โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อังกฤษทุ่มซื้อเครื่องบิน F-35A ติดอาวุธนิวเคลียร์รับมือโลกไร้เสถียรภาพ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 03.05 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 10.05 น.

รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศเดินหน้าซื้อเครื่องบินขับไล่ F-35A จำนวน 12 ลำจากบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน ซึ่งสามารถติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ยุทธวิธีได้ ถือเป็นการขยับขยายศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ นับเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับ “พลังป้องปรามนิวเคลียร์” ของประเทศ ที่ปัจจุบันพึ่งพาระบบเรือดำน้ำเป็นหลัก โดยนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ระบุว่า การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

“ในยุคที่ความไม่แน่นอนรุนแรงขึ้น เราไม่สามารถมั่นใจในสันติภาพได้อีกต่อไป นี่คือเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลของผมจึงลงทุนด้านความมั่นคงของชาติ” นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์กล่าว พร้อมย้ำว่าอังกฤษจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์สงครามภายในประเทศ ซึ่งเป็นคำเตือนที่สะท้อนความตึงเครียดของสถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันอย่างชัดเจน

การจัดซื้อ F-35A ครั้งนี้จะทำให้กองทัพอากาศอังกฤษกลับมามีศักยภาพในการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น โดยก่อนหน้านี้ สหราชอาณาจักรถอนขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์จากเครื่องบินเมื่อปี 1998 จากการปลดประจำการระเบิดอิสระ WE-177 ซึ่งเป็นอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถทิ้งจากอากาศได้อย่างอิสระ

ที่ผ่านมา อังกฤษมีระบบป้องปรามนิวเคลียร์เพียงเสาเดียวคือระบบขีปนาวุธทรายเดนต์ (Trident) บนเรือดำน้ำ ซึ่งประสบปัญหาการทดสอบล้มเหลวถึงสองครั้ง โดยล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว และก่อนหน้านั้นในปี 2016 ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเสถียรของระบบนี้

นอกจากจะเพิ่มศักยภาพของตนเองแล้ว อังกฤษยังต้องการสนับสนุนพันธมิตร NATO โดยการจัดหาเครื่องบินที่สามารถติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ได้ หรือที่เรียกว่า “Dual-Capable Aircraft” ซึ่งสามารถนำไปใช้ในกรณีเกิดความขัดแย้งตามกลยุทธ์ของ NATO ได้โดยตรง มาร์ก รุตต์ เลขาธิการ NATO กล่าวถึงดีลนี้ว่า “นี่เป็นอีกหนึ่งการสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากอังกฤษต่อ NATO”

เครื่องบิน F-35A มีความสามารถในการบรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ B61 ซึ่งผลิตโดยสหรัฐอเมริกา โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอังกฤษรายหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า หากอังกฤษจะติดตั้งอาวุธดังกล่าวจริง ก็จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในการจัดหาอาวุธให้ ซึ่งปัจจุบัน สหรัฐฯ ได้ถอนอาวุธนิวเคลียร์ชุดสุดท้ายออกจากฐานทัพในอังกฤษไปตั้งแต่ปี 2008 สะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามหลังสงครามเย็นนั้นลดลงอย่างชัดเจนในช่วงเวลานั้น

การกลับมาของขีดความสามารถในการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์จากทางอากาศในครั้งนี้ ยังถูกมองว่าเป็นการปรับสมดุลทางยุทธศาสตร์ให้ใกล้เคียงกับพันธมิตรอย่างฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีระบบนิวเคลียร์แบบครบวงจร ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ โดยอังกฤษเองมองว่าการมีความหลากหลายด้านการป้องปรามจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความน่าเกรงขามในระดับโลก

นอกจากมิติด้านยุทธศาสตร์ การจัดซื้อเครื่องบิน F-35A ยังถูกมองว่าจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ โดยรัฐบาลระบุว่าดีลนี้จะช่วยสร้างและรักษางานไว้ได้ประมาณ 20,000 ตำแหน่งในอังกฤษ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้ตั้งเป้าเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและความมั่นคงเป็น 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศภายในปี 2035 เพื่อตอบสนองเป้าหมายของ NATO อย่างชัดเจน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...