เปิดเวทีถก PISA ไทยดิ่งยาว 20 ปี จี้แก้ ทั้งระบบ-โครงสร้าง
เปิดเวทีถก PISA ไทยดิ่งยาว 20 ปี จี้แก้ ทั้งระบบ-โครงสร้าง
นายชนาธิป ทุ้ยเป ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนา “แนวโน้มผลการประเมิน PISA ของประเทศไทยกับการปฏิรูปการศึกษา” จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ว่า การสอบ PISA เปรียบเสมือนวิจัยเชิงประเมิน คือมีการประเมิน และวิจัยรวมอยู่ด้วยกัน เมื่อผลการสอบออกมาจะค้นพบ 2 มิติ คือ 1.คุณภาพผู้เรียน ความฉลาดรู้ทั้ง 3 ด้าน และ 2.ปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียน ซึ่งทำให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายการศึกษาพัฒนาการศึกษาได้ ทั้งนี้ การสอบ PISA เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ศธ.จึงยกเป็นวาระแห่งชาติ มีคณะกรรมการกำหนดแนวทางเพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจว่ากรอบการประเมิน PISA คืออะไร ความฉลาดรู้คืออะไร และสร้างความตระหนักให้เด็กที่เข้าสอบ PISA ว่าสอบเพื่ออะไร สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องการให้ความฉลาดรู้ติดตัวเด็กทุกคน เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้
ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้แทนภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) กล่าวว่า ผลสอบ PISA ไม่ใช่แค่ผลการสอบเท่านั้น แต่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต่างชาติใช้พิจารณาในการลงทุน สรุปการสอบ PISA สะท้อน 2 เรื่อง คือ 1.คุณภาพในภาพรวม ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรัง โดยผลการสอบตกอย่างต่อเนื่อง และ 2.สะท้อนความไม่เท่าเทียมสูงมาก ส่วนจะแก้ปัญหาอย่างไร ต้องมองเชิงระบบ และเชิงโครงสร้าง ว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร และเกือบ 20 ปี ทำไมยังแก้ไม่ได้ และแย่ลง มองว่าขณะนี้ระบบล็อก และขัดแย้งกันไปหมด ตั้งแต่หลักสูตรการศึกษาที่มีชั่วโมงเรียนน้อยกว่าความเป็นจริง ขณะที่หลายประเทศที่แก้ปัญหาสำเร็จอย่างฟินแลนด์ ใช้วิธีกระจายอำนาจ แต่ไทยอำนาจยังอยู่ที่ส่วนกลางสูงมาก แต่ไม่ทำให้คุณภาพดีขึ้น อีกทั้ง การสอบ PISA สะท้อนสมรรถนะ แต่ปัจจุบันการเรียนการสอนเน้นเนื้อหา
ผศ.ศิริดา บุรชาติ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวว่า สทศ.ได้เปรียบเทียบผลการทดสอบโอเน็ต ระดับชั้น ม.3 วิชาภาษาไทย ในส่วนของการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเปรียบเทียบรายสังกัด และเทียบกับผลสอบ PISA พบว่าระดับการสอบเป็นไปในแนวเดียวกับ คือคะแนน PISA จะดีในโรงเรียนที่เน้นวิทยาศาสตร์ ส่วนโรงเรียนที่ได้คะแนนสอบโอเน็ตสูง คือโรงเรียนจุฬาภรณ์ ทั้งนี้ ยังพบว่าโรงเรียนในเมือง และโรงเรียนนอกเมือง มีคะแนนแตกต่างกัน และแต่ละสังกัดได้คะแนนแตกต่างกันด้วย โดยเด็กที่ทำข้อสอบ PISA ได้สูง จะทำข้อสอบโอเน็ตได้สูงด้วย
นายพงศ์ทัศ วนิชานันท์ ผู้แทนสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI กล่าวว่า คะแนนสอบ PISA มีความตรงไปตรงมา ทำให้เห็นความสำคัญของการประเมินมากขึ้น มองว่าการพัฒนาเครื่องมือประเมิน และทดสอบ จะสะท้อนผลการศึกษาของเด็กมากขึ้น คิดว่าการใช้เครื่องมือประกันคุณภาพผู้เรียนเมื่อจบ เป็นเรื่องจำเป็น แต่มี 3 สิ่งท้าทาย คือ 1.การสร้างทัศนคติที่ดีต่อการประเมิน 2.ทักษะของครู โดยเฉพาะการวัดและประเมินผล และ 3.มาตรการรองรับ
นายปวรินทร์ พันธุ์ติเวช ผู้แทนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ชัดเจนว่าข้อสอบ PISA เน้นความเข้าใจ และความสามารถในการประยุกต์ใช้องค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่การสอบเนื้อหา จึงต้องสร้างความเข้าใจกับสาธารณะด้วย โดยการสอบ PISA จะประเมินเด็กอายุ 15 ปี แต่ กสศ.ได้ทำตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ในหลากหลายช่วงวัย พบว่ามีความท้าทายในเรื่องของสมรรถนะทักษะตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับผู้ใหญ่ ทั้งนี้ กสศ.มองการสอบ PISA เหมือนเป็นการตรวจสุขภาพ ไม่ได้วัดแค่คะแนนผลการประเมินเท่านั้น แต่ PISA ให้ข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งสภาพความเป็นอยู่ ความปลอดภัย และการอยู่ตัวคนเดียว มองว่าส่วนอื่นๆ สังคมยังไม่ได้ขับเคลื่อน และโฟกัสมากนัก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดเวทีถก PISA ไทยดิ่งยาว 20 ปี จี้แก้ ทั้งระบบ-โครงสร้าง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th