ปฏิบัติการณ์แก้ไขจีโนม มันสำปะหลังและอ้อย (2)
Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
ปฏิบัติการณ์แก้ไขจีโนม
มันสำปะหลังและอ้อย (2)
ทั้งมันสำปะหลังและอ้อยไม่ใช่พืชท้องถิ่นของเราผ่านแต่การเดินทางยาวไกลอ้อมโลกตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา
มันสำปะหลังเป็นผลงานการผสมคัดเลือกพันธุ์ของชาวพื้นเมืองอเมริกาใต้ตั้งแต่หลายพันปีมาแล้ว หลังศตวรรษที่ 15 นักเดินเรือชาวยุโรปเอามันสำปะหลังมาปลูกในแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันสำปะหลังมาถึงฟิลิปปินส์ในศตวรรษที่ 17 และอินโดนิเซียในศตวรรษที่ 18 ส่วนไทยคาดว่าจะรับมันสำปะหลังเข้ามาช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เริ่มจากโซนภาคใต้ผ่านทางมาเลเซีย
ศูนย์กลางการเพาะปลูกและอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลังแรกเริ่มของเราอยู่ที่ภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา แต่ต่อมาถูกแทนที่ด้วยสวนยางพาราทำให้ศูนย์กลางมันสำปะหลังย้ายขึ้นไปอยู่แถบภาคกลาง ตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือแทน
ไทยขยายกำลังการผลิตมันสำปะหลังอย่างรวดเร็วช่วง 1970s-1980s จนกลายมาเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลกในปัจจุบัน
ส่วนเรื่องราวของอ้อยนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าและเกี่ยวพันกับหลายเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โลก
อ้อยเป็นผลงานผสมคัดเลือกพันธุ์ของชาวปาปัวนิวกินีตั้งแต่เมื่อหลายพันปีก่อน ชาวพื้นเมืองเหล่านี้พาอ้อยเดินทางไปตามหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้และมหาสมุทรอินเดียจนมาถึงเขตประเทศอินเดียตอนเหนือ
อินเดียพัฒนาเทคนิคการสกัดน้ำตาลจากอ้อยเมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล เทคโนโลยีการปลูกอ้อยและสกัดน้ำตาลถูกถ่ายทอดต่อไปยังโลกตะวันออกผ่านทางจีนและยังโลกตะวันตกผ่านทางเปอร์เซีย ช่วงศตวรรษ 8-15 ชาวมุสลิมกระจายเทคโนโลยีนี้ต่อไปทั่วตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือไปจนถึงสเปนตอนตอนใต้
ส่วนชาวยุโรปก็ได้รู้จักอ้อยและน้ำตาลกันจริงจังผ่านชาวมุสลิมอีกทีในช่วงสงครามครูเสด
ด้วยกำลังการผลิตที่ยังน้อยมากเทียบกับความต้องการ น้ำตาลจากอ้อยก็ยังคงเป็นสินค้าหรูหราราคาแพงที่ชาวยุโรปไฮโซใช้อวดร่ำอวดรวยกันในสมัยนั้น
ถึงศตวรรษที่ 15 นักสำรวจชาวยุโรปเริ่มขยายพื้นที่ปลูกอ้อยเพื่อผลิตน้ำตาลป้อนตลาด และหนึ่งในพื้นที่ปลูกอ้อยที่ดีที่สุดก็คือหมู่เกาะในมหาสมุทรแอตแลนติก แคริบเบียน ไปจนถึงทวีปอเมริกา
อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลต้องการแรงงานมหาศาลนำมาสู่การค้าทาสขนชาวแอฟริกันนับล้านสู่อเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 16-19
สําหรับประเทศไทยคาดว่าจะมีการปลูกอ้อยมาหลายร้อยปีแล้ว (น่าจะผ่านทางการค้าขายกับอินเดียเช่นกัน) แต่ก็เพิ่งจะมีการปลูกแปลงใหญ่และมีอุตสาหกรรมน้ำตาลรองรับเมื่อไม่นานมานี้
โรงงานน้ำตาลแห่งแรกของไทยตั้งในช่วงทศวรรษที่ 1930s ที่จังหวัดลำปางแต่อุตสาหกรรมเพิ่งมาเริ่มขยายตัวจริงๆ ช่วงกลางทศวรรษที่ 1980s
พื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคตะวันตก ภาคกลาง และตะวันออกเฉียงเหนือ เรากลายเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับต้นๆ ของโลกตั้งแต่ช่วง 1990s เป็นต้นมา
ปัจจุบันประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังปีละกว่า 10 ล้านตัน มูลค่ารวมกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เราส่งออกน้ำตาลจากอ้อยปีละเกือบ 4 ล้านตัน มูลค่ารวมเกือบ 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
มีแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกและแปรรูปพืชสองชนิดนี้รวมกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ
กระนั้น ทั้งมันสำปะหลังและอ้อยของไทยเราก็กำลังเจอกับปัญหาหลายอย่าง
มันสำปะหลังมีปัญหาโรคใบด่างจากไวรัส (cassava mosaic virus) ปัญหาการปนเปื้อนไซยาไนด์ตามธรรมชาติอ้อยมีปัญหาการแย่งส่วนแบ่งตลาดกับผู้ส่งออกเบอร์หนึ่งอย่างบราซิล ทั้งมันสำปะหลังและอ้อยเจอปัญหาภัยแล้งจากภาวะโลกร้อน
นอกจากนี้ ก็ยังมีปัญหาเทรนด์ตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การบริโภคแป้งและน้ำตาลที่ลดลงด้วยข้อกังวลด้านสุขภาพ
ส่วนการใช้แป้งและน้ำตาลในอุตสาหกรรมไบโอเอทานอลก็อาจจะได้รับผลกระทบจากแหล่งพลังงานทดแทนใหม่ๆ
ในบรรดาวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ การมีพันธุ์พืชที่ดีถือเป็นหนึ่งในวิธีที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด พันธุ์พืชที่ดีจะช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตและคุณภาพ ลดการใช้ปุ๋ย ลดการใช้ยาปราบศัตรูพืช ลดการใช้น้ำ ฯลฯ
พันธุ์พืชที่ดีเป็นทรัพยากรที่เมื่อได้มาแล้วสามารถนำมาปลูกซ้ำและพัฒนาต่อยอดเรื่อยๆ ไม่ใช่ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป
นักวิจัยไทยเราทั้งตามมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐและภาคเอกชนเองก็พยายามปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังและอ้อยกันมานานแล้วแต่งานที่เป็นพันธุวิศวกรรมโดยตรงยังมีจำกัดเนื่องจากข้อห้ามทางกฎหมายที่ว่ามาข้างต้น
ดังนั้น การประชุมช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมาเราจึงมาตั้งหลักกันใหม่ว่าตอนนี้ใครทำอะไรไปถึงไหนแล้ว และเราเดินหน้าไปยังไงกันต่อเมื่อกฎหมายเปิดช่องให้ทำเราใช้พืชเกษตรที่ผ่านการปรับแก้จีโนมได้แล้ว
การประชุมระหว่างผู้ประกอบการและนักวิจัยเริ่มจากการหาจุดร่วมระหว่างสิ่งที่ “สำคัญ” และสิ่งที่ “เป็นไปได้”
ผู้ประกอบการจะเป็นคนบอกว่าตอนนี้มีโจทย์อะไรที่ “สำคัญ” บ้างโดยเฉพาะในแง่ของผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ภูมิอากาศเปลี่ยน โรคพืชระบาด ผลผลิตตกต่ำ
ส่วนฝั่งนักวิจัยก็จะประเมินว่าการจะแก้โจทย์พวกนี้โดยอาศัยการปรับปรุงพันธุ์พืชผ่านการปรับแก้จีโนมนั้น “เป็นไปได้” มากน้อยขนาดไหน
หลังจากนั้นเราก็ต้องมาจัดลำดับว่าจะโฟกัสเรื่องอะไรก่อนหลัง ต้องใช้งบประมาณ เวลา และกำลังคนสักเท่าไหร่ จะแบ่งขอบเขตงานรับผิดชอบและหาแหล่งทุนจากฝั่งเอกชนเอง รัฐบาล หรือต่างประเทศได้สักแค่ไหน ตรงไหนควรทำวิจัยเอง ตรงไหนควรซื้อเทคโนโลยีเข้ามา ฯลฯ
สิ่งที่คนนอกวงการวิจัยมักจะประเมินพลาดเวลามีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาคือเรื่องขีดความสามารถของเทคโนโลยี ส่วนมากจะสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่งระหว่าง a) ประเมินต่ำไปคือไม่เชื่อว่าเทคโนโลยีจะใช้ได้และปลอดภัย b) ประเมินสูงไปคือคิดว่าเทคโนโลยีเสกทุกอย่างได้หมด
เวลาเทคโนโลยีมาแรกๆ แนวคิดมักจะสุดโต่งไปทาง a) แต่พอเริ่ม hype เริ่มออกข่าวเยอะๆ ก็จะสุดโต่งไปทาง b) และพอชนปัญหาซ้ำๆ เข้าก็จะกลับไปสุดโต่งทาง a) อีกรอบจนกว่ากว่าจะมีเทคโนโลยีต่อยอดเวอร์ชั่นใหม่อีกตัวเข้ามา แบบนี้วนไป
ดังนั้น หน้าที่ของนักวิจัยเราอย่างหนึ่งก็คือการบริหารจัดการความคาดหวังของคนนอกวงการวิจัย (ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค นักวางนโยบาย ภาคประชาชน ฯลฯ) ไม่ให้สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งเกินไป
เรื่องการปรับปรุงพันธุ์พืชก็เช่นกัน ช่วงเวลาที่เทคโนโลยีแก้ไขจีโนมด้วย CRISPR/Cas กำลัง hype ในกระแสข่าวทั่วโลกเสมือนหนึ่งว่านี่คือของวิเศษที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง พวกเรานักวิจัยก็ต้องช่วยชี้ให้เห็นภาพกว้างว่าจริงๆ แล้วการกว่าจะได้พันธุ์พืชใหม่มาซักพันธุ์ต้องการเทคโนโลยีอะไรบ้างอีกหลายอย่างมาประกอบกัน และแต่ละอย่างยังมีข้อจำกัดอะไรบ้างตอนนี้ที่เราต้องลงไปจัดการก่อน
ติดตามต่อตอนหน้าครับ
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปฏิบัติการณ์แก้ไขจีโนม มันสำปะหลังและอ้อย (2)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com