โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ผ้าขาวม้า’ ผ้าสารพัดประโยชน์ไทย สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโลก

แนวหน้า

เผยแพร่ 08 มี.ค. 2566 เวลา 17.00 น.

หากเอ่ยถึงเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของความเป็นไทย “ผ้าขาวม้า” คือหนึ่งในความภาคภูมิใจที่อยู่กับคนไทยมานานหลายยุคสมัย เกือบทุกท้องถิ่นใช้ผ้าขาวม้าเป็นผ้าอเนกประสงค์ใช้ในชีวิตประจำวัน และถึงแม้ผ้าขาวม้าจะแสดงถึงความธรรมดา แต่เบื้องหลังของความพื้นๆ นั้น มีความเป็นมารวมถึงมีพัฒนาการจากอดีตถึงปัจจุบันที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ความเป็นมาของผ้าขาวม้า มีข้อสมมุติฐานที่มาหลากหลาย แต่ก็มีข้อที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ ผ้าขาวม้า เป็นคำเพี้ยนมาจากภาษาอิหร่าน โดยคำว่า“ขาวม้า” เพี้ยนมาจากคำว่า “คามาร์ บันด์” (Kamar Band) ซึ่งแปลว่าผ้าคาดเอว ผ้าขาวม้า
เริ่มเข้าสู่ดินแดนไทยมาแต่โบราณ หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดบ่งชี้ว่าเริ่มมีการใช้ผ้าขาวม้าในอาณาจักรโยนกนาคนครหรือโยนกเชียงแสน ราวพุทธศตวรรษที่ 11-12 หลักฐานดังกล่าวคือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน เป็นภาพการแต่งกายของชาวบ้านโดยผู้ชายใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่าหรือเคียนเอว ซึ่งแตกต่างจากชนชั้นสูงที่แต่งกายคล้ายขอมโบราณ

ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภาพเขียน “ไตรภูมิ อยุธยา” ในราวพุทธศตวรรษที่ 22 ปรากฏว่า ชาวอโยธยานิยมใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่า คาดเอว นิยมนุ่งโจงกระเบนแล้วใช้ผ้าขาวม้าคล้องคอ ตลบห้อยชายทั้งสองไว้ด้านหลัง นอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้ผ้า “คาดเกี้ยว” ในกลุ่มชนชั้นสูงและขุนนาง เป็นผ้าหน้าแคบกว่าผ้านุ่ง มีลายเป็นดอกโตสีต่างๆคาดทับเอวเพื่อให้กระชับแน่นขึ้นคล้ายกับที่ชาวบ้านใช้คาดเอว แต่ผ้าคาดเกี้ยวจะมีลวดลายสีสันที่สวยงามกว่าผ้าคาดเอวของชาวบ้านทั่วไปในสมัยรัตนโกสินทร์ ชาวบ้านทั้งชายหญิงนิยมใช้ผ้าขาวม้ามาทำประโยชน์มากยิ่งขึ้น โดยไม่ได้จำกัดไว้เพียงเป็นเครื่องแต่งกายเท่านั้น แต่นำมาใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นด้วย ตั้งแต่ใช้พาดบ่าเคียนเอว โพกศีรษะ เช็ดเหงื่อ ใช้ปูนั่งปูนอน นุ่งอาบน้ำ ผูกเปลนอนให้เด็กทารก ใช้เป็นผ้าบังเมื่อให้นมลูก เป็นผ้าม่านกันแดด เป็นต้น

ผ้าขาวม้าในไทยปัจจุบัน มีหลากหลายลวดลาย หลายรูปแบบตามแต่ละท้องที่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน ไม่ว่าจะเป็นผ้าขาวม้าพระนครศรีอยุธยา ผ้าขาวม้าชัยนาท ผ้าขาวม้าศรีสะเกษ ผ้าขาวม้าสุรินทร์ ผ้าขาวม้ามหาสารคาม ผ้าขาวม้าน่าน ผ้าขาวม้ากาญจนบุรี ฯลฯ แสดงให้เห็นว่าผ้าขาวม้านั้นเป็นที่นิยมใช้กันในแทบทุกพื้นที่ในประเทศไทย แต่ละที่ก็มีการใช้วัตถุดิบ หรือการใช้สีสันที่แตกต่างกันหลายๆ แห่งอาจจะใช้เส้นใยสังเคราะห์ หรือเส้นด้ายย้อมสีจากธรรมชาติ เพื่อเข้าถึงความต้องการของตลาดในหลากหลายกลุ่มเป้าหมาย

นอกเหนือจากการใช้งานดังที่กล่าวมา ยังมีการใช้ผ้าขาวม้าประยุกต์ใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อสร้างสรรค์ผลงานเป็นสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เครื่องแต่งกายอย่าง เสื้อ กระโปรง หมวก หรือของใช้อื่นๆ อย่างกระเป๋าสะพาย ผ้าพันคอ กระเป๋าใส่แว่น ร่ม สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในการใช้งานผ้าขาวม้าที่ยังคงไม่เสื่อมคลายไปตามยุคสมัย

เมื่อปี 2556 ผ้าขาวม้าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย และผ้าขาวม้าได้มีความสอดคล้องกับลักษณะของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามเกณฑ์ขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ตามนิยามในอนุสัญญาฯใน 3 ลักษณะคือ การปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมงานเทศกาล, ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล และงานช่างฝีมือดั้งเดิม กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จึงได้นำเสนอรัฐบาลเพื่อพิจารณา และเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอผ้าขาวม้า ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยกระทรวงวัฒนธรรมจะนำเสนอไปยังยูเนสโกภายในเดือนมีนาคม 2566 นี้ โดยเป็นไปตามเอกสารแนวทางการอนุวัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Operational Directives for the implementation of the Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) หัวข้อที่ 1.15 กำหนดให้รัฐภาคียื่นเสนอรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

กระทรวงวัฒนธรรมได้ขับเคลื่อนการนำเสนอมรดกวัฒนธรรมไทยให้ไปสู่การเป็นมรดกโลกเสมอมา มีผลงานที่สำเร็จและปรากฏออกมาเป็นรูปธรรม ได้แก่ การนำเสนอมรดกวัฒนธรรมไทยจนได้เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติได้แก่ โขน (พ.ศ. 2561) นวดไทย (พ.ศ. 2562) และโนรา (พ.ศ. 2564) และได้นำเสนอพิจารณา ได้แก่ สงกรานต์ ในประเทศไทย ต้มยำกุ้ง และผ้าขาวม้าดังกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...