โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำรวจ ปคบ.หอบสำนวน 2 ลัง 18 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟ้อง'แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์'

แนวหน้า

เผยแพร่ 04 พ.ย. 2567 เวลา 17.00 น.

ตำรวจ ปคบ.ส่งสำนวน2ลัง 18 แฟ้มคดีร้านทองแม่ตั๊ก ป๋าเบียร์ ตุ๋นเหยื่อ พร้อมความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้อธิบดีอัยการคดีอาญา พิจารณายื่นฟ้องศาลภายใน 15 พฤศจิกายน ขณะที่เคนโด้ นำกลุ่มผู้เสียหายยื่นคัดค้านการประกันตัวแม่ตั๊ก ป๋าเบียร์ เกรงออกมาข่มขู่พยาน ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ลั่นไม่กังวลถูกดำเนินคดี ดิ โอคอนกรุ๊ป

เวลา 13.00 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2567ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.) พร้อมทีมพนักงานสอบสวน นำสำนวนการสอบสวนจำนวน 18 แฟ้มรวม 2 ลัง พร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีร้านทองแม่ตั๊ก ลวงเหยื่อซื้อทองปลอม ส่งมอบให้ นายสัญจัย จันทร์ผ่อง อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เพื่อพิจารณาสั่งคดีบริษัท เคทูเอ็น โกลด์ จำกัด , นายกานต์พล เรืองอร่าม หรือป๋าเบียร์ และ น.ส.กรกรนก สุวรรณบุตร หรือแม่ตั๊กผู้ต้องหาที่ 1-3 ในความผิดรวม 5 ข้อหา ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ,ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน ,ร่วมกันโฆษณาโดยใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ,ร่วมกันเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นของตัวเองหรือผู้อื่น และโฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

พล.ต.ต.วิทยา ผบก.ปคบ.เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวน สามารถรวบรวมพยานหลักฐานของผู้เสียหายชุดแรก จำนวน 36 คน ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ ซึ่งมั่นใจในพยานหลักฐาน และคาดว่าจะสามารถพิจารณามีความเห็นทันสั่งฟ้องภายในไม่เกินวันที่ 15 พฤศจิกายน นี้ ก่อนกรอบเวลาที่กำหนด

ส่วนรายละเอียดสำนวน ตำรวจได้ติดตามเส้นทางการเงิน และทรัพย์สินของผู้ต้องหา โดยสามารถอายัดทรัพย์ สิน ส่งไปยังคณะกรรมการป้งกันและปราบปการฟอกเงิน หรือปป.งง.แล้ว มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท แต่ยอมรับว่า จากการตรวจค้น กระเป๋าแบรนด์เนม กระเป๋าทอง ไม่พบอยู่ในที่เกิดเหตุ

ผบก.ปคบ.กล่าวอีกว่า สำหรับผู้เสียหายในเฟส 2 ขณะนี้พบผู้เสียหาย จำนวน 1,600 ราย และมีบางส่วน ทยอยเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน คาดว่าจะสามารถรวบรวมหลักฐานส่งให้พนักงานอัยการเพิ่มเติมได้ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

ด้านนายสัญจัย จันทร์ผ่อง อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา กล่าวว่า ทางพนักงานอัยการจะนำสำนวนไปพิจารณา เพื่อยื่นฟ้องผู้ต้องหาภายในการผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้ายวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ และพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ยังไม่ขอพูดถึงในรายละเอียดโดยจะนำสำนวนไปพิจารณาก่อน

วันเดียวกันนี้ว่า นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร หรือเคนโด้ ผู้ประกาศข่าวได้นำกลุ่มผู้เสียหายที่หลงเชื่อซื้อทองจากร้านทองแม่ตั๊ก เข้ามายื่นเรื่องคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหากับพนักงานอัยการ พร้อมกับนำช่อดอกไม้มามอบให้เป็นขวัญกำลังใจแก่ชุดพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการในการพิจารณาคดีต่อไป

โดยเคนโด้กล่าวว่า ตนและกลุ่มผู้เสียหายมีความวิตกกังวลใจ ว่าถ้า ผู้ต้องหาอาจได้ประกันตัวออกมา จึงจะมายื่นเรื่องเพื่อคัดค้านการปล่อยชั่วคราว ด้วยเกรงว่าอาจจะออกมายุ่งเหยิงพยานหลักฐานและคุกคามผู้เสียหาย

โดยตนตั้งข้อสงสัยว่า ทรัพย์สินหลายรายการของผู้ต้องหาอย่างเช่น เงินสด2-3ล้าน กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกาหรู ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถยึดทรัพย์มาได้ มีเพียงรถยนต์ไม่กี่คันเท่านั้น ดังนั้นหากผู้ต้องหาได้ประกันตัวออกมา ก็เหมือนมาเสพสุขอยู่บนความทุกข์ของคนอื่น ทั้งนี้ขอถามเจ้าหน้าที่ว่าใครอมทรัพย์สินดังกล่าวไป หรือมีผู้อยู่เบื้องหลังคนใดนำทรัพย์สินไปซุกซ่อนไว้ อีกทั้งไม่ทราบว่าการดำเนินคดีฟอกเงินไปถึงขั้นตอนไหน ทำไม ไม่มีการกล่าวถึงการยึดทรัพย์ มันผิดวิสัยของการดำเนินคดี

เมื่อถามถึง กรณีที่นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ บอสพอล เตรียมดำเนินคดี กับนายเคนโด เพราะทำให้บริษัทดิไอคอนเสียหาย นั้น เคนโด้ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนเองได้ให้ข้อมูลกับตำรวจไว้หมดแล้วว่าเรื่องดังกล่าว การเตรียมความพร้อมในการต่อสู้คดีหากโดนฟ้อง ก็มั่นใจในพยานหลักฐานที่สามารถจะหักล้าง กับการกล่าวหาของฝ่ายทนายได้ แต่จากการตรวจสอบไปยังพนักงานสอบสวน ยังไม่พบว่าเข้ามาแจ้งความเกี่ยวกับตนแต่อย่างใด พร้อมมองว่าการเปิดเผยของทนายบ้างครั้ง วิงวอนสื่อมวลชนอย่าให้ค่าหรือให้พื้นที่มากเกินไป กับทนายที่มีการข่มขู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อซื้อเวลาในการต่อสู้คดี และการกล่าวอ้างทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างมั่นใจควรต้องไปเจอกันที่ศาลไม่ใช่ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน

ส่วนเรื่องจะมีการออกหมายจับตนของตำรวจหรือไม่ ตนเองไม่ได้กังวล แต่ขอสื่อมวลชนอย่าตั้งคำถามชี้นำเพราะเหตุการณ์ต่างๆยังไม่เกิดขึ้น และคำถามดังกล่าวเป็นลักษณะของการปั่นกระแสที่จะทำให้ตนได้รับความเสียหาย หากตนผิดจริง ก็ไม่สามารถที่จะมายืนในจุดนี้ได้ และควรจะไปเรียกร้องกับกลุ่มบอส ดิไอคอน ให้มาชดใช้ให้ผู้เสียหายจะดีกว่า

ด้าน คุณเนย ผู้เสียหาย รายหนึ่ง กล่าวว่า ไม่อยากให้ผู้ต้องหาได้ประกันตัวและเห็นในโลกออนไลน์มีทีมที่คอยสนับสนุนแม่ตั๊กให้กำลังใจและขอวอนประชาชนสังคมอย่าให้อภัยหรือให้โอกาส โดยส่วนตัวตนมองว่า โอกาสของแม่ตั๊กมีมาตั้งนาน แต่ไม่ใช้ กับ นำมา เอาเปรียบประชาชน ขายของ โดยที่รู้ว่า จะทำให้ผู้อื่นเสียหาย ถ้าเกิด ผู้ต้องหา ได้รับการประกันตัว เกรงว่าจะมาคุกคามข่มขู่ผู้เสียหายที่ดำเนินการฟ้องร้องจนมาถึงขั้นตอนนี้ ส่วนตัวจึงมองว่าผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ควรได้รับโอกาสออกมาสู้คดีข้างนอก แต่ควรที่จะชดใช้ในสิ่งที่ผู้ต้องหาทั้งหมดกระทำผิดข้างใน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแม่ตั๊ก และป๋าเบียร์ ขณะนี้ทั้งสองยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัว

ด้านนายศักดิ์เกษม นิไทรโยค ผู้ตรวจการอัยการ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า สำนักงานคดีอาญา สำนักงกงานอัยการสูงสุด ได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ) คดีระหว่าง น.ส.วันวิสา ทองสุขกับพวก ผู้กล่าวหา บริษัท เคทูเอ็น โกลด์ จำกัด โดยนายกานต์พล เรืองอร่าม กรรมการผู้มีอำนาจ ผู้ต้องหาที่ 1, นายกานต์พล เรืองอร่าม หรือเบียร์ ผู้ต้องหาที่ 2, น.ส.กรกนก สุวรรณบุตร หรือ แม่ตั๊ก ผู้ต้องหาที่ 3 ข้อหา "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันโฆษณาโดยใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค โดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น, ร่วมกันชายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือมีฉลากแต่ฉลากหรือการแสดงฉลากนั้นไม่ถูกต้อง และร่วมกันประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงโดยไม่ได้รับอนุญาต" เหตุเกิดระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม 2563 ถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2567ต่อเนืองกัน ในท้องที่แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม.และหลายท้องที่ทั่วราชอาณาจักรต่างกรรมต่างวาระกัน

ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ 2 และที่ 3 ถูกควบคุมตัวและฝากขังไว้ตามคำสั่งศาลอาญา โดยจะครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 4 ในวันที่ 17 พ.ย.2567 โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ผู้ต้องหาที่ 1, 2 และ 3 ฐาน"ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันโฆษณาโดยใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค โดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่รู้หรือควรร้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น, ร่วมกันขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือมีฉลากแต่ฉลากหรือการแสดงสดงฉลากนั้นไม่ถูกต้อง และร่วมกันประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง โดยไม่ได้รับอนุญาต " ตามประมวลกฎหมายอาญาตรา 343, 83, 91 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พุทธศักราช 2550 มาตรา 14 (1) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22,30, 47, 52 พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 27, 47 ที่แก้ไขแล้ว และมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสาม ฐานร่วมกันขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณ แห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 คดีนี้เป็นคดีที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจติดตามความคืบหน้า เมื่อพนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องพิจารณาสำนวนแล้ว สำนักงานอัยการสูงสุดจะแถลงความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...