โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

2 เดือนปี’67 แห่ตั้งบริษัท ทุนจดทะเบียนทะลุ 4.5 หมื่นล. รถยนต์ไฟฟ้าโตก้าวกระโดด

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 มี.ค. 2567 เวลา 09.17 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2567 เวลา 08.32 น.

กระทรวงพาณิชย์ โดยนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แถลงสถิติจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ พบว่าเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567 ยอดจัดตั้งธุรกิจใหม่รวม 17,270 ราย ทุนจดทะเบียน 45,794.41 ล้านบาท เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 ยอดจัดตั้งธุรกิจเพิ่มขึ้น 267 ราย หรือเพิ่ม 1.57% ทุนจดทะเบียนเพิ่ม 5,807.51 ล้านบาท หรือเพิ่ม 14.52% โดยธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 1,378 ราย ทุนจดทะเบียน 3,020.09 ล้านบาท 2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1,311 ราย ทุนจดทะเบียน 5,275.20 ล้านบาท และ 3.ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 743 ราย ทุนจดทะเบียน 1,374.09 ล้านบาท

ธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการ 2 เดือนแรก 2567 รวม 1,898 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,361.29 ล้านบาท เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปี 2566 ยอดเลิกประกอบธุรกิจลดลง 268 ราย หรือลด 12.37% ทุนจดทะเบียนรวมลด 846.37 ล้านบาท หรือลด 11.74% โดยธุรกิจที่มีการเลิกประกอบธุรกิจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 192 ราย ทุนจดทะเบียน 446.51 ล้านบาท 2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 100 ราย ทุนจดทะเบียน 409.83 ล้านบาท และ 3.ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 71 ราย ทุนจดทะเบียน 185.90 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันมีธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ 905,544 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 21.86 ล้านล้านบาท

ขณะที่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 109 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 37 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 72 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 26,542 ล้านบาท จ้างงานคนไทย 564 คน โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 31 ราย เงินลงทุน 15,930 ล้านบาท ตามด้วยสิงคโปร์ 18 ราย เงินลงทุน 1,760 ล้านบาท สหรัฐ 15 ราย เงินลงทุน 959 ล้านบาท จีน 11 ราย เงินลงทุน 892 ล้านบาท และฮ่องกง 7 ราย เงินลงทุน 621 ล้านบาท

สำหรับธุรกิจที่น่าสนใจและมีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ หรือธุรกิจขายปลีกทางอินเตอร์เน็ต โดย 2 เดือนแรกปีนี้มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ 479 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 555.06 ล้านบาท คิดเป็น 2.77% และ 1.21% เปรียบเทียบกับจำนวนและมูลค่าการจดทะเบียนจัดตั้ง 2 เดือนปี 2566 พบว่า จดทะเบียนธุรกิจเพิ่ม 116 ราย หรือเพิ่ม 31.96% ทุนจดทะเบียนเพิ่ม 137.43 ล้านบาท หรือเพิ่ม 32.91% สาเหตุมาจากประกาศของกรมสรรพากรที่กำหนดให้อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์มมีบัญชีพิเศษที่ต้องจัดทำและนำส่งข้อมูลผู้ประกอบการให้แก่กรมสรรพากร และจากมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะมีธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเข้ามาจดทะเบียนจดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น เป็นการส่งเสริมให้ธุรกิจของไทยเข้าสู่ระบบมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเป็นธุรกิจดาวเด่นที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดรับ Mega Trend ของรัฐบาล โดยนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติต่างเข้าสู่ธุรกิจเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดที่ยังมีพื้นที่อีกมาก โดยธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าและที่เกี่ยวเนื่องประกอบด้วย 1.กลุ่มผู้ผลิตระบบควบคุมไฟฟ้า 2.กลุ่มผู้ผลิตระบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ 3) กลุ่มธุรกิจสถานีชาร์จ

กลุ่มผู้ผลิตระบบควบคุมไฟฟ้า ปัจจุบันมีนิติบุคคลจำนวน 31 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 14,537.19 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ 22 ราย คิดเป็น 70.97% มูลค่าทุนจดทะเบียน 14,480.19 ล้านบาท ผลประกอบการรวม 3 ปีย้อนหลัง ปี 2563 รายได้รวม 272,016.67 ล้านบาท กำไรรวม 17,927.72 ล้านบาท ปี 2564 รายได้รวม 242,555.67 ล้านบาท (ลดลงจากปี 2563 จำนวน 29,461 ล้านบาท หรือ 10.83%) กำไรรวม 18,237.56 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากปี 2563 จำนวน 309.84 ล้านบาท หรือ 1.73%) ปี 2565 รายได้รวม 282,440.52 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากปี 2564 จำนวน 39,884.85 ล้านบาท หรือ 16.45%) กำไรรวม 22,654.61 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากปี 2564 จำนวน 4,417.05 ล้านบาท หรือ 24.22%)

กลุ่มผู้ผลิตระบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันมีนิติบุคคล 122 ราย ทุนรวม 76,674.67 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ 85 ราย คิดเป็น 69.67% มูลค่าทุน 71,967.55 ล้านบาท ผลประกอบการรวม 3 ปีย้อนหลัง ปี 2563 รายได้ 503,394.36 ล้านบาท กำไร 23,776.13 ล้านบาท ปี 2564 รายได้ 534,036.21 ล้านบาท กำไรรวม 23,482.56 ล้านบาท ปี 2565 รายได้ 592,925.42 ล้านบาท กำไร 34,728.24 ล้านบาท

กลุ่มธุรกิจสถานีชาร์จ ปัจจุบันมีนิติบุคคลจำนวน 9 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31,758.46 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลาง 4 ราย คิดเป็น 44.44% มูลค่าทุน 31,328.01 ล้านบาท ผลประกอบการรวม 3 ปีย้อนหลัง ปี 2563 รายได้ 3,191.55 ล้านบาท กำไร 375.78 ล้านบาท ปี 2564 รายได้ 3,084.07 ล้านบาท กำไร 194.64 ล้านบาท ปี 2565 รายได้ 3,029.38 ล้านบาท ขาดทุนรวม 52.42 ล้านบาท

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจผู้ผลิตระบบควบคุมไฟฟ้าและกลุ่มผู้ผลิตระบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่มีที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของนิติบุคคลส่วนใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ สัญชาติที่มีการลงทุนมากสุด คือ ญี่ปุ่น จากสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีผลประกอบการทั้งรายได้และกำไรฟื้นตัวได้เร็วกว่าธุรกิจอื่น แต่เมื่อพิจารณาถึงกลุ่มผู้ผลิตระบบควบคุมไฟฟ้าแม้ธุรกิจขนาดเล็กมีจำนวนน้อยกว่าแต่สามารถสร้างรายได้และผลกำไรใกล้เคียงกับธุรกิจขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสถานีชาร์จอาจยังสร้างรายได้และผลกำไรที่ไม่ดีมากนัก แต่การลงทุนในธุรกิจดังกล่าว เป็นการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีระยะเวลาคืนทุนค่อนข้างนาน จึงต้องจับตามองประสิทธิภาพในการทำกำไรของธุรกิจนี้ต่อไปในอนาคต

สำหรับการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Industry) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ระยะ 4 ปีที่ผ่านมา (2563-66) มี 14 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22,134.80 ล้านบาท เป็นนักลงทุนจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น สหรัฐ และสหราชอาณาจักร ลงทุนในธุรกิจนายหน้า/ค้าปลีก/ค้าส่ง (รถยนต์ไฟฟ้า/รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า/EV Battery) 4 ราย ทุน 310.80 ล้านบาท ธุรกิจ EV Charging Station 3 ราย ทุน 8,893.34 ล้านบาท ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต 2 ราย ทุน 371.68 ล้านบาท และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ไฟฟ้า 5 ราย ทุน 12,558.99 ล้านบาท

กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถ EV มีแนวโน้มการลงทุนจากสัญชาติจีนในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นแบรนด์จากจีน ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตมากและส่งออกมากที่สุดของโลก โดยนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยประมาณ 1% ของสัดส่วนการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศจีน ขณะเดียวกันประเทศจีนกำลังเข้ามาขยายฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยด้วย นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทยจะทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้าน และองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตรถ EV

“อุตสาหกรรม EV มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากสาเหตุด้านความผันผวนของราคาน้ำมันหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผู้บริโภคยุคใหม่ใส่ใจมากยิ่งขึ้น ถึงแม้อุตสาหกรรมจะเผชิญความท้าทายด้านการทำกำไร เนื่องจากราคารถ EV มีแนวโน้มถูกลงจากต้นทุนการผลิตที่ลดลง แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการพัฒนารูปแบบรถ EV ให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ทำให้โอกาสของรถ EV และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดด และทำกำไรอย่างต่อเนื่องในอนาคต”

นางอรมนกล่าวสรุปว่า เปิดศักราชใหม่ 2567 ธุรกิจไทยเดินหน้าจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจกันอย่างต่อเนื่อง โดยกรมประเมินว่าไตรมาสแรก 2567 จะมียอดจดทะเบียน 23,000-27,000 ราย คาดว่าทั้งปี 2567 จะเป็นนักธุรกิจไทยและต่างชาติลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง คาดเติบโต 5-15% และมียอดจัดตั้งใหม่ 98,000 ราย จากปัจจัยสนับสนุน เช่น การบริโภคของภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น ภาคการส่งออกเริ่มฟื้นตัว โครงการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจภาครัฐขนาดใหญ่กลับมาต่อเนื่อง หลังล่าช้าและหยุดชะงักช่วงโควิด-19 รวมถึงนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจตามโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) ที่ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องมีการเติบโตตามไปด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 2 เดือนปี’67 แห่ตั้งบริษัท ทุนจดทะเบียนทะลุ 4.5 หมื่นล. รถยนต์ไฟฟ้าโตก้าวกระโดด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...