โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“มาม่า” โตไม่หยุด วางเป้า 1.7 หมื่นล้าน ไม่กลัวบะหมี่นอก-ไม่ลดขนาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ส.ค. 2567 เวลา 11.47 น. • เผยแพร่ 15 ส.ค. 2567 เวลา 00.02 น.
พันธ์ พะเนียงเวทย์

ง่าย สะดวก และอร่อยยังเป็น “จุดขาย” ตลอดกาลของ “มาม่า” โดยไม่ต้องสนใจสภาพเศรษฐกิจ

“เราพิสูจน์กันมา 40-50 ปีเเล้วว่า ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร มาม่ายังเติบโตได้ต่อเนื่อง” พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ให้สัมภาษณ์กับ “ประชาชาติธุรกิจ”

ยอดขายแบรนด์มาม่าครึ่งปีแรกของปี’67 เป็นไปตามคาด อยู่ที่ 8,500 ล้านบาท แบ่งเป็น ในประเทศ 6,100 ล้านบาท ส่งออก 2,400 ล้านบาท เติบโตขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน คาดทั้งปีจะปิดที่ 17,000 ล้านบาท

“พันธ์” ระบุว่า ปัจจุบันตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทย มีมูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท มาม่าครองส่วนแบ่งการตลาดมากสุด 48-49% รองลงมาเป็นยำยำ ไวไว นิชชิน และบะหมี่นำเข้า ตามลำดับ

“จะเรียกว่าเป็นทางเลือกแรกของผู้บริโภคหรือเป็นทางเลือกสุดท้ายก็ได้” เขาบอกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ใช่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ

“ผมไม่จำเป็นต้องกิน แต่ก็กินเป็นประจำ”

ทั้งนี้ ปริมาณการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยอยู่ที่ราว 53-54 ซองต่อคนต่อปี โดยแบรนด์มาม่ามีกำลังการผลิตส่งขายในไทยและต่างประเทศราว 2,000 กว่าล้านซองต่อปี

ปี 2567 วิจัยกรุงศรีระบุว่า การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยมีปริมาณเป็นอันดับ 9 ของโลก ด้วยจำนวน 3.87 พันล้านหน่วยบริโภค และมีอัตราการบริโภค 54 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี อยู่อันดับ 3 ของโลก ร่วมกับเนปาล รองจากเวียดนาม 86.4 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี และเกาหลีใต้ 76.2 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี เทียบกับการบริโภคเฉลี่ยทั้งโลกอยู่ที่ 15.2 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี

คาดว่าปี’67-69 ปริมาณการจำหน่ายอาหารพร้อมทานในไทย ยังมีโอกาสเติบโตได้เฉลี่ย 3-4% ต่อปี ในเชิงการส่งออก ประเทศกัมพูชาเป็นคู่ค้าหลักมีสัดส่วน 20.3% ของปริมาณส่งออกผลิตภัณฑ์ รองลงมา ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ 12.8% เมียนมา 12.6% สปป.ลาว 10.5% และสหรัฐ 6.6%

ไม่เคยปรับลดขนาดสินค้า

กลยุทธ์การตลาดด้วย “การปรับลดน้ำหนักและปริมาณ” โดยไม่ลดราคานั้น “พันธ์” ยืนยันว่า “ผมไม่เคยทำ”

เขาบอกว่า ตลอด 25 ปีนับตั้งแต่บทบาทพนักงานทั่วไปจนก้าวมาเป็นผู้บริหารของมาม่า ไม่เคยมีการปรับลดขนาดและปริมาณ ภายใต้ความเป็นสินค้าควบคุมของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

“มาม่าขนาดมาตรฐาน 55 กรัม หากปรับลดลงกว่านั้นคนก็กินไม่อิ่ม การปรับลดขนาดเพื่อให้ราคาถูกลงจึงไม่ใช่คำตอบ”ทายาทมาม่าบอก 70-80% ของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังเป็นขนาด 55 กรัม

“หลายคนบอกว่า หนึ่งซองไม่อิ่ม สองซองไม่หมด เราแก้ปัญหามาตั้งแต่ปี 2547 ด้วยการเพิ่มขนาดบิ๊กแพ็ก 90 กรัม ตอบโจทย์ตรงกลาง ปรับจูนเรื่องของรสชาติจนเป็นที่ยอมรับ มียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนต้องขยายกำลังการผลิต”

ไม่กลัวกระแสเกาหลี

วัฒนธรรมอาหารจากพลังซอฟต์พาวเวอร์ของบรรดาซีรีส์เกาหลี มีอิทธิพลต่อตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทยไม่น้อย

“สู้อยู่แล้วครับ” พันธ์ บอกและว่า ข้อได้เปรียบของแบรนด์ไทยคือ “ราคาถูก” ต่างจากแบรนด์นำเข้าที่มีราคา 40-50 บาทต่อซอง ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการบริโภค

“เกาหลีได้กระแส แต่ไม่สามารถกินได้บ่อยเท่ากับบะหมี่ไทย”

การเข้ามาของแบรนด์เกาหลียังกลายเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการในไทยปรับตัว เพิ่มรสชาติและรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึง “เขย่าฐานราคา” ให้ก้าวเข้ามาอยู่ในกลุ่มตลาดพรีเมี่ยม

“ซีรีส์และเส้นเกาหลีเข้ามาทำลายกำแพงราคาให้กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทย” โดยตัว “มาม่า OK” ที่แบรนด์พัฒนามาสู้ ขายอยู่ที่ 15 บาทต่อซอง ได้รับการยอมรับจากตลาดและกินส่วนแบ่งราว 10%

โตไม่ทันเงินเฟ้อ-ไม่กลัวขึ้นค่าแรง

ความคิดเห็นต่อสถานกาณ์เศรษฐกิจในประเทศ “ทายาทมาม่า” มองว่า ปัจจุบันกำลังซื้อของคนในประเทศลดลง โดยค่าแรงและเงินเดือนของประชาชนเติบโตไม่ทันกับเงินเฟ้อ

“เงินเฟ้อโตเร็วกว่ารายได้ กำลังซื้อมันก็หด”

การกระตุ้นกำลังซื้อ โดยเติมเงินเข้าสู่กระเป๋าของประชาชน พันธ์บอกว่า เป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่ทำในรูปแบบใด คือเรื่องที่ต้องตั้งคำถามและประเมินอย่างรอบคอบ ซึ่งรวมถึงโครงการดิจิทัลวอลเลต
4.5 แสนล้านของรัฐบาล

“ผมกังวลว่า รูปแบบดังกล่าวจะกระตุ้นหรือเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจได้อย่างที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้หรือไม่”

ถัดจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น สิ่งต่อมาที่ประชาชนต้องการคือ “การปรับขึ้นค่าแรง” ในฐานะผู้ประกอบการ “พันธ์” บอกว่า “ผมไม่เคยกลัว” เมื่อต้นทุนเพิ่ม ผลลัพธ์ก็ต้องเพิ่ม

“เราพยายามทำให้ค่าแรงต่อซองไม่เพิ่ม เช่น วันนี้จ่ายค่าแรงอยู่ 10 ล้านบาท สามารถผลิตได้ 10 ล้านซอง เท่ากับซองละ 1 บาท หากวันหนึ่งต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มเป็น 12 ล้านบาท เราต้องพยายามเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ 12 ล้านซอง เพื่อให้ต้นทุนยังเท่าเดิม”

“ต้องเพิ่ม Productivity หรือผลิตผลในการทำงานให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์มากขึ้น ลดความสูญเสียให้น้อยลง”

หวยส่งเสริมการตลาด

มาม่าเข้ามาอยู่ในครัวของคนไทยมากว่า 50 ปี โดย พ.ศ. 2515 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ร่วมทุนกับยูนิ-เพรสซิเดนท์จากประเทศไต้หวัน ก่อตั้งบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

เบื้องหลังความสำเร็จของมาม่าในสายตาของพันธ์ บุตรชายทายาทประธาน “พิพัฒ พะเนียงเวทย์” คือ การอยู่ในธุรกิจอาหารที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีรสชาติที่อร่อย สะอาด ปลอดภัย และราคาไม่แพง มีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีเยี่ยม อัตราความสูญเสียต่ำไม่ถึง 1% และมีระบบกระจายสินค้าของสหพัฒน์ที่แข็งแกร่งครอบคลุมทั่วประเทศ

นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวแล้ว ในเชิงการตลาด “วันหวยออก” 1 และ 16 ของทุกเดือน ยังช่วยให้มาม่าอยู่ในกระแสได้เสมอ

“เขาพูดถึงเราเดือนละ 2 ครั้ง ช่วงบ่ายสองโมงจะโพสต์ว่า งวดนี้ต้องมา พอสี่โมงครึ่งจะเพิ่มอีกคำเข้าไปคือ งวดนี้ต้องมาม่า” พันธ์ พูดอย่างอารมณ์ดี

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “มาม่า” โตไม่หยุด วางเป้า 1.7 หมื่นล้าน ไม่กลัวบะหมี่นอก-ไม่ลดขนาด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...