เครื่องมือ 'นโยบายการเงิน' เข้มงวด-ผ่อนคลาย ต่างกันอย่างไร? จำให้ได้ เรื่องนี้ออกสอบบ่อย!
สวัสดีค่ะน้อง ๆ ชาว Dek-D หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจเรื่องนโยบายการคลังไปแล้ว วันนี้ก็มาถึงคิวของ ‘นโยบายการเงิน’กันบ้าง เรียกได้ว่าเป็นสองเรื่องเด่น ๆ ที่มักจะมาคู่กันในวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ออกสอบบ่อย และสร้างความสับสนได้ไม่น้อย วันนี้พี่กระแตได้รวบรวมประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายการเงินแบบเข้าใจง่าย พร้อมทริคการจำและแบบฝึกหัดเสริมความเข้าใจ มีอะไรบ้างไปดูกันค่ะ!
ธนาคารแห่งประเทศไทยคือใคร?
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนธนาคารพานิชย์ที่เราไปใช้บริการกันบ่อย ๆ แต่ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของชาติไทยมีบทบาทหลักในการกำกับดูแลเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและการเงิน ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ซึ่งส่งผลต่อความความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของประชาชน ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้ธปท.ทำหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเงิน ดังนี้
- ออกและจัดการธนบัตรและบัตรธนาคาร
- กำหนดและดำเนินนโนบายการเงิน
- บริหารจัดการสินทรัพย์ของธปท.
- เป็นนายธนาคารและนายทะเบียนหลักทรัพย์ของรัฐบาล
- เป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน
- จัดตั้งหรือสนับสนุนการจัดตั้งระบบการชำระเงิน
- กำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน
- บริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงิน รวมทั้งบริหารจัดการสินทรัพย์ในทุนสำรองเงินตรา
- ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน
โดยหน้าที่สำคัญของธนาคารกลางทุกแห่ง คือ การกำหนดนโยบายการเงินเพื่อสร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจและระบบการเงิน ตลอดจนรักษาระดับราคาของสินค้าและบริการไม่ให้ผันผวนจนกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนนั่นเองค่ะ
นโยบายการเงินคืออะไร?
นโยบายการเงิน คือ เครื่องมือของธนาคารกลางใช้ในการควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกล่าวคือ เพื่อดูแลรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยสนับสนุนให้เศรษกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายการเงิน ธปท.ดำเนินนโยบายการเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ คือ เสถียรภาพด้านราคา เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และเสถียรภาพของระบบการเงิน
ปัจจุบันการดำเนินนโยบายการเงินของธปท.อยู่ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อคือ ดำเนินนโยบายเพื่อรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในช่วงเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งใช้เป็นกรอบให้เงินเฟ้อไม่สูงเกินหรือต่ำเกินไป เมื่อใดที่เงินเฟ้อหลุดออกจากกรอบเป้าหมาย ผู้ว่าการ ธปท.จะทำจดหมายเปิดผนึกเพื่อชี้แจงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึงสาเหตุและแนวทางการทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเดิม
Note: ธปท. กำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2567 ไว้ที่ร้อยละ 1-3
การตัดสินใจใช้นโยบายการเงินของธปท. กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.ซึ่งประกอบด้วยกรรมการซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 7 คน การตัดสินจะใช้วิธีเสียงข้างมากและเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะต้องมีการทำประกาศผลการประชุมต่อสาธารณะชน ตัวอย่าง รายงานการประชุม กนง. ครั้งที่ 5/2567
เครื่องมือการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.
กนง. จะส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน (ตามข้อสรุปจากการประชุม กนง.) ผ่านการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรืออัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (BRP) ระยะ 1 วัน และใช้เครื่องมือทางการเงินประเภทต่าง ๆ ในการกำกับให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดการเงินสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญ มีดังนี้
1. การกำหนดอัตราเงินสดสำรองของธนาคารตามกฎหมายคือ การที่ธนาคารพานิชย์ต้องเก็บสำรองเงินสัดส่วนหนึ่งเอาไว้จากทั้งหมด เงินสำรองส่วนนี้ไม่สามารถนำไปปล่อยกู้หรือลงทุนใด ๆ เพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของธนาคารพานิชย์ อธิบายอย่างง่ายคือ ลดความเสี่ยงที่จะมีเงินไม่เพียงพอจะจ่ายคืนกรณีที่ลูกค้ามาถอนเงินจำนวนมากในเวลาเดียวกัน
2. การดำเนินการของ ธปท. ผ่านตลาดการเงิน(Open Market Operations: OMO) เป็นเครื่องมือหลักของธปท.ในการรักษาอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและดูแลสภาพคล่องของธนาคารพานิชย์ ธปท. ดำเนินการผ่านตลาดเงินด้วยเครื่องมือ 4 อย่าง คือ
- การออกพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยผู้มีสิทธิเข้าประมูลถูกกำหนดโดยธปท. เช่น ธนาคารพานิชย์ เพื่อดูดซับสภาพคล่องระยะสั้น-ยาว
- การทำธุรกรรมการซื้อคืน/ขายคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (BRP)เช่น พันธบัตรรัฐบาล, ตั๋วเงินคลัง เพื่อดูด/ปล่อยสภาพคล่องแบบชั่วคราว มีวันครบกำหนดสัญญา ลักษณะเหมือนการกู้ยืม
- การธุรกรรมซื้อขาด/ขายขาดพันธบัตรรัฐบาลเช่น พันธบัตรรัฐบาล, ตั๋วเงินคลัง เพื่อดูด/ปล่อยสภาพคล่องแบบถาวร
- สวอปเงินตราต่างประเทศคล้ายกับการทำ BRP แต่เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและเงินตราต่างประเทศแทนตราสารหนี้ในประเทศ
3. หน้าต่างตั้งรับ(Standing Facilities) คือช่องทางที่ ธปท. เปิดให้สถาบันการเงินที่มีสภาพคล่องส่วนเกินหรือขาดสภาพคล่องได้มาปรับสภาพคล่องในช่วงสิ้นวัน ประกอบด้วย ธุรกรรมรับฝากเงิน ณ สิ้นวัน (มีสภาพคล่องส่วนเกิน) และธุรกรรมให้กู้ยืมสภาพคล่อง ณ สิ้นวัน (ขาดสภาพคล่อง)
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ?
อัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลถึงประชาชนได้อย่างไรกันนะ ในเมื่อ ธปท. ไม่ได้ทำธุรกรรมทางการเงินกับประชาชนทั่วไป น้อง ๆ ยังจำกันไหมคะ หน้าที่อย่างหนึ่งของ ธปท. คือเป็นนายธนาคารของสถาบันการเงินนั่นคือ ธปท.รับหน้าที่เป็นธนาคารให้สถาบันการเงินต่าง ๆ เช่น ธนาคารพานิชย์ ได้มาทำธุรกรรมทางการเงินด้วย การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะกระทบต่อสถาบันการเงิน อัตราดอกเบี้ยอื่น ๆ ในตลาดจึงปรับตัวตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปด้วย
เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝากเกิดการปรับตัวกระทบถึงภาคประชาชนและภาคธุรกิจ หากดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากสูงขึ้น คนจะลดการลงทุนลงเพราะต้นทุนในการกู้ยืมสูงและ/หรือเลือกจะฝากเงินมากเพราะอัตราผลตอบแทนดี ปริมาณเงินในระบบจึงลดลง ในขณะที่ถ้าดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากปรับลดลง คนจะอยากลงทุนเพิ่มและเก็บออมน้อยลง ปริมาณเงินในระบบจึงเพิ่มนั่นเองค่ะ
ทั้งนี้การปรับอัตราดอกเบี้ยในตลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สถาบันทางการเงินจะต้องพิจารณาควบคู่ไปด้วย เช่น ต้นทุนทางการเงินอื่น ๆ
อัตรารับช่วงซื้อลด (Rediscount rate)
เกิดขึ้นเมื่อธนาคารพานิชย์นำเอาตราสารทางการเงินที่ได้ซื้อลดจากคู่ค้าอื่นมาขายต่อให้ธปท. อัตรารับช่วงซื้อลดเป็นเหมือนดอกเบี้ยที่ธปท.เรียกเก็บล่วงหน้าจากธนาคารพานิชย์การปรับเพิ่ม/ลดอัตรารับช่วงซื้อลดเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ควบคุมทางปริมาณ
ตัวอย่างธนาคาร ก รับซื้อลดตั๋วเงินมูลค่า 500,000 บาท มาในอัตราร้อยละ 10 (ซื้อถูกกว่าราคาหน้าตั๋วร้อยละ10) ธนาคารพานิชย์จ่ายเงินซื้อตั๋วนี้เท่ากับ 450,000 บาท หากอัตรารับช่วงซื้อลดเท่ากับร้อยละ 5 หมายความว่าธปท. จะรับซื้อตั๋วเงินนี้ในราคาที่ถูกกว่าราคาหน้าตั๋วเท่ากับร้อยละ 5 คือซื้อในจำนวนเงิน 475,000 บาท เท่ากับว่าธนาคารพานิชย์จะได้ประโยชน์จากการขายตั๋วเงินต่อให้ธปท. ร้อยละ 5 ของราคาหน้าตั๋วหรือ 25,000 บาท
ประเภทของการดำเนินนโยบายการเงิน
ธปท. ดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จึงแบ่งการดำเนินนโยบายการเงินออกเป็น 2 รูปแบบ สำหรับสถานการณ์ที่ต่างกัน คือ เมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปหรือเกิดภาวะเงินเฟ้อกับเมื่อเศรษฐกิจซบเซาหรืออยู่ในภาวะเงินฝืด ดังนี้
1. นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Contractionary monetary policy)
เป็นนโยบายการเงินที่ใช้เมื่อเศรษฐกิจเกิดความร้อนแรงเกินไปเพื่อชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจลงเช่น เกิดเงินเฟ้อ ธนาคารกลางจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายและ/หรือดูดสภาพคล่องโดยใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ ในการดึงเงินออกจากระบบเศรษฐกิจให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจน้อยลงลดการใช้จ่าย/ลงทุนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
2. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Expansionary monetary policy)
ตรงข้ามกับนโยบายการเงินแบบเข้มงวด นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อเศรษฐกิจซบเซาเช่น เงิดฝืด, คนไม่ค่อยใช้เงิน ธนาคารกลางจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและ/หรือปล่อยสภาพคล่องโดยใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ ในการฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกระตุ้นการใช้จ่าย/การลงทุนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
ทริคการจำ
ภาวะเศรษฐกิจถดถอยซบเซาใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายลดอัตราดอกเบี้ย เพิ่มสภาพคล่อง
ภาวะเศรษฐกิจเติบโตร้อนแรงใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเพิ่มอัตราดอกเบี้ยลดสภาพคล่อง
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม
เงินเฟ้อ ภาวะที่ระดับราคาสินค้าทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมซื้อของได้น้อยลง อำนาจการซื้อของเงินลดลง
เงินฝืด ภาวะที่ระดับราคาสินค้าทั่วไปลดต่ำลงทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมซื้อของได้มากลง อำนาจการซื้อของเงินเพิ่มขึ้น
มาทดสอบความรู้กัน!
หลังจากที่เราได้ทบทวนเนื้อหานโยบายการเงินไปเรียบร้อย ก็ได้เวลาทดสอบความเข้าใจกันแล้วค่ะ! สำหรับโจทย์ในวันนี้เป็นข้อสอบวิชาสังคมศึกษา จากโครงการ Dek-D’s Pre-Admission ไปเริ่มกันเล้ย!
การประเมิณเศรษฐกิจโลกหลังการระบาดของโรคโควิด-19 คาดว่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะใช้เวลาในการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตในทิศทางที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถออกนโยบายประเภทใดเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปในทิศทางที่ต้องการได้(วิชาสังคมศึกษา โครงการ Dek-D’s Pre-Admission รอบวิชาสามัญ+กสพท. ธันวาคม 2564)
1. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยการลดอัตราเงินสำรองของธนาคาร
การลดอัตรารับช่วงซื้อลด และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
2. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยการเพิ่มอัตราเงินสำรองของธนาคาร
การเพิ่มอัตรารับช่วงซื้อลด และการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
3. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยการลดอัตราเงินสำรองของธนาคาร
การเพิ่มอัตรารับช่วงซื้อลด และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
4. นโยบายการเงินแบบเข้มงวด โดยการเพิ่มอัตราเงินสำรองของธนาคาร
การเพิ่มอัตรารับช่วงซื้อลด และการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
5. นโยบายการเงินแบบเข้มงวด โดยการเพิ่มอัตราเงินสำรองของธนาคาร
การลดอัตรารับช่วงซื้อลด และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
ประเทศ ก เป็นประเทศขนาดกลางมีประชากรเบาบาง ไม่มีอาณาเขตติดทะเลและอยู่ในทวีปเอเชีย เมื่อเกิดสภาวะอำนาจการซื้อของเงินลดลงอย่างรุนแรง ข้อใดไม่ใช่นโยบายการเงินที่ธนาคารกลางของประเทศ ก ควรประกาศใช้ (A-level วิชาสังคมศึกษา โครงการ Dek-D’s Pre-Admission รอบพฤศจิกายน 2565)
1. การเพิ่มอัตรารับช่วงซื้อลด
2. การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
3. การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
4. การเพิ่มอัตราเงินสดสำรองของธนาคาร
5. การเพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยรัฐ
หวังว่านโยบายการเงิน-การคลังที่พี่กระแตสรุปให้นี้ จะช่วยให้น้อง ๆ เข้าใจและทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้นนะคะ สำหรับคอลัมน์ 'รู้ไว้เผื่อออกสอบ' เรื่องถัดไปจะเป็นเรื่องไหน วิชาอะไร ฝากน้อง ๆ ติดตามกันด้วยนะคะ ใครมีความรู้ดี ๆ หรือมีทริคเจ๋ง ๆ อยากแชร์ต่อ ก็มาคอมเมนต์แบ่งปันกันได้เรื่อย ๆ เลยน้า