โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ระวัง Clean Beauty สวย สะอาด ปราศจากสาร การตลาดสกินแคร์ที่บ่มเพาะความกลัวและทำให้คุณเข้าใจผิด

BT Beartai

อัพเดต 27 เม.ย. 2566 เวลา 04.19 น. • เผยแพร่ 27 เม.ย. 2566 เวลา 04.19 น.
ระวัง Clean Beauty สวย สะอาด ปราศจากสาร การตลาดสกินแคร์ที่บ่มเพาะความกลัวและทำให้คุณเข้าใจผิด

การดูแลผิวพรรณเป็นกิจวัตรประจำวันที่ไม่ได้จำอยู่แค่เพศใดเพศหนึ่งหรือช่วงวัยใดช่วงวัยหนึ่ง หากคุณเป็นคนที่ใช้สกินแคร์เป็นประจำ คุณน่าจะคุ้นเคยกับประโยค “สกินแคร์ปราศจากสารอันตราย 5 / 7 / 9 ชนิด หรือปราศจากสารเคมีและสารพิษ” ซึ่งแบบนี้แหละที่เรียกว่าการตลาดแบบ Clean Beauty

Clean Beauty เป็นคอนเซปต์การตลาดสกินแคร์ที่นิยมในฝั่งสหรัฐอเมริกาและแถบยุโรปมาเป็นเวลาหลายปี แต่ในไทยเองเพิ่งมีการใช้คำนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่ง Clean Beauty กลายเป็นสัญลักษณ์ของสกินแคร์ที่ปลอดภัย มาจากธรรมชาติ และไร้สารพิษ โดยสารพิษที่ว่ามักตกไปอยู่กับสารเคมีในกลุ่มของแอลกอฮอล์ พาราเบน น้ำหอม สี หรือแม้แต่มิเนอรัลออยล์

การตลาดแบบ Clean Beauty มักอ้างว่าจะไม่ทำให้ก่อการระคายเคือง ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกสกินแคร์ที่ปลอดภัยกับผิวได้ แต่คอนเซปต์ Clean Beauty มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่คุณควรทำความเข้าใจก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อยู่ภายใต้คอนเซปต์ที่ดูบริสุทธิ์และสวยงามนี้ เพราะคุณอาจกำลังถูกทำให้เข้าใจส่วนผสมและสกินแคร์แบบผิด ๆ อยู่

Hack for Health จะมาแฮกข้อเท็จจริงของส่วนผสมในสกินแคร์ที่อาจทำให้คุณเข้าใจผิดจากการตลาดแบบ Clean Beauty และเรื่องที่นักการตลาดไม่ได้บอกคุณอย่างตรงไปตรงมา

เปิดกระปุกรู้จักสารต้องห้ามในสกินแคร์แบบ Clean Beauty ที่จริง ๆ เราอาจแค่โดนหลอก

ก่อนที่จะไปเริ่มรู้จักกับสารต้องห้ามในสกินแคร์แบบ Clean Beauty ผู้เขียนต้องบอกก่อนว่าสารต้องห้ามที่เราจะพูดถึงในบทความนี้ไม่นับรวมส่วนผสมสกินแคร์ อย่างสเตียรอยด์ สารปรอท ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ที่เป็นสารควบคุมอยู่แล้ว แต่เราจะพูดถึงส่วนผสมของสกินแคร์ที่พบได้ทั่วไปตามท้องตลาด ถ้าเข้าใจแล้วมาดูกันเลย

1. แอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์มักถูกมองว่าเป็นสารที่ทำอันตรายต่อผิว ทำให้ผิวแห้งและระคายเคือง แต่ในความเป็นจริง แอลกอฮอล์เป็นสารที่มีบทบาทสำหรับในสกินแคร์จำนวนไม่น้อย เพราะหน้าที่เป็นตัวทำละลายส่วนผสมหลายชนิดให้สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้เร็วขึ้นและยังช่วยในเรื่องของเนื้อสัมผัสด้วย

หากคุณไม่ได้เป็นคนแพ้แอลกอฮอล์ สิ่งที่ควรโฟกัสจึงไม่ใช่ว่าสกินแคร์นั้นจะมีแอลกอฮอล์หรือไม่มี แต่เป็นชนิดของแอลกอฮอล์ต่างหาก

แอลกอฮอล์ในสกินแคร์มีทั้งแอลกอฮอล์สังเคราะห์และแอลกอฮอล์สกัดจากธรรมชาติ ซึ่งสารบำรุงผิวบางชนิดก็อยู่ในรูปของแอลกอฮอล์ด้วยเหมือนกัน อย่างลาโนลิน (Lanolin) ที่ไม่ใช่แค่จะไม่ทำให้แพ้ แต่ยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วย

2. สารกันเสีย

สารกันเสียที่มีภาพลักษณ์เป็นตัวร้ายสำหรับผิว คงหนีไม่พ้น ‘พาราเบน’ ผลิตภัณฑ์จำนวนไม่น้อยที่บนฉลากเขียนว่า ‘ปราศจากพาราเบน’ สาเหตุที่หลายคนขยาดสารกันเสียชนิด เพราะมีการศึกษาที่พบว่าพาราเบนอาจรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายและนำไปสู่การเกิดมะเร็งได้ ซึ่งข้อมูลนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันที่แน่ชัด ส่วนพาราเบนรูปแบบที่มีการยืนยันว่าสัมพันธ์กับโรคมะเร็งถูกสั่งห้ามใช้ในทางกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ปริมาณพาราเบนในสกินแคร์ที่ถูกกฎหมายก็ต่ำมากและยังได้การตรวจสอบแล้วว่าไม่เป็นอันตรายต่อผิว ยกเว้นในคนที่มีอาการแพ้จริง ๆ

Fun fact: ในผลบลูเบอร์รีมีพาราเบนในปริมาณที่สูงกว่ามาตรฐานของพาราเบนในสกินแคร์

แต่ถึงยังนั้นหลายแบรนด์ที่ทำการตลาดแบบ Clean Beauty ยังคงให้ข้อมูลทางอ้อมราวกับว่าสารกันเสียและพาราเบนนั้นเป็นตัวร้ายสำหรับผิว ทั้งที่สารกันเสียมีส่วนสำคัญในการยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรคในสกินแคร์ช่วยให้ยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้เราสามารถใช้ได้นานขึ้น

นอกจากนี้ บางแบรนด์ที่เขียนว่า ‘ปราศจากพาราเบน’ หรือ ‘ปราศจากสารกันเสีย’ ก็มักจะใส่สารอื่นที่ทำหน้าที่คล้ายกับสารกันเสียและพาราเบนเข้ามาอยู่ดีเพื่อยืดอายุของสินค้า แต่อาจให้ประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าด้วย ซึ่งบางคนอาจเคยสงสัยเหมือนกันว่าสกินแคร์ที่บอกว่าไม่มีสารกันเสีย แต่มีอายุผลิตภัณฑ์ไม่ต่างกับสกินแคร์ที่ไม่ได้ภายใต้การตลาดแบบ Clean Beauty

3. น้ำหอม

โดยทั่วไปแล้วน้ำหอมสังเคราะห์ที่เพิ่มเข้าไปในสกินแคร์เพื่อจุดประสงค์ทางด้านกลิ่นโดยเฉพาะอาจนำไปสู่การระคายเคืองได้ โดยเฉพาะคนผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย ซึ่งน้ำหอมเป็นส่วนประกอบที่ไม่จำเป็นสำหรับสกินแคร์สักเท่าไหร่

แต่สารสกัดจากธรรมชาติจำนวนไม่น้อยมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันหอมระเหย อย่างสารสกัดจากลาเวนเดอร์ น้ำมันอาร์แกน หรือสารสกัดชาเขียวมักมีกลิ่นหอมติดมาด้วย แม้จะไม่จัดอยู่ในกลุ่มของน้ำหอม แต่ส่วนประกอบของน้ำมันอาจทำให้คนที่แพ้น้ำหอมเกิดอาการระคายเคืองผิวได้เหมือนกัน ดังนั้น หากคุณกำลังสนใจสกินแคร์ Clean Beauty อาจจะต้องทำการบ้านหรือลองทดสอบอาการแพ้ก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ที่สารสกัดกลุ่มนี้

4. สีสังเคราะห์

สีสังเคราะห์เป็นอีกหนึ่งสารที่ไม่จำเป็นสำหรับสกินแคร์เลย ซึ่งสีสังเคราะห์สามารถทำให้ผิวเกิดการอักเสบและระคายเคืองได้ โดยการตลาดแบบ Clean Beauty ที่จัดว่าสีสังเคราะห์เป็นสารเคมีที่มีแนวโน้มทำร้ายผิวก็เป็นเรื่องจริง แต่ไม่ทุกกรณี อย่างไรก็ตาม ส่วนผสมหรือสารสกัดบางชนิดอาจมีสีตามธรรมชาติอยู่และอาจมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผิวระคายเคืองได้น้อยกว่า แต่ไม่การันตีเหมือนกัน

5. ซิลิโคน

ซิลิโคนเป็นส่วนผสมในสกินแคร์ที่ถูกเข้าใจผิดว่ามีส่วนทำให้ผิวเกิดการอุดตันและก่อให้เกิดสิว ซึ่งจากข้อมูลงานวิจัยพบว่าซิลิโคนทำให้เกิดการอุดตันได้น้อยมาก ในทางตรงกันข้ามประโยชน์ของซิลิโคนกลับมีหลากหลายกว่าที่คุณรู้ ทั้งช่วยให้เรื่องของความชุ่มชื้นของผิว ช่วยให้ผิวเรียบเนียน และลดริ้วรอย

6. น้ำมันแร่หรือ Mineral oil

เป็นอีกเรื่องที่น่าแปลกในการตลาดสกินแคร์แบบ Clean Beauty ที่น้ำมันแร่ (Mineral oil) กลายเป็นสารต้องห้ามในสกินแคร์ เพราะน้ำมันแร่เป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่เป็นประโยชน์มากสำหรับผิว โดยเฉพาะคนผิวแห้ง เพราะเป็นสารในกลุ่ม Occlusive ที่ช่วยเคลือบผิวเพื่อป้องกันน้ำในชั้นผิวระเหยออกไป ซึ่งหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็ไม่เกิดการอุดตันหรือเป็นอันตราย แถมยังเป็นส่วนผสมสกินแคร์ที่มีประวัติการใช้งานที่ยาวนานและผลข้างเคียงต่ำมาก

7. ปิโตรลาทัม (Petrolatum)

สาเหตุส่วนหนึ่งที่สารในกลุ่ม Occlusive ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวร้ายสำหรับผิว เพราะว่าให้ความรู้สึกเหมือนการเอาสารปิโตรเลียม อย่างพวกน้ำมันที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมมาทาผิวเลยทำให้หลายคนรู้สึกว่าต้องเป็นอันตรายต่อร่างกาย หรืออีกสาเหตุหนึ่งคือสัมผัสของปิโตรลาทัมที่ค่อนข้างหนัก คนจึงรู้สึกว่าต้องอุดตันรูขุมขน ทั้งที่การทดสอบจำนวนหลายชิ้นพบว่าค่าความอุดตันของสารชนิดนี้เป็นศูนย์

นอกจากนี้ ยังมีสารอีกหลายชนิดที่ถูกการตลาดแบบ Clean Beauty ทำร้าย ซึ่งสารจำนวนไม่น้อยที่การตลาดแบบหมกเม็ดนี้ได้สร้างความเข้าใจผิดกลับเป็นสารที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าสารที่ Clean Beauty แบบใหม่นำมาใส่ในสกินแคร์ของตัวเองด้วยซ้ำ

ทำไมตลาด Clean Beauty ถึงได้รับความนิยม?

การตลาดแบบ Clean Beauty เริ่มขึ้นจากการที่แบรนด์สกินแคร์บางแบรนด์ต้องการสร้างมาตรฐานในการนำเสนอสารในผลิตภัณฑ์อย่าโปร่งใส แต่ในแง่ของการตลาด Clean Beauty ถูกนำไปใช้เพื่อสร้างยอดขายผ่านการสร้างความกลัวให้กับผู้คนด้วยการนำงานวิจัยที่พบว่าสารต่าง ๆ ที่ได้เล่าไปนั้นทำให้เกิดโรคหรือปัญหาสุขภาพ

ซึ่งงานวิจัยที่นักการตลาดหัวใจแต่ใจไม่ซื่อได้ยกมาเล่าให้ผู้บริโภคฟังคืองานวิจัยในหนูทดลองที่ให้หนูกินสารต่าง ๆ ในปริมาณที่มากกว่าที่พบในสกินแคร์หลายพันเท่า โดยไม่ได้บอกวิธีในการศึกษาทั้งหมด จนทำให้ผู้คนเข้าใจผิดและเลือกที่จะเลี่ยงการใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมเหล่านั้น เพราะความกลัว ทั้ง ๆ ที่ ผลไม้หรืออาหารบางชนิดยังมีปริมาณของส่วนผสมในสกินแคร์ที่ถูกการตลาดแบบ Clean Beauty ใส่ร้ายในปริมาณที่มากกว่าในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวด้วยซ้ำ

บางแบรนด์ถึงขั้นอ้างว่าสกินแคร์ของแบรนด์ตัวเอง ปราศจากสารเคมี ทั้งที่ความเป็นจริง สารทุกสารบนโลกนี้ล้วนเป็นสารเคมีด้วยกันทั้งสิ้นไม่ว่าจะมาจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์ แต่ผู้ผลิตกลับนำความกลัวที่ผูกติดมากับคำว่าสารเคมีมาใช้ในทางการตลาดเพื่อขายสินค้าของตัวเอง และอีกสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องรู้คือ มาจากธรรมชาติ ≠ ไม่แพ้หรือระคายเคือง เพราะการใช้สกินแคร์ใด ๆ ก็ตามล้วนมีความเสี่ยงที่จะแพ้ไม่มากก็น้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคนและแต่ละผลิตภัณฑ์ รวมถึงปริมาณและระยะเวลาที่ใช้ติดต่อกันด้วย เพราะต่อให้คุณใช้สารบำรุงผิวที่ขึ้นชื่อว่าปลอดภัย แต่ใช้มากเกินไปเป็นพิษได้เหมือนกัน

จะเห็นได้ว่าการตลาดแบบ Clean Beauty ไม่มีหลักการที่จับต้องได้ในการบอกว่าสารไหนเป็นสารอันตราย แต่เป็นการใช้ความรู้สึกของผู้คนมาชักจูงมากกว่า การเป็นผู้บริโภคที่ช่างสังเกตและใฝ่รู้จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากการตลาดสกินแคร์แบบ Clean Beauty และรูปแบบอื่น ๆ ได้ โดยวิธีที่ง่ายและได้ผลในการเลือกใช้สกินแคร์อย่างปลอดภัยคือการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ได้รับมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและควรลองใช้ในปริมาณเล็กน้อยเพื่อทดสอบอาการแพ้ก่อนเสมอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...