โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปฏิบัติการณ์แก้ไขจีโนม มันสำปะหลังและอ้อย (2)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 ต.ค. 2567 เวลา 02.38 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2567 เวลา 02.38 น.

Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร

ปฏิบัติการณ์แก้ไขจีโนม

มันสำปะหลังและอ้อย (2)

ทั้งมันสำปะหลังและอ้อยไม่ใช่พืชท้องถิ่นของเราผ่านแต่การเดินทางยาวไกลอ้อมโลกตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา

มันสำปะหลังเป็นผลงานการผสมคัดเลือกพันธุ์ของชาวพื้นเมืองอเมริกาใต้ตั้งแต่หลายพันปีมาแล้ว หลังศตวรรษที่ 15 นักเดินเรือชาวยุโรปเอามันสำปะหลังมาปลูกในแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันสำปะหลังมาถึงฟิลิปปินส์ในศตวรรษที่ 17 และอินโดนิเซียในศตวรรษที่ 18 ส่วนไทยคาดว่าจะรับมันสำปะหลังเข้ามาช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เริ่มจากโซนภาคใต้ผ่านทางมาเลเซีย

ศูนย์กลางการเพาะปลูกและอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลังแรกเริ่มของเราอยู่ที่ภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา แต่ต่อมาถูกแทนที่ด้วยสวนยางพาราทำให้ศูนย์กลางมันสำปะหลังย้ายขึ้นไปอยู่แถบภาคกลาง ตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือแทน

ไทยขยายกำลังการผลิตมันสำปะหลังอย่างรวดเร็วช่วง 1970s-1980s จนกลายมาเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลกในปัจจุบัน

ส่วนเรื่องราวของอ้อยนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าและเกี่ยวพันกับหลายเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โลก

อ้อยเป็นผลงานผสมคัดเลือกพันธุ์ของชาวปาปัวนิวกินีตั้งแต่เมื่อหลายพันปีก่อน ชาวพื้นเมืองเหล่านี้พาอ้อยเดินทางไปตามหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้และมหาสมุทรอินเดียจนมาถึงเขตประเทศอินเดียตอนเหนือ

อินเดียพัฒนาเทคนิคการสกัดน้ำตาลจากอ้อยเมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล เทคโนโลยีการปลูกอ้อยและสกัดน้ำตาลถูกถ่ายทอดต่อไปยังโลกตะวันออกผ่านทางจีนและยังโลกตะวันตกผ่านทางเปอร์เซีย ช่วงศตวรรษ 8-15 ชาวมุสลิมกระจายเทคโนโลยีนี้ต่อไปทั่วตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือไปจนถึงสเปนตอนตอนใต้

ส่วนชาวยุโรปก็ได้รู้จักอ้อยและน้ำตาลกันจริงจังผ่านชาวมุสลิมอีกทีในช่วงสงครามครูเสด

ด้วยกำลังการผลิตที่ยังน้อยมากเทียบกับความต้องการ น้ำตาลจากอ้อยก็ยังคงเป็นสินค้าหรูหราราคาแพงที่ชาวยุโรปไฮโซใช้อวดร่ำอวดรวยกันในสมัยนั้น

ถึงศตวรรษที่ 15 นักสำรวจชาวยุโรปเริ่มขยายพื้นที่ปลูกอ้อยเพื่อผลิตน้ำตาลป้อนตลาด และหนึ่งในพื้นที่ปลูกอ้อยที่ดีที่สุดก็คือหมู่เกาะในมหาสมุทรแอตแลนติก แคริบเบียน ไปจนถึงทวีปอเมริกา

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลต้องการแรงงานมหาศาลนำมาสู่การค้าทาสขนชาวแอฟริกันนับล้านสู่อเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 16-19

สําหรับประเทศไทยคาดว่าจะมีการปลูกอ้อยมาหลายร้อยปีแล้ว (น่าจะผ่านทางการค้าขายกับอินเดียเช่นกัน) แต่ก็เพิ่งจะมีการปลูกแปลงใหญ่และมีอุตสาหกรรมน้ำตาลรองรับเมื่อไม่นานมานี้

โรงงานน้ำตาลแห่งแรกของไทยตั้งในช่วงทศวรรษที่ 1930s ที่จังหวัดลำปางแต่อุตสาหกรรมเพิ่งมาเริ่มขยายตัวจริงๆ ช่วงกลางทศวรรษที่ 1980s

พื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคตะวันตก ภาคกลาง และตะวันออกเฉียงเหนือ เรากลายเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับต้นๆ ของโลกตั้งแต่ช่วง 1990s เป็นต้นมา

ปัจจุบันประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังปีละกว่า 10 ล้านตัน มูลค่ารวมกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เราส่งออกน้ำตาลจากอ้อยปีละเกือบ 4 ล้านตัน มูลค่ารวมเกือบ 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

มีแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกและแปรรูปพืชสองชนิดนี้รวมกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ

กระนั้น ทั้งมันสำปะหลังและอ้อยของไทยเราก็กำลังเจอกับปัญหาหลายอย่าง

มันสำปะหลังมีปัญหาโรคใบด่างจากไวรัส (cassava mosaic virus) ปัญหาการปนเปื้อนไซยาไนด์ตามธรรมชาติอ้อยมีปัญหาการแย่งส่วนแบ่งตลาดกับผู้ส่งออกเบอร์หนึ่งอย่างบราซิล ทั้งมันสำปะหลังและอ้อยเจอปัญหาภัยแล้งจากภาวะโลกร้อน

นอกจากนี้ ก็ยังมีปัญหาเทรนด์ตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การบริโภคแป้งและน้ำตาลที่ลดลงด้วยข้อกังวลด้านสุขภาพ

ส่วนการใช้แป้งและน้ำตาลในอุตสาหกรรมไบโอเอทานอลก็อาจจะได้รับผลกระทบจากแหล่งพลังงานทดแทนใหม่ๆ

ในบรรดาวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ การมีพันธุ์พืชที่ดีถือเป็นหนึ่งในวิธีที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด พันธุ์พืชที่ดีจะช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตและคุณภาพ ลดการใช้ปุ๋ย ลดการใช้ยาปราบศัตรูพืช ลดการใช้น้ำ ฯลฯ

พันธุ์พืชที่ดีเป็นทรัพยากรที่เมื่อได้มาแล้วสามารถนำมาปลูกซ้ำและพัฒนาต่อยอดเรื่อยๆ ไม่ใช่ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป

นักวิจัยไทยเราทั้งตามมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐและภาคเอกชนเองก็พยายามปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังและอ้อยกันมานานแล้วแต่งานที่เป็นพันธุวิศวกรรมโดยตรงยังมีจำกัดเนื่องจากข้อห้ามทางกฎหมายที่ว่ามาข้างต้น

ดังนั้น การประชุมช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมาเราจึงมาตั้งหลักกันใหม่ว่าตอนนี้ใครทำอะไรไปถึงไหนแล้ว และเราเดินหน้าไปยังไงกันต่อเมื่อกฎหมายเปิดช่องให้ทำเราใช้พืชเกษตรที่ผ่านการปรับแก้จีโนมได้แล้ว

การประชุมระหว่างผู้ประกอบการและนักวิจัยเริ่มจากการหาจุดร่วมระหว่างสิ่งที่ “สำคัญ” และสิ่งที่ “เป็นไปได้”

ผู้ประกอบการจะเป็นคนบอกว่าตอนนี้มีโจทย์อะไรที่ “สำคัญ” บ้างโดยเฉพาะในแง่ของผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ภูมิอากาศเปลี่ยน โรคพืชระบาด ผลผลิตตกต่ำ

ส่วนฝั่งนักวิจัยก็จะประเมินว่าการจะแก้โจทย์พวกนี้โดยอาศัยการปรับปรุงพันธุ์พืชผ่านการปรับแก้จีโนมนั้น “เป็นไปได้” มากน้อยขนาดไหน

หลังจากนั้นเราก็ต้องมาจัดลำดับว่าจะโฟกัสเรื่องอะไรก่อนหลัง ต้องใช้งบประมาณ เวลา และกำลังคนสักเท่าไหร่ จะแบ่งขอบเขตงานรับผิดชอบและหาแหล่งทุนจากฝั่งเอกชนเอง รัฐบาล หรือต่างประเทศได้สักแค่ไหน ตรงไหนควรทำวิจัยเอง ตรงไหนควรซื้อเทคโนโลยีเข้ามา ฯลฯ

สิ่งที่คนนอกวงการวิจัยมักจะประเมินพลาดเวลามีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาคือเรื่องขีดความสามารถของเทคโนโลยี ส่วนมากจะสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่งระหว่าง a) ประเมินต่ำไปคือไม่เชื่อว่าเทคโนโลยีจะใช้ได้และปลอดภัย b) ประเมินสูงไปคือคิดว่าเทคโนโลยีเสกทุกอย่างได้หมด

เวลาเทคโนโลยีมาแรกๆ แนวคิดมักจะสุดโต่งไปทาง a) แต่พอเริ่ม hype เริ่มออกข่าวเยอะๆ ก็จะสุดโต่งไปทาง b) และพอชนปัญหาซ้ำๆ เข้าก็จะกลับไปสุดโต่งทาง a) อีกรอบจนกว่ากว่าจะมีเทคโนโลยีต่อยอดเวอร์ชั่นใหม่อีกตัวเข้ามา แบบนี้วนไป

ดังนั้น หน้าที่ของนักวิจัยเราอย่างหนึ่งก็คือการบริหารจัดการความคาดหวังของคนนอกวงการวิจัย (ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค นักวางนโยบาย ภาคประชาชน ฯลฯ) ไม่ให้สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งเกินไป

เรื่องการปรับปรุงพันธุ์พืชก็เช่นกัน ช่วงเวลาที่เทคโนโลยีแก้ไขจีโนมด้วย CRISPR/Cas กำลัง hype ในกระแสข่าวทั่วโลกเสมือนหนึ่งว่านี่คือของวิเศษที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง พวกเรานักวิจัยก็ต้องช่วยชี้ให้เห็นภาพกว้างว่าจริงๆ แล้วการกว่าจะได้พันธุ์พืชใหม่มาซักพันธุ์ต้องการเทคโนโลยีอะไรบ้างอีกหลายอย่างมาประกอบกัน และแต่ละอย่างยังมีข้อจำกัดอะไรบ้างตอนนี้ที่เราต้องลงไปจัดการก่อน

ติดตามต่อตอนหน้าครับ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปฏิบัติการณ์แก้ไขจีโนม มันสำปะหลังและอ้อย (2)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...