โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ศึก ‘แท็กซี่ VS แกร็บ’ เรียกร้องแต่ไม่ย้อนดูตัว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 พ.ค. 2568 เวลา 07.34 น. • เผยแพร่ 24 พ.ค. 2568 เวลา 07.34 น.
ภาพจาก ข่าวสด

คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต

เป็นปัญหามาเนิ่นนานนับ 10 ปีแล้ว ศึกระหว่างแท็กซี่และแอปพลิเคชั่นเรียกรถยนต์ โดยเฉพาะยี่ห้อ “แกร็บ” (Grab)

เพราะนับตั้งแต่แอปเรียกบริการรถยนต์เริ่มเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยราว ๆ 10 กว่าปีก่อน ใหม่ ๆ ยังไม่เท่าไหร่

แต่เมื่อได้รับความนิยมจากประชาชน ทำให้แท็กซี่จำนวนหนึ่งไม่พอใจ

ข่าวคราวเรื่องรุมทำร้าย หรือขัดขวางการรับผู้โดยสารมีให้เห็นเป็นระยะ ทั้งในเขตกรุงเทพฯและเมืองท่องเที่ยว

ล่าสุดเกิดความขัดแย้งขึ้นอีก เมื่อแท็กซี่ซึ่งให้บริการบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ก่อม็อบให้รัฐบาลนำรถยนต์ของ Grab ออกจากพื้นที่บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิและพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ

พร้อมขู่ยกระดับการชุมนุมถึงขั้นปิดทางเข้า-ออกสนามบินสุวรรณภูมิ หากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนอง

กลุ่มแท็กซี่อ้างว่าการตั้งจุดบริการของ Grab ทำให้การเรียกใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มีจำนวนมากกว่า

สุดท้ายนอกจากให้ยกเลิกจุดบริการแล้ว ยังต้องการให้ยกเลิกกฎกระทรวง ว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2564

กฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับอธิบายง่าย ๆ เปิดโอกาสให้แอปพลิเคชั่นเรียกรถยนต์ เปิดบริการได้ตามกฎหมาย เพียงแต่มีมาตรการควบคุมความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร

หลัก ๆ เช่นผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ จากเดิมแค่ใบขับขี่ส่วนบุคคลก็ทำได้แล้ว

การลงทะเบียนและตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ขับขี่ ฯลฯ

การให้ยกเลิกกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับ ไม่ต่างจากกำจัดแอปเรียกรถออกไปนั่นเอง

การเติบโตของแอป หากนับจนถึงปัจจุบันในปี 2568 ประเมินว่าตลาดเรียกรถผ่านแอปมีมูลค่ากว่า 4.5 หมื่นล้านบาท

และจะขยับเป็น 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2572

โดยเฉพาะ Grab ถือว่าเป็นเจ้าตลาด และมีรถหลากเซ็กเมนต์ให้บริการ ตั้งแต่รถราคาปกติไปจนถึงระดับพรีเมี่ยม ที่แต่ละเที่ยวแตะระดับ 2,000-2,500 บาท

จะว่าไปใครที่เคยใช้บริการเรียกรถผ่านแอป จักพบว่าราคาไม่ได้ถูกกว่าการโบกแท็กซี่ บางเส้นทาง หรือช่วงเวลาเร่งด่วน แพงกว่าด้วยซ้ำ

เพียงแต่ข้อดีของการเรียกรถผ่านแอป คือรู้ราคาที่แน่นอน และน้อยครั้งที่จะถูกปฏิเสธ

การปฏิเสธผู้โดยสาร หรือคิดราคาเหมาแทนการเปิดมิเตอร์ เชื่อว่าคนใช้บริการแท็กซี่ทุกคน ต้องเคยมีประสบการณ์มาบ้างไม่มากก็น้อย

“ต้องรีบไปส่งกะรถ” หรือ “ต้องไปเติมแก๊ส”

คำปฏิเสธยอดฮิตของแท็กซี่ (บางคัน) ที่ผู้โดยสารได้ยินจนชินหู และนำมาล้อเลียนแบบเจ็บใจเล็ก ๆ อยู่แทบทุกครั้งที่เกิดกรณีพิพาท

ยิ่งกับชาวต่างชาติตามสนามบิน หรือจังหวัดท่องเที่ยว โดนเอาเปรียบแบบนี้จนชินตา

คนไทยเองก็ไม่รอดเช่นกัน โดยเฉพาะชาวต่างจังหวัดที่มาใช้บริการตามสถานีขนส่ง หรือสถานีรถไฟ

ก่อนหน้านี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากบ่น หรือร้องเรียนไปทางขนส่ง ได้ผลบ้าง ไม่ได้บ้าง

จึงเมื่อมีแอป คนที่หงุดหงิดกับบริการของแท็กซี่จำนวนหนึ่งจึงเลือกใช้ แม้ต้องจ่ายแพงกว่าก็ตาม

การเติบโตของแอปเรียกรถ ในช่วงแค่ 10 กว่าปีที่ผ่านมา จึงสะท้อนภาพลักษณ์การบริการแท็กซี่ไทยได้ส่วนหนึ่ง

ฉะนั้นก่อนการเรียกร้องขอความเป็นธรรม กลุ่มแท็กซี่ควรรวมตัวกันกวาดบ้านตัวเอง กำจัดคนขับพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกไปอย่างจริงจังเสียก่อน

หากทำได้ดีจริง ไม่เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่าน ๆ มา ใครเล่าจักไม่อยากเลือกใช้บริการ

ถึงที่สุดแล้วการใช้บริการเป็นไปตามความพึงพอใจของผู้โดยสาร หรือลูกค้า ที่เป็นคนควักเงินจ่าย

การก่อม็อบเพื่อบีบให้ลูกค้าต้องใช้บริการอย่างไม่มีทางเลือก เป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรือ ?

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศึก ‘แท็กซี่ VS แกร็บ’ เรียกร้องแต่ไม่ย้อนดูตัว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...