โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เครื่องมือ 'นโยบายการเงิน' เข้มงวด-ผ่อนคลาย ต่างกันอย่างไร? จำให้ได้ เรื่องนี้ออกสอบบ่อย!

Dek-D.com

อัพเดต 09 ม.ค. 2568 เวลา 11.27 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. 2568 เวลา 07.51 น. • DEK-D.com
สรุปบทเรียนนโยบายการเงิน

สวัสดีค่ะน้อง ๆ ชาว Dek-D หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจเรื่องนโยบายการคลังไปแล้ว วันนี้ก็มาถึงคิวของ ‘นโยบายการเงิน’กันบ้าง เรียกได้ว่าเป็นสองเรื่องเด่น ๆ ที่มักจะมาคู่กันในวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ออกสอบบ่อย และสร้างความสับสนได้ไม่น้อย วันนี้พี่กระแตได้รวบรวมประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายการเงินแบบเข้าใจง่าย พร้อมทริคการจำและแบบฝึกหัดเสริมความเข้าใจ มีอะไรบ้างไปดูกันค่ะ!

ธนาคารแห่งประเทศไทยคือใคร?

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนธนาคารพานิชย์ที่เราไปใช้บริการกันบ่อย ๆ แต่ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของชาติไทยมีบทบาทหลักในการกำกับดูแลเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและการเงิน ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ซึ่งส่งผลต่อความความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของประชาชน ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้ธปท.ทำหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเงิน ดังนี้

  • ออกและจัดการธนบัตรและบัตรธนาคาร
  • กำหนดและดำเนินนโนบายการเงิน
  • บริหารจัดการสินทรัพย์ของธปท.
  • เป็นนายธนาคารและนายทะเบียนหลักทรัพย์ของรัฐบาล
  • เป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน
  • จัดตั้งหรือสนับสนุนการจัดตั้งระบบการชำระเงิน
  • กำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน
  • บริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงิน รวมทั้งบริหารจัดการสินทรัพย์ในทุนสำรองเงินตรา
  • ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน

โดยหน้าที่สำคัญของธนาคารกลางทุกแห่ง คือ การกำหนดนโยบายการเงินเพื่อสร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจและระบบการเงิน ตลอดจนรักษาระดับราคาของสินค้าและบริการไม่ให้ผันผวนจนกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนนั่นเองค่ะ

นโยบายการเงินคืออะไร?

นโยบายการเงิน คือ เครื่องมือของธนาคารกลางใช้ในการควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกล่าวคือ เพื่อดูแลรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยสนับสนุนให้เศรษกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายการเงิน ธปท.ดำเนินนโยบายการเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ คือ เสถียรภาพด้านราคา เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และเสถียรภาพของระบบการเงิน

ปัจจุบันการดำเนินนโยบายการเงินของธปท.อยู่ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อคือ ดำเนินนโยบายเพื่อรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในช่วงเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งใช้เป็นกรอบให้เงินเฟ้อไม่สูงเกินหรือต่ำเกินไป เมื่อใดที่เงินเฟ้อหลุดออกจากกรอบเป้าหมาย ผู้ว่าการ ธปท.จะทำจดหมายเปิดผนึกเพื่อชี้แจงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึงสาเหตุและแนวทางการทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเดิม

Note: ธปท. กำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2567 ไว้ที่ร้อยละ 1-3

การตัดสินใจใช้นโยบายการเงินของธปท. กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.ซึ่งประกอบด้วยกรรมการซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 7 คน การตัดสินจะใช้วิธีเสียงข้างมากและเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะต้องมีการทำประกาศผลการประชุมต่อสาธารณะชน ตัวอย่าง รายงานการประชุม กนง. ครั้งที่ 5/2567

เครื่องมือการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.

กนง. จะส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน (ตามข้อสรุปจากการประชุม กนง.) ผ่านการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรืออัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (BRP) ระยะ 1 วัน และใช้เครื่องมือทางการเงินประเภทต่าง ๆ ในการกำกับให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดการเงินสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญ มีดังนี้

1. การกำหนดอัตราเงินสดสำรองของธนาคารตามกฎหมายคือ การที่ธนาคารพานิชย์ต้องเก็บสำรองเงินสัดส่วนหนึ่งเอาไว้จากทั้งหมด เงินสำรองส่วนนี้ไม่สามารถนำไปปล่อยกู้หรือลงทุนใด ๆ เพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของธนาคารพานิชย์ อธิบายอย่างง่ายคือ ลดความเสี่ยงที่จะมีเงินไม่เพียงพอจะจ่ายคืนกรณีที่ลูกค้ามาถอนเงินจำนวนมากในเวลาเดียวกัน

2. การดำเนินการของ ธปท. ผ่านตลาดการเงิน(Open Market Operations: OMO) เป็นเครื่องมือหลักของธปท.ในการรักษาอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและดูแลสภาพคล่องของธนาคารพานิชย์ ธปท. ดำเนินการผ่านตลาดเงินด้วยเครื่องมือ 4 อย่าง คือ

  • การออกพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยผู้มีสิทธิเข้าประมูลถูกกำหนดโดยธปท. เช่น ธนาคารพานิชย์ เพื่อดูดซับสภาพคล่องระยะสั้น-ยาว
  • การทำธุรกรรมการซื้อคืน/ขายคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (BRP)เช่น พันธบัตรรัฐบาล, ตั๋วเงินคลัง เพื่อดูด/ปล่อยสภาพคล่องแบบชั่วคราว มีวันครบกำหนดสัญญา ลักษณะเหมือนการกู้ยืม
  • การธุรกรรมซื้อขาด/ขายขาดพันธบัตรรัฐบาลเช่น พันธบัตรรัฐบาล, ตั๋วเงินคลัง เพื่อดูด/ปล่อยสภาพคล่องแบบถาวร
  • สวอปเงินตราต่างประเทศคล้ายกับการทำ BRP แต่เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและเงินตราต่างประเทศแทนตราสารหนี้ในประเทศ

3. หน้าต่างตั้งรับ(Standing Facilities) คือช่องทางที่ ธปท. เปิดให้สถาบันการเงินที่มีสภาพคล่องส่วนเกินหรือขาดสภาพคล่องได้มาปรับสภาพคล่องในช่วงสิ้นวัน ประกอบด้วย ธุรกรรมรับฝากเงิน ณ สิ้นวัน (มีสภาพคล่องส่วนเกิน) และธุรกรรมให้กู้ยืมสภาพคล่อง ณ สิ้นวัน (ขาดสภาพคล่อง)

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ?

อัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลถึงประชาชนได้อย่างไรกันนะ ในเมื่อ ธปท. ไม่ได้ทำธุรกรรมทางการเงินกับประชาชนทั่วไป น้อง ๆ ยังจำกันไหมคะ หน้าที่อย่างหนึ่งของ ธปท. คือเป็นนายธนาคารของสถาบันการเงินนั่นคือ ธปท.รับหน้าที่เป็นธนาคารให้สถาบันการเงินต่าง ๆ เช่น ธนาคารพานิชย์ ได้มาทำธุรกรรมทางการเงินด้วย การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะกระทบต่อสถาบันการเงิน อัตราดอกเบี้ยอื่น ๆ ในตลาดจึงปรับตัวตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปด้วย

เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝากเกิดการปรับตัวกระทบถึงภาคประชาชนและภาคธุรกิจ หากดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากสูงขึ้น คนจะลดการลงทุนลงเพราะต้นทุนในการกู้ยืมสูงและ/หรือเลือกจะฝากเงินมากเพราะอัตราผลตอบแทนดี ปริมาณเงินในระบบจึงลดลง ในขณะที่ถ้าดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากปรับลดลง คนจะอยากลงทุนเพิ่มและเก็บออมน้อยลง ปริมาณเงินในระบบจึงเพิ่มนั่นเองค่ะ

ทั้งนี้การปรับอัตราดอกเบี้ยในตลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สถาบันทางการเงินจะต้องพิจารณาควบคู่ไปด้วย เช่น ต้นทุนทางการเงินอื่น ๆ

อัตรารับช่วงซื้อลด (Rediscount rate)

เกิดขึ้นเมื่อธนาคารพานิชย์นำเอาตราสารทางการเงินที่ได้ซื้อลดจากคู่ค้าอื่นมาขายต่อให้ธปท. อัตรารับช่วงซื้อลดเป็นเหมือนดอกเบี้ยที่ธปท.เรียกเก็บล่วงหน้าจากธนาคารพานิชย์การปรับเพิ่ม/ลดอัตรารับช่วงซื้อลดเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ควบคุมทางปริมาณ

ตัวอย่างธนาคาร ก รับซื้อลดตั๋วเงินมูลค่า 500,000 บาท มาในอัตราร้อยละ 10 (ซื้อถูกกว่าราคาหน้าตั๋วร้อยละ10) ธนาคารพานิชย์จ่ายเงินซื้อตั๋วนี้เท่ากับ 450,000 บาท หากอัตรารับช่วงซื้อลดเท่ากับร้อยละ 5 หมายความว่าธปท. จะรับซื้อตั๋วเงินนี้ในราคาที่ถูกกว่าราคาหน้าตั๋วเท่ากับร้อยละ 5 คือซื้อในจำนวนเงิน 475,000 บาท เท่ากับว่าธนาคารพานิชย์จะได้ประโยชน์จากการขายตั๋วเงินต่อให้ธปท. ร้อยละ 5 ของราคาหน้าตั๋วหรือ 25,000 บาท

ประเภทของการดำเนินนโยบายการเงิน

ธปท. ดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จึงแบ่งการดำเนินนโยบายการเงินออกเป็น 2 รูปแบบ สำหรับสถานการณ์ที่ต่างกัน คือ เมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปหรือเกิดภาวะเงินเฟ้อกับเมื่อเศรษฐกิจซบเซาหรืออยู่ในภาวะเงินฝืด ดังนี้

1. นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Contractionary monetary policy)

เป็นนโยบายการเงินที่ใช้เมื่อเศรษฐกิจเกิดความร้อนแรงเกินไปเพื่อชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจลงเช่น เกิดเงินเฟ้อ ธนาคารกลางจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายและ/หรือดูดสภาพคล่องโดยใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ ในการดึงเงินออกจากระบบเศรษฐกิจให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจน้อยลงลดการใช้จ่าย/ลงทุนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

2. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Expansionary monetary policy)

ตรงข้ามกับนโยบายการเงินแบบเข้มงวด นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อเศรษฐกิจซบเซาเช่น เงิดฝืด, คนไม่ค่อยใช้เงิน ธนาคารกลางจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและ/หรือปล่อยสภาพคล่องโดยใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ ในการฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกระตุ้นการใช้จ่าย/การลงทุนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

ทริคการจำ

ภาวะเศรษฐกิจถดถอยซบเซาใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายลดอัตราดอกเบี้ย เพิ่มสภาพคล่อง

ภาวะเศรษฐกิจเติบโตร้อนแรงใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเพิ่มอัตราดอกเบี้ยลดสภาพคล่อง

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

เงินเฟ้อ ภาวะที่ระดับราคาสินค้าทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมซื้อของได้น้อยลง อำนาจการซื้อของเงินลดลง

เงินฝืด ภาวะที่ระดับราคาสินค้าทั่วไปลดต่ำลงทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมซื้อของได้มากลง อำนาจการซื้อของเงินเพิ่มขึ้น

มาทดสอบความรู้กัน!

หลังจากที่เราได้ทบทวนเนื้อหานโยบายการเงินไปเรียบร้อย ก็ได้เวลาทดสอบความเข้าใจกันแล้วค่ะ! สำหรับโจทย์ในวันนี้เป็นข้อสอบวิชาสังคมศึกษา จากโครงการ Dek-D’s Pre-Admission ไปเริ่มกันเล้ย!

การประเมิณเศรษฐกิจโลกหลังการระบาดของโรคโควิด-19 คาดว่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะใช้เวลาในการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตในทิศทางที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถออกนโยบายประเภทใดเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปในทิศทางที่ต้องการได้(วิชาสังคมศึกษา โครงการ Dek-D’s Pre-Admission รอบวิชาสามัญ+กสพท. ธันวาคม 2564)

1. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยการลดอัตราเงินสำรองของธนาคาร

การลดอัตรารับช่วงซื้อลด และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

2. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยการเพิ่มอัตราเงินสำรองของธนาคาร

การเพิ่มอัตรารับช่วงซื้อลด และการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

3. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยการลดอัตราเงินสำรองของธนาคาร

การเพิ่มอัตรารับช่วงซื้อลด และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

4. นโยบายการเงินแบบเข้มงวด โดยการเพิ่มอัตราเงินสำรองของธนาคาร

การเพิ่มอัตรารับช่วงซื้อลด และการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

5. นโยบายการเงินแบบเข้มงวด โดยการเพิ่มอัตราเงินสำรองของธนาคาร

การลดอัตรารับช่วงซื้อลด และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

ประเทศ ก เป็นประเทศขนาดกลางมีประชากรเบาบาง ไม่มีอาณาเขตติดทะเลและอยู่ในทวีปเอเชีย เมื่อเกิดสภาวะอำนาจการซื้อของเงินลดลงอย่างรุนแรง ข้อใดไม่ใช่นโยบายการเงินที่ธนาคารกลางของประเทศ ก ควรประกาศใช้ (A-level วิชาสังคมศึกษา โครงการ Dek-D’s Pre-Admission รอบพฤศจิกายน 2565)

1. การเพิ่มอัตรารับช่วงซื้อลด

2. การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

3. การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

4. การเพิ่มอัตราเงินสดสำรองของธนาคาร

5. การเพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยรัฐ

หวังว่านโยบายการเงิน-การคลังที่พี่กระแตสรุปให้นี้ จะช่วยให้น้อง ๆ เข้าใจและทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้นนะคะ สำหรับคอลัมน์ 'รู้ไว้เผื่อออกสอบ' เรื่องถัดไปจะเป็นเรื่องไหน วิชาอะไร ฝากน้อง ๆ ติดตามกันด้วยนะคะ ใครมีความรู้ดี ๆ หรือมีทริคเจ๋ง ๆ อยากแชร์ต่อ ก็มาคอมเมนต์แบ่งปันกันได้เรื่อย ๆ เลยน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...