่งว่าคนทาสสมัยก่อน ข้าวปลาอาหารก็แทบไม่ให้เธอกิน ในแต่ละวันซูเจียวและพี่สาวจะได้กินแค่น้ำข้าวเท่านนั้น เพื่อประทังชีวิตในแต่ละวัน เธอทำงานหนักและกินข้าวน้อยมากๆ ทำให้เธอเป็นโรคขาดสารอาหารอย่างรุนแรงและเป็นโรคกระเพาะขั้นรุนแรง
ซูเจียว นอนร้องไห้คิดถึงพี่สาวของเธอ ไม่นานเธอก็เผลอหลับไป ในการหลับครั้งนี้ซูเจียวได้ฝันเห็นพี่สาวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตที่เธอผ่านมา
ในฝัน ซูเจียวเห็นเด็กผู้หญิงอายุ 6 ขวบ กำลังยืนร้องไห้อยู่หน้าหลุมศพพ่อแม่ มีพี่สาวค่อยกอดปลอบอยู่ข้างๆทั้งๆที่ตัวเองก็กำลังร้องไห้อยู่เหมือนกัน
เด็กที่เธอเห็นเป็นเธอในอดีตในปี 1975 และเป็นวันที่เธอไม่เคยลืมเลือน เป็นวันที่เธอและพี่สาวได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างพ่อกับแม่ไป เธอและพี่สาวนอกจากเสียใจแล้ว ยังเป็นอีกวันที่ทำให้ชีวิตของเธอและพี่สาวเปลี่ยนไปอย่างยากที่จะหวนกลับ
ในตอนนี้ สองพี่น้องทำได้แค่ยืนกอดกันร้องไห้อย่างเสียใจ พวกญาติพี่น้องของพ่อ ต่างกำลังถกเถียงกัน แต่ละคนไม่มีใครต้องการรับเลี้ยงเธอและพี่สาว สิ่งที่พวกเขาต้องการคือบ้านของสองพี่น้องและเงินของครอบครัวซูเจียว“น้องสี่ก็รับเด็กสองคนนั้นไปเลี้ยงสิ แต่ก่อนพี่รองค่อยให้ความช่วยเหลือน้องสี่มาตลอดนิ”อาหญิงสามกล่าวกับอาหญิงสี่
“ทำไมฉันต้องรับตัวภาระมาเลี้ยงด้วย ที่พี่สามบอกว่า พี่รองค่อยช่วยเหลือฉันมันก็จริง แต่ฉันถามหน่อยพี่รองว่าพี่รองได้ช่วยเหลือฉันคนเดียวหรือปล่า พี่สี่พี่กล้าพูดไหมละ ว่าพี่รองไม่เคยช่วยพี่ พวกพี่ทุกคนด้วยใครกล้าพูดบ้างว่าไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากพี่รอง”อาหญิงสี่ถามพี่น้องคนอื่นๆที่เอาแต่เงียบ แต่ละคนที่ต่างมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครพูด
ก่อนจะพากันหลบสายตาหรือหันไปมองทางอื่น
“พี่ใหญ่ พี่พูดอะไรบ้างสิ ก็อย่างที่พี่สี่บอกทุกคนได้พี่รองช่วยไว้หมด เอาอย่างนี้ไหม พี่ใหญ่รับหลานซูเจียวและหลานซูเจี้ยนไปเลี้ยงที่บ้าน ส่วนบ้านพี่รองก็ยกให้เป็นของบ้านพี่ใหญ่”อาชายห้ากล่าวเสนอพี่ชายคนโต
“พี่ก็อยากรับหลานมาเลี้ยงแต่เรื่องนี้ ต้องให้พี่สะใภ้ใหญ่ของพวกเธอตัดสินใจ พวกเธอก็รู้ ว่าบ้านพี่เมียเป็นใหญ่”ลุงใหญ่กล่าวกับน้องๆ ที่บ้านเขามีคนถึงห้าคนแล้ว ถ้าเขารับตัวภาระมาเพิ่มข้าวที่บ้าน มีหวังภรรยาตีเขาตาย
“พี่ใหญ่ออกไปตามพี่สะใภ้ใหญ่มาถามเถอะ จะได้รู้”อาชายห้ากล่าวกับลุงใหญ่ พี่น้องทุกคนนั่งประชุมผู้คุยกันอยู่ที่บ้านของพี่รองซูเมิ่ง พ่อของซูเจียว บ้านหลังนี้มีสองห้องน้องพี่น้องทุกคนต้องการจะได้บ้านหลังนี้แต่ไม่อยากรับหลานสาวทั้งสองมาเลี้ยงให้เป็นภาระครอบครัว
“น้องห้า นายก็รู้จักนิสัยพี่สะใภ้ใหญ่ของนายดี เมียฉันไม่ยอมให้ฉันรับเลี้ยงหลานสาวหรอก”ลุงใหญ่กล่าวบอกอาชายห้า
“แล้วจะเอายังไง ในเมื่อไม่มีใครอยากจะเลี้ยงพวกนางเด็กนั้น แต่ทุกคนก็อยากได้สมบัติของพ่อแม่พวกมันกันหมด”อาหญิงสามถามอย่างอารมณ์เสีย
“ถ้าไม่มีใครรับเลี้ยงนางเด็กนั้น บ้านหลังนี้ก็จะไม่มีใครได้ เอาอย่างนี้ดีไหมบ้านหลังนี้เราขายแบ่งเงินกัน ส่วนนางเด็กนั้นพวกเราก็สลับกันไปเลี้ยงคนละเดือน พี่สาวมันตอนนี้อายุ 10 ขวบแล้ว อีกสักสามสี่ปีค่อยหาบ้านสามีให้มัน หาคนที่พร้อมจ่ายเงินแต่งภรรยานะ เงินที่ได้จากการแต่งงานของมัน เราก็เอามาแบ่งกัน ส่วนน้องสาวมันก็หาไปพร้อมกันเลย แค่นี้พวกเราก็ได้เงินสินสอดของเด็กคนพวกนั้นแล้ว”อาชายห้าเสนอความคิดชั่วร้ายให้พี่น้องฟัง ทุกคนมองหน้ากันไปมา ต่างรู้สึกว่าเป็นความคิดที่ไม่เลว เด็กสองคนนั้นหน้าตาดีมาก โตหน่อยคงจะมีคนอยากจะเอาไปเลี้ยงเป็นเมีย คงขายได้หลายหยวนอยู่
“ทำไมต้องรออีกตั้งสามสี่ปี หาตอนนี้ไม่ได้หรือไง ค่อยให้บ้านผัวมันรับไปเลี้ยงดูเอาสิ เราจะมาเสียเวลาเลี้ยงดูพวกมันทำไหม”อาหญิงสี่ถามอย่างไม่เข้าใจ นางต้องการเงินเร็วๆไม่ใช่ต้องมาเลี้ยงพวกมันก่อน
“ไม่ได้ อย่าโง่ไปหน่อยเเลย ถ้าเราเอาพวกนางเด็กสองคนนั้นไปขาย ยกให้ไปเป็นเมียคนอื่น ทั้งที่เราขายบ้านพ่อแม่มัน คนในหมู่บ้านจะคิดยังไง หัวหน้าหมู่บ้านต้องไม่ยอมแน่ๆ เอาตามนี้เถอะก็แค่สามสี่ปีเอง มันไม่ได้นานมากขนาดนั้นไหม คิดถึงเงินที่จะได้หลังจากขายพวกมันสิ
เอาพวกมันสองพี่น้องมาค่อยช่วยงานพวกเราไปก่อนเป็นไง งานหนักๆงานสกปกก็ให้พวกมันทำ หรือไม่รอให้ผ่านไปสักพักก่อนค่อยขายพวกมัน ให้กับพวกที่ต้องการเมียเด็ก เมียใช้แรงงานนอกหมู่บ้าน พอถึงตอนนั้นพวกเราค่อยแอบเอาพวกมันไปขายแลกเงิน จะได้ไม่มีใครเห็นหากใครถามเราก็บอกว่าพวกมันสองพี่น้องหนีตามผู้ชายไปแล้ว เรื่องทุกอย่างก็จบ”อาชายห้าบอกกับพี่น้องคนอื่นๆ สายตาอันชั่วร้ายจ้องมองพี่น้องทุกคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า พวกเขาพูดคุยตกลงกันเป็นชั่วโมงถึงได้ขอสรุปออกมา
ระหว่างที่พวกลุงอากำลังคุยกัน ซูเจียวที่มีอายุ 6 ขวบ ยังคงนั่งร้องไห้กอดพี่สาววัย 10 ขวบอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว พี่สาวของเธอซูเจี้ยนก็ร้องไห้ตาบวมเช่นกัน ชาวบ้านต่างพูดปลอบเด็กทั้งสองอยู่นาน ก่อนจะพากันกลับบ้านไปทำอาหารให้ครอบครัวในตอนเย็น และบ้างส่วนก็แบ่งอาหารมาให้เด็กทั้งสองได้กินเป็นมื้อเย็น
ชีวิตในอดีต สู่ชีวิตใหม่ที่พึ่งเริ่มต้น
พี่น้องทั้งสองไม่ได้รับรู้เลยว่า อีกไม่นานตัวเองจะได้เดินเข้าสู่นรก ที่เรียกว่าญาติผู้ใหญ่ เด็กทั้งสองใช้ชีวิตอยู่บ้านลุงใหญ่และหมุนเวียนไปอยู่ตามบ้านของญาติคนอื่นๆ พวกเธอใช้ชีวิตแต่ละวันพาไปอย่างยากลำบากและหิวโหย
ทุกเช้าต้องตื่นมาทำอาหารให้ครอบครัวที่พวกเธอไปอยู่อาศัยด้วยในแต่ละเดือน ค่อยแบกน้ำจากลำธารที่ไกลจากบ้านมาใส่โอ่งให้ทุกคนได้อาบ ต้องออกไปหาฟืน ผ่าฟืน พวกเธอต้องทำอาหาร ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน เก็บของป่า ให้อาหารสัตว์ ลงแปลงนา ทุกอย่ากพวกเธอต้องทำมันทั้งหมดในหนึ่งวัน หากงานทุกอย่างไม่เสร็จนอกจะโดนทุบตีแล้ว พวกเขายังจะให้พวกเธออดอาหารด้วย ตกกลางคืนยังถูกให้ออกไปนอนนอกบ้าน
เรื่องเรียนต่อไม่ต้องพูดถึง เวลาหายใจพวกเธอสองพี่น้องยังไม่มีเลย จะเอาเวลาและเงินที่ไหนมาเรียนหนังสือ พี่สาวได้เรียนแค่ประถมห้าเท่านั้น ส่วนเธอซูเจียวแม้แต่จะเรียนจบประถมสามก็ยังไม่มีโอกาสได้เรียนเลย
สองพี่น้องใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้ ไปจนถึง ปี 1979 พี่สาวซูเจี้ยนถูกให้แต่งงานกับชายพิการขาเป๋ แห่งหมู่บ้านตระกูลหวัง ตอนอายุ 13 ปี ชายคนนั้นชื่อ หวังต้าซานเป็นชายพิการอายุ 50 ปี เคยแต่งงานมาสองครั้งและภรรยาทุกคนตายจากการทำงานหนักและถูกทุบตี พี่สาวแต่งงานออกไปได้ไม่นานก็ท้องและแท้งอยู่สองสามครั้งจากการโดยสามีตบตี จนเธอเสียชีวิตในวัย 22 ปี หลังจากแต่งงานได้สิบปี
ทางด้านซูเจียว เธอไม่รู้เลยว่าชีวิตพี่สาวของเธอหลังแต่งงานเป็นยังไง เด็กหญิงวัย 9 ขวบที่ไม่รู้หนังสือ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานที่ถูกสั่ง ในใจของเธอหวังให้พี่สาวใช้ชีวิตที่ดีมีความสุขมากกว่าเธอในตอนนี้ เธออยู่หมู่บ้านตระกูลซูจนอายุ 15 ปี เธอได้ยินว่าอาชายห้าหาคนมาแต่งงานกับเธอได้แล้ว
ซูเจียวที่ไม่เจอพี่สาวมาตลอดหลายปี ก่อนแต่งงานไปอยู่ที่อื่นและอาจไม่มีโอกาสได้เจอพี่สาวอีก ทำให้ซูเจียวรู้สึกคิดถึงพี่สาวมาก เธอตัดสินใจแอบเดินทางไปหาพี่สาวที่หมู่บ้านตระกูลหวัง ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านเธอออกไป 50 กิโลเมตร ซูเจียวใช่เวลาเดินทางด้วยเท่าเกือบครึ่งวัน จนมาถึงหมู่บ้านตระกูลหวัง เธอถามชาวบ้านในหมู่บ้านถึงบ้านหวังต้าซาน ชาวบ้านมองหน้าเธอก่อนจะชี้บอกทาง ไปทางท้ายหมู่บ้าน
ซูเจียวเดินมาถึงบ้านของหวังต้าซาน เธอเห็นหวังต้าซานเดินออกจากบ้านไปอย่างโมโห ซูเจียวไม่ทันได้เรียกพี่เขยของเธอไว้ เธอเดินเข้าบ้านพี่สาวโดยไม่ได้เรียกพี่สาว ประตูรั้วบ้านไม่ได้ปิด ซูเจียวเดินเข้ามาก็เห็นพี่สาวนั่งร้องไห้
หน้าผากมีแต่เลือดและร่างกายมีแต่รอยแผลและรอยช้ำตามตัวไม่หมด
“พี่สาว!!” ซูเจียวเธอเรียกพี่สาวเสียงดังอย่างตกใจ พี่สาวของเธอต้องเจออะไรบ้างที่ผ่านมา ทำไมเป็นอย่างนี้พี่สาวที่แสนดีของเธอ
“เจียวเจียว!!! น้องมาได้ยังไง"ซูเจี้ยนเงยหน้าเห็นน้องสาวที่เธอเป็นห่วงตลอดมา มาอยู่ตรงหน้าเธอ ซูเจี้ยนรีบเช็ดน้ำตา จัดผม จัดเสื้อเธอไม่อยากให้น้องสาวเห็น
“พี่สาว เจ็บมากไหมจ๊ะ” ซูเจียวใช้ผ้าเช็ดเลือดบนหน้าผากให้พี่สาว เธอช่วยเช็ดน้ำตาก็ไหลไปด้วย เธอสงสารพี่สาว
“น้องพี่ น้องมาได้ยังไง ลุงกับพวกอาๆ รู้หรือเปล่าที่เธอมาหาพี่ที่นี่”ซูเจี้ยนถามน้องสาวอย่างเป็นห่วง
“ฉันแอบออกมา ฉันคิดถึงพี่สาว พี่สาวทำไมพี่ถึงเป็นอย่างนี้ พี่โดนพี่เขยทำร้ายตลอดหรือจ๊ะ”ซูเจียวถามพี่สาวเสียงสะอื้น ทำไมชีวิตของพวกเธอถึงเจอแต่ความทุกข์
“พี่ไม่เป็นไร พี่ชินแล้ว บอกพี่มาก่อนว่าเรามาได้ยังไง”ซูเจี้ยนถามน้องสาว น้องสาวของเธอโตขึ้นมากแล้ว หน้าตาก็สะสวยติดตรงผอมมากไปหน่อย หากมีเนื้อมีหนังเพิ่มอีกต้องสวยมาแน่ๆซูเจี้ยนมองน้องสาวแล้วคิดกับตัวเอง
“ฉันเดินมาจ๊ะ ฉันอยากมาหาพี่และมาบอกข่าวกับพี่ด้วย ฉันกำลังจะแต่งงาน อาห้าหาบ้านสามีให้ฉันแต่งงานแล้ว”ซูเจียวบอกข่าวพี่สาวการแต่งงานของเธอให้พี่สาวฟัง มือของเธอก็ช่วยพี่สาวเช็ดเลือดที่หน้าผากไปด้วย
“ดีจริงๆ พี่ดีใจกับเธอด้วย น้องสาวรีบกลับหมู่บ้านเถอะ หากพวกเขารู้ว่าน้องแอบมาหาพี่น้องจะโดยตีได้นะ”ซูเจี้ยนบอกน้องสาว เธอรีบลุกไปหยิบอาหารที่มีในบ้านให้น้องสาวเอาไปกินระหว่างทางด้วย และยังไปหยิบเงินให้น้องสาวไปสองเหมา เพื่อติดตัวไปต่อแต่งงานออกไปอยู่บ้านสามี
“พี่สาว พี่กลับไปกับฉันเถอะ พี่อย่าทนอยู่ที่นี่เลย พี่เขยกล้าทำกับพี่อย่างนี้ได้ยังไง”ซูเจียวกล่าวชวนพี่สาวให้กลับไปหมู่บ้านด้วยกัน
“พี่กลับไปไม่ได้ พี่แต่งงานแล้วนะ อย่าพูดอยู่เลยรีบกลับหมู่บ้านเถอะ อีกไม่นานพี่เขยของน้องก็จะกลับมาแล้ว”ซูเจี้ยนกล่าว เธอดีใจมากที่ในชีวิตนี้ได้เห็นน้องสาวของเธออีกครั้ง
ซูเจียวมองหน้าพี่สาวก่อนที่เธอจะยอมกลับหมู่บ้านตระกูลซู ซูเจียวไม่เคยคิดเลยว่า เธอจะได้เห็นพี่สาวครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต หากเธอรู้สักนิด เธอจะบังคับพี่สาวให้กลับไปกับเธอให้ได้และพาพี่สาวหนีพวกคนใจร้ายไปไกลๆ แต่เธอไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังเธอจากมา
ซูเจียวกลับมาถึงบ้านก็ดึกแล้ว ระหว่างที่เธอเดินกลับหมู่บ้าน เธอโชคดีได้เจอรถของชาวบ้านที่ไปทางหมู่บ้านของเธอ เธอเลยของติดรถมาด้วยทำให้เธอมาถึงบ้านในเวลาไม่นาน
ซูเจียวเดินมาถึงบ้านลุงใหญ่ เธอได้ยินพวกเขาพูดคุยกันถึงบ้านสามีของเธอ ลุงใหญ่กล่าวกับอาห้าว่า"แกไปหาบ้านสามีของซูเจียวมาจากที่ไหน"
“จะที่ไหนละ ก็ในบ่อนนะสิ พอดีฉันติดหนี้มันไว้ เลยจะยกหลานสาวคนสวยให้มัน ใครจะคิดว่าพอมันมาเห็นหน้านังเด็กนั้น ก็ถูกใจเป็นอย่างมาก ถูกใจถึงขนาดยอมยกหนี้ที่ฉันติดมันทั้งหมดให้ฉันเลยนะ นอกจากนี้พอฉันบอกมันว่านังเด็กนั้น ถูกพวกพี่ๆช่วยกันเลี้ยงมา ฉันต้องการเงินค่าสินสอดมาให้พวกพี่ มันได้ยินเท่านั้นแหละ มันบอกว่าพอได้ตัวนังเด็กนั้นแล้ว มันจะเอาเงินก้อนโตให้ฉันมาแบ่งพวกพี่กันคนละพันหยวนเลยนะ”อาห้าซูเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงโอ้อวดพี่น้อง
“เจ้าหนี้ของนายนี้มันโง่หรือเปล่าว่ะ ถึงมาชอบเด็กผู้หญิงผอมๆดำๆได้ ถึงขนาดยอมยกหนี้ให้แกเลย และยังยอมให้เงินพวกเรามาแบ่งกันคนพันหยวนอีก ไม่น่าเชื่อ”ลุงใหญ่ซูฉีกล่าวกับน้องชายเสียงขรึม ในใจเต้นมากหลังได้ยินว่าตัวเองจะได้เงินเป็นพันหยวน
“ก็คงจะโง่นั่นแหละ แต่พวกพี่ไม่ต้องห่วง เจ้าหนี้ของฉันคนนี้รวยมาก เงินแค่นี้ไม่ถือว่ามากสำหรับเขาหรอก ฉันจะบอกอะไรพี่ให้คนนี้มันเป็นพวกพ่อค้าเนื้ออยู่ในบ่อนที่ฉันชอบไม่เล่น”อาห้าซูเหวินกล่าวบอกพี่ชายคนโตและทุกคนเสียงเบา
“พ่อค้าเนื้อ? ในบ่อนมีคนขายเนื้อด้วย"ซูปี้เออร์น้องคนที่สามเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่น้องชายจะสื่อ
“ไม่ใช่ขายเนื้ออย่างที่พี่เข้าใจ เนื้อที่ฉันบอกเป็นการขายผู้ใหญ่ให้พวกผู้ชายในบ่อน เรียกง่ายๆว่ากะหรี่”ซูเหวินบอกพี่สาวที่ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้
"แล้วนังเด็กนั้น พอแต่งไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับมัน มันจะไปเป็นกะหรี่ในบ่อยหรือเปล่า”สะใภ้ใหญ่ถามน้องชายสามี
“ก็คงจะเป็น เจ้าหนี้ฉันซื้อมันไปก็ต้องให้มันช่วยหาเงินสิ ต่อไปมันก็จะกลายเป็นผู้หญิงร้อยผัวพันผัวอยู่ในบ่อน รับแขกไปจนตาย ไม่สามารถหนีออกมาได้ คนในหมู่บ้านก็จะไม่รู้และพวกเขาก็จะเข้าใจว่ามันแต่งงานออกไปได้ดี แต่ที่จริงมันไปเป็นกะหรี่ในบ่อน ฮ่าฮ่าฮ่า”ซูเหวินตอบคำถามพี่สะใภ้ใหญ่ อย่างมีความสุขที่จะได้ขายหลายสาวใช้หนี้
“มันจะไปเป็นอะไรก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรา ขอแค่ได้เงินมาก็พอ แล้วนี่เจ้าหนี้แกจะมาเอาตัวนังเด็กนั้นไปตอนไหน”ป้่าสะใภ้ใหญ่ลู่ชิงถามน้องชายสามีด้วยน้ำเสียงรีบร้อน
“อีกสองวัน พี่เตรียมตัวส่งนังเด็กนั้นออกจากบ้านได้เลย และรับเงินก้อนโตใส่กระเป๋าของพวกเรา”ซูเหวินบอกพี่สะใภ้ใหญ่อย่างมีความสุขที่จะหมดหนี้และยังได้เงินมาใช้ พี่น้องชายหญิงต่างพากันพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ที่จะได้เงินจากการขายหลานสาวตัวเอง
ซูเจียวที่ได้ยินก็ตกใจกลัว เธอคิดถึงพี่สาวที่แต่งงานไปกับชายแก่พิการ ชีวิตของพี่สาวไม่ต่างอะไรกับการตกนรก
ซูเจียวรู้สึกตกใจและหวาดกลัวมาก เธอไม่รู้จะทำยังไงนอกจากต้องหนีออกจากหมู่บ้านนี้แห่งนี้
ซูเจียวเป็นเด็กสาวที่ไม่เคยออกไปจากหมู่บ้านและไม่แทบจะอ่านหนังสือไม่ออก คนที่เธอคิดว่าจะสามารถช่วยเธอได้ คือหัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านเคยเป็นเพื่อนพ่อแม่ของเธอ เขาอาจจะช่วยเธอให้ออกจากหมู่บ้านโดยที่พวกญาติๆของเธอไม่รู้
ซูเจียวรีบกลับไปที่ห้องเก็บฟืนที่เธออยู่อาศัย ซูเจียวหยิบกล่องเหล็กที่เธอซ่อนออกมาเปิดดู ด้านในนอกจากเงินสองหยวนกว่าๆแล้วยังมีกระดาษที่อยู่ของตายายที่เธอได้มาจากยุวชนหญิงเผยลี่ฮวา
เช้าวันใหม่มาถึง ซูเจียวตื่นมาทำงานบ้านตามปกติ เธอรอให้ทุกคนออกไปทำงานกันหมดก่อนจะอาศัยช่วงเวลาที่ไม่มีใครอยู่ที่บ้าน รีบไปบ้านหัวหน้าหมู่บ้านและเล่าเรื่องที่ได้ยินให้หัวหน้าหมู่บ้านฟัง หัวหน้าหมู่บ้านได้ฟังก็โมโหจะไปเอาเรื่องลุงใหญ่และอาๆของเธอ แต่ซูเจียวห้ามเอาไว้ก่อนเธอกลัวว่าพวกเขาจะรู้เรื่องจะจับเธอไปขายก่อนที่เธอจะหนีได้ ซูเจียวรีบขอร้องให้หัวหน้าหมู่บ้านช่วยให้เธอหนีออกจากหมู่บ้าน
หัวหน้าหมู่บ้านเป็นห่วงเธอไม่อยากให้ออกไปอยู่ที่ไหนโดยไม่มีคนรู้จัก แต่ซูเจียวพยายามขอร้องและบอกว่าพี่สาวแต่งงานออกไปต้องเจอกับอะไรบ้าง เธอไม่อยากเจอแบบที่พี่สาวเจอหรืออาจจะหนักกว่าที่พี่สาวพบเจอมา หากหัวหน้าหมู่บ้านไม่ช่วยเหลือเธอ เธอก็ไม่มีทางเหลือ เธอจะหาทางหนีออกไปเอง หากหนีไม่ได้เธอก็ยอมตายดีกว่าจะต้องถูกขายไปเป็นกะหรี่อยู่ในบ่อน
หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินความคิดของเด็กสาวก็ตกใจมาก จึงรับปากจะช่วยเธอให้ออกจากหมู่บ้านและไม่ให้ญาติๆของเธอตามเจอ หัวหน้าหมู่บ้านออกใบรับรองและให้เงินเธอสิบหยวนติดตัว ก่อนจะเขียนใบแนะนำตัวให้เธอเอาไปหาน้องสาวของหัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่อีกอำเภอหนึ่ง
ซูเจียวกล่าวขอบคุญหัวหน้าหมู่บ้าน เธอกลับไปที่บ้านของลุงใหญ่และแอบบเก็บของรอเวลาให้ค่ำก่อนจะเดินไปหน้าหมู่บ้านที่มีรถของหมู่บ้านจอดรออยู่หน้าหมู่บ้าน
ซูเจียวนั่งรถเข้าไปถึงตัวอำเภอ และซื้อตั๋วรถไฟอำเภอใกล้เคียง ซูเจียวไปถึงอำเภอใกล้เคียงในตอนเช้า และเดินทางไปที่พักของน้องสาวหัวหน้าหมู่บ้าน พอเจอน้องสาวหัวหน้าหมู่บ้านให้แนะนำตัวและให้จดหมายที่หัวหน้าหมู่บ้านเขียนให้น้องสาว ซูเจียวได้เข้าทำงานในโรงงานในอำเภอที่น้องสาวหัวหน้าหมู่บ้านหาให้ได้สามเดือน
ก่อนจะที่เธอจะเกือบถูกสามีของน้องสาวหัวหน้าหมู่บ้านข่มขืน เธอตกใจกลัวเลยหนีออกมาจากที่พักและเดินทางเข้าเมืองหลวงปักกิ่งอย่างไม่รู้ทิศทางก่อนจะพยายามถามทางคนอื่นเพื่อไม่พบกับตายายที่ปักกิ่ง
ซูเจียวเธอเห็นเรื่องราวที่ผ่านมาของตัวเองและพี่สาวก็ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด เธอเสียใจ เธอเสียใจ
จบชีวิตในอดีต สู่ชีวิตใหม่ที่พึ่งเริ่มต้น