โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องตำนาน "บ้านนรสิงห์" ถึง "ทำเนียบรัฐบาล"

Thai PBS

อัพเดต 26 ก.ย 2566 เวลา 05.16 น. • เผยแพร่ 26 ก.ย 2566 เวลา 03.56 น. • Thai PBS

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย ให้สัมภาษณ์กับ The Standard ว่า มีแนวคิดที่จะพักค้างคืนในทำงาน โดยไม่ใช้ "บ้านพิษณุโลก" แต่จะใช้สถานที่ "บ้านนรสิงห์" หรือ ทำเนียบรัฐบาลในปัจจุบัน เนื่องจากบ้านพักอาศัยตั้งอยู่ใจกลางเมือง กว่าจะเดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนจากปัญหาการจราจร จึงคิดว่าน่าจะนอนค้างที่ทำเนียบรัฐบาลเลย

เปิดพื้นที่ "บ้านพระยารามราฆพ"

"บ้านนรสิงห์" ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ "ทำเนียบรัฐบาล" เป็นบ้านที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานแก่พระยารามราฆพ (หม่อมหลวง เฟื้อ พึ่งบุญ) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก และผู้บัญชาการกรมมหรสพ ภายหลังขายให้กับสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของประเทศไทย

ก่อนเป็นทำเนียบรัฐบาลในปัจจุบัน พื้นที่ภายในรั้วกำแพงถูกเรียกว่า "บ้านนรสิงห์" หรือ "วิลล่านรสิงห์" ตามคำเรียกของสถาปนิกชาวอิตาลี ต่อมาในปี 2485 ใช้เป็นทำเนียบรัฐบาล ก่อนหน้านั้นยังเคยใช้ชื่อ "ทำเนียบสามัคคีชัย"

ทำเนียบรัฐบาล มีเนื้อที่ 27 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา ทำเนียบรัฐบาลถือเป็นศูนย์กลางของการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นสถานที่ที่ทำงานของ "นายกรัฐมนตรี" รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็นที่ตั้งของหน่วยงานระดับกรมอีกหลายหน่วย อาทิ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเป็นสถานที่ต้อนรับบุคคลสำคัญทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และเป็นสถานที่จัดงานรัฐพิธีต่าง ๆ ด้วย

ทำเนียบรัฐบาลตั้งอยู่ในเขตดุสิต ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันออกติดกับถนนนครปฐม ขนานกับคลองเปรมประชากร ทิศเหนือจรดถนนพิษณุโลก ทิศใต้จรดกับถนนลูกหลวง ซึ่งขนานกับคลองผดุงกรุงเกษมบน ภายในทำเนียบรัฐบาล ประกอบไปด้วยอาคารต่าง ๆ อาทิ ตึกไทยคู่ฟ้า, ตึกสันติไมตร, ตึกภักดีบดินทร, ตึกบัญชาการ 1 และ 2, ตึกนารีสโมสร, รมณียภูมิทัศน์

แม้ว่า ขณะนี้จะยังไม่ชัดว่า "นายกฯ เศรษฐา" จะเข้าไปพักค้างคืนที่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ แต่หากเข้าไปส่องประวัติและที่ตั้งของแต่ละตึก มีที่มาและความสำคัญอย่างไร และปัจจุบันใช้ในการดำเนินการอะไรบ้าง ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก : หนังสือทำเนียบรัฐบาล พ.ศ.2563

ตึกไทยคู่ฟ้า

หรือที่เคยเรียกขานว่า "ตึกไกรสร" โดยตั้งขึ้นใหม่ในสมัยที่ จอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเป็นอาคารขนาดใหญ่ มีสถาปัตยกรรมแบบเวเนเชียนโกธิกหรือโกธิก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากวังคาโดโร แห่งเมืองเวนิส ภายในมีห้องต่าง ๆ ที่สวยงาม ดังนี้

  • ห้องโดมทอง - อยู่ด้านหน้ามุมขวาสุดของอาคาร มีลักษณะเป็นมุขหอคอยทรงสี่เหลี่ยม ใช้เป็นห้องรับรองแขกก่อนเข้าห้องรับรองสีงาช้าง เพดานห้องทรงโค้ง ตกแต่งภายในห้องโดยใช้สีทองเป็นหลัก มีชุดเก้าอี้หลุยส์

  • ห้องสีงาช้าง - อยู่ส่วนปีกขวาของอาคารติดกับห้องโดมสีทอง เป็นห้องรับรองแขก ระดับสูงของนายกรัฐมนตรี เช่น ประมุข ผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรี ผู้แทนระดับเอกอัครราชทูต และยังได้ใช้เป็นสถานที่รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจัดรัฐพิธีต่าง ๆ ตลอดจนเป็นสถานที่จัดพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ผู้นำต่างประเทศอีกด้วย

(เดิมทีมีงาช้าง 1 คู่ ตั้งอยู่บนแท่นฐานกิ่งละแท่น ซึ่งเป็นของพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และปัจจุบันส่งไปเก็บรักษาที่พระบรมมหาราชวัง)

นายกรัฐมนตรี หารือกับ ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

  • ห้องสีม่วง - ตั้งอยู่ในส่วนปีกซ้ายของอาคาร ใช้เป็นห้องรับรองแขกของนายกรัฐมนตรีในระดับต่าง ๆ รองลงมา เช่น ผู้แทนรัฐบาล หรือองค์กรระหว่างประเทศ ผู้แทนเหล่าทัพ ภายในห้องตกแต่งด้วยพรมและเฟอร์นิเจอร์สีม่วงอ่อน

  • ห้องสีเขียว - อยู่ในส่วนหลังของปีกซ้ายของอาคารถัดจากห้องสีม่วง ใช้เป็นห้องประชุม ตกแต่งด้วยโทนสีเขียว มีโคมระย้ารูปพวงองุ่นห้อยจากเพดานสวยงาม มีภาพวาดรูปภูเขาทุ่งหญ้าในโทนสีเขียว ประดับบนฝาผนัง

(ห้องนี้ทำหน้าที่เป็นห้องประชุมของนายกฯ มาหลายยุคหลายสมัย ตลอดจนการประชุมเพื่อให้มีการตัดสินใจที่สำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน เรียกได้ว่าห้องนี้เป็นห้องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย)

  • ชั้นบนของตึกไทคู่ฟ้า - ประกอบด้วยห้องทำงานของนายกรัฐมนตรี ห้องทำงานข้าราชการการเมือง และห้องที่เคยใช้สำหรับประชุมคณะรัฐมนตรีแต่เดิม นอกจากนี้ ตึกไทยคู่ฟ้าได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2532 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

ตึกสันติไมตร

ชื่อมีความหมายบ่งบอกถึง "สันติภาพและมิตรไมตรี" เป็นตึกที่มีความสำคัญ มีบทบาทและภารกิจการใช้งานมากที่สุดในบรรดาอาคารรับรองทั้งหมดของทำเนียบรัฐบาล หลายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในประเทศไทยเกิดขึ้นที่ตึกหลังนี้

เช่นในปี พ.ศ.2499 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระผนวช เคยเสด็จพระราชดำเนินมาทรงรับบิณฑบาตที่ตึกสันติไมตรีแห่งนี้ด้วย

ตึกสันติไมตรีตั้งอยู่ทางทิศเหนือของตึกไทยคู่ฟ้า มีอาคารสองหลัง แยกเป็น "ตึกสันติไมตรีหลังนอก" และ "ตึกสันติไมตรีหลังใน" อยู่ในแนวเดียวกันหันหน้าไปทางทิศตะวันออก สร้างคู่ขนานกันไปทางด้านหลัง

  • ตึกสันติไมตรีหลังนอก - สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2497 ใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรองบุคคลสำคัญทั้งชาวไทยและต่างประเทศ งานรัฐพิธีที่สำคัญ

  • ตึกสันติไมตรีหลังใน - สร้างขึ้นสมัย จอมพลถนอม เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ในกิจการเช่นเดียวกับหลังนอก เนื่องจากพื้นที่ไม่เพียงพอต่อการจัดงานใหญ่ ประกอบด้วย ห้องโถงใหญ่ และห้องสีฟ้า

ข้าราชการ และพนักงานราชการที่เกษียณอายุ เข้าพบเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีฟ้า ตึกสันติไมตรี

ตึกภักดีบดินทร์

พื้นที่ที่ก่อสร้างอาคารนี้อยู่ในส่วนของสนามหญ้า ด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า ตัวอาคารออกแบบโดยใช้ตึกไทยคู่ฟ้าเป็นแม่แบบ เพื่อให้อาคารนี้เปรียบเป็นอาคารบริวารของอาคารหลัก จึงนำจุดเด่นของตึกไทยคู่ฟ้าเดิมมาเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น โดมทรงโค้ง มุขเหลี่ยมในส่วนประตูทางเข้าด้านหน้าซึ่งมีระเบียงและดาดฟ้าด้านบน รวมถึงปูนปั้นที่ใช้ประดับหน้าต่างและด้านบนอาคาร

นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สร้างอาคารเรือนรับรอง หลังตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อใช้จัดประชุม และต้อนรับแขกของรัฐบาล สร้างเสร็จเมื่อปี 2560 ตึกนี้มีความสูงจากพื้นถึงยอดโดม 16.61 เป็นอาคาร อาคารมีพื้นที่ใช้สอย 1,385 ตารางเมตร แบ่งเป็น 3 ห้อง

  • ห้องโถงใหญ่ - จัดประชุมหรือเลี้ยงรับรองในงานสำคัญ รองรับผู้ร่วมงานได้ 150 คน ออกแบบตกแต่งฝ้าเพดานลวดลายแปดเหลี่ยมสีทอง เขียนลวดลายอย่างสวยงาม

  • ห้องทองธารา - เป็นห้องรับรองสำหรับจำนวนไม่เกิน 10 คน ภายใต้โดม มองขึ้นไปจะเห็นเพดานด้านบนซึ่งกรุด้วยโมเสกสีทอง

  • ห้องวนาสิริ - เป็นห้องรับรองขนาดเล็ก ตกแต่งด้วยโทนสีฟ้าชมพู

ตึกบัญชาการ 1 และ 2

ตึกบัญชาการทั้ง 2 หลังนี้มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานไม่แพ้ อาคารอื่น ๆ ในทำเนียบรัฐบาล มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสถาปัตยกรรมไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่าน

นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

ตึกบัญชาการ 1

ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณกำแพงด้านทิศใต้ เดิมเคยเป็นที่ตั้งของตึกสารทูล (ตึกขวาง) ตึกพึ่งบุญ ตึกบุญญาศรัย และตึกเย็น ซึ่งเป็นบ้านพักของครอบครัวเจ้าพระยารามราฆพ

ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ใช้กลุ่มตึกนี้เป็นที่ทำการของสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีพร้อมครอบครัว ต่อมาได้เปลี่ยน ชื่อเป็น "ตึก ๒๔ มิถุนายน" เพื่อรำลึกถึงวันปฏิวัติสยามที่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยฯ

ต่อมาใน พ.ศ. 2512 สมัยจอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รื้อถอนกลุ่มอาคารเหล่านี้ พร้อมก่อสร้างอาคารคอนกรีตสูง 5 ชั้น เนื่องจากตึกเดิมมีความคับแคบ ไม่เพียงพอกับงานราชการที่ขยายตัว เมื่อสร้างเสร็จจึงได้ย้ายห้องทำงานของนายกรัฐมนตรีมาอยู่ที่ตึกหลังนี้

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1

ปัจจุบันตึกนี้เป็นที่ทำงานของรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ข้าราชการการเมืองอื่น ๆ และเป็นห้องประชุม ในวาระสำคัญต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นห้องรับรอง บุคคลสำคัญอีกด้วย

ตึกบัญชาการ 2

สร้างขึ้นก่อนตึกบัญชาการ 1 ในพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของเรือนพลอยนพเก้าและเรือนพราน ซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับแขกของเจ้าพระยารามราฆพ โดยเรือนพลอยนพเก้าประกอบด้วย 9 ห้อง แต่ละห้องตั้งชื่อตามอัญมณี 9 สี สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็น นายกรัฐมนตรี เคยใช้เรือนหลังนี้เป็นที่ตั้งของสำนักงานสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ และสำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี ในขณะที่เรือนพรานนั้นมีที่มาจากการที่เจ้าพระยารามราฆพเคยเป็นเสือป่าพรานหลวง

ต่อมาในสมัยที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้รื้อถอนเรือนทั้งสองหลังออก และสร้างอาคารหลังใหม่เพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น แล้วตั้งชื่อว่า "ตึกบัญชาการ" เนื่องจากนายกฯ ใช้เป็นสถานที่ในการบังคับบัญชาการทำงาน

นอกจากนี้ ยังเคยเป็นที่ตั้งของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ต่อมาได้เรียกตึกนี้ว่า "ตึกบัญชาการ 2" หรือ "ตึกบัญชาการหลังเก่า" ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่ทำงานของ "สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี"

ตึกนารีสโมสร สู่ศูนย์แถลงข่าวของรัฐบาล

จากบ้านพักข้าราชสำานักคนสำาคัญในรัชกาลที่ 6 สู่ศูนย์แถลงข่าวของรัฐบาล อาคารชั้นเดียวที่ดูงดงามตั้งตระหง่านมาเป็นเวลานานกว่าศตวรรษ ด้วยเป็นอาคารหนึ่งในอาณาบริเวณของ "บ้านนรสิงห์" หรือ ทำเนียบรัฐบาลปัจจุบัน อาคารหลังนี้ตั้งอยู่ต้นคูน้ำที่ผ่านด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า เยื้องไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ นับเป็นอีกอาคารโบราณที่มีการออกแบบได้อย่างเป็นเอกลักษณ

แต่เดิมนั้นตึกนารีสโมสรมีชื่อว่า "ตึกพระขรรค์" ซึ่งมีที่มาจากเมื่อครั้งที่เจ้าพระยารามราฆพ ผู้เป็นเจ้าของบ้านนรสิงห์คนแรก โดยเจ้าพระยารามราฆพเคยพักอาศัยที่นี่อยู่ระยะหนึ่งในระหว่างที่รอก่อสร้างตึกไกรสร (ปัจจุบัน คือ ตึกไทยคู่ฟ้า) ซึ่งเป็นอาคารประธานให้แล้วเสร็จ

ต่อมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ตึกนารีสโมสร" เพื่อใช้เป็นสถานที่ประชุมและดำเนินกิจกรรมที่ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภริยา เป็นผู้รับผิดชอบ

และในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ใช้ตึกนี้บริหารงานราชการแผ่นดินที่สำคัญ ๆ จึงได้เปลี่ยนมาเรียกว่า "ตึกบริหาร"

ตึกนารีสโมสรได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้เป็นสถานที่แถลงข่าวของรัฐบาล และอาคารแห่งนี้ก็ได้ทำหน้าที่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

บ้านพักนายกฯไทย

เศรษฐา ทวีสิน และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นับตั้งแต่ปี 2547 - 2566 ประเทศไทยมีผู้ดำรงตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" แล้ว 30 คน แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ใช้สิทธิ บ้านพักอาศัยของรัฐ อย่าง "บ้านพิษณุโลก" บ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย อายุกว่า 100 ปี

แต่ในประวัติศาสตร์มีนายกรัฐมนตรี เข้ามาอยู่เพียง 2 คน นั้นคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เข้าพักได้ 2 วัน และนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีคนที่ 20 ที่เข้ามาอยู่ตลอดอายุราชการที่รับตำแหน่งทั้ง 2 รอบ คือ ในช่วงปี 2535 - 2538 และ ในช่วงปี 2540 - 2544

และที่หลายคนเคยได้ยิน คือ "บ้านสี่เสาเทเวศร์" มีอดีตนายกรัฐมนตรี 2 คน คือ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เข้าพักอาศัย และขณะนี้บ้านถูกรื้อเพื่อปรับพื้นที่ใช้ประโยชน์อื่น

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ได้ใช้บ้านพักสวัสดิการทหารกองทัพบก ร 1 รอ. ถนนวิภาวดีรังสิต ระหว่างตำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม มีการชี้แจงว่ายังอยู่บ้านพักทหารด้วยเหตุผลความปลอดภัยในฐานะผู้นำประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ผลตรวจ "คนขับรถไฟ" พุ่งชนรถเมล์ พบสารเสพติด

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แจ้งข้อหา “คนโบกธง” ฐานประมาท เหตุรถไฟพุ่งชนรถเมล์ คุมตัวฝากขัง 18 พ.ค.

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“วิว กุลวุฒิ” พ่าย "แอนทอนเซ่น" คว้ารองแชมป์แบดมินตันไทยแลนด์โอเพ่น 2026

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผบช.น.ชี้ "คนขับรถไฟ" ไม่หยุดรถ ขณะ จนท.ประจำป้อมโบกธงแดง

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว การเมือง อื่น ๆ

วิดีโอ

พรรคที่เป็นรัฐบาล เขาอาจจะประเมินว่า "รัฐธรรมนูญปัจจุบัน" หากไม่มีการแก้ไข "เขาจะได้เปรียบมากกว่า"

THE ROOM 44 CHANNEL

“สุริยะใส” ชี้รถไฟชนรถเมล์ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่สะท้อนปัญหาโครงสร้างรัฐไทย จี้ปฏิรูปจริงจัง

สยามรัฐ

นายกฯ สั่ง “กรมที่ดิน” ยกระดับปราบนอมินี กำชับเข้มทุกขั้นตอนที่ดิน

TNN ช่อง16

“เต้ มงคลกิตติ์” เสนอทางลอดใต้ทางรถไฟ แก้รถติด-ลดอุบัติเหตุชนรถไฟ

สยามรัฐ

‘อนุดิษฐ์’ จี้ ‘รบ.’ แก้ปัญหาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานจริงจัง มากกว่าคำขอโทษปลอบใจหลังเกิดเหตุ

ไทยโพสต์

"ศุภมาส" เยี่ยมเหยื่อ รถไฟชนรถเมล์ สคบ. จัดทีมเฉพาะกิจ เพื่อให้การเยียวยาถึงมือประชาชนเร็วที่สุด

Khaosod
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...