โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

AAIโดนเร่งก่อนเส้นตาย ลูกค้ายอมปรับราคาเพิ่ม

ทันหุ้น

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 00.45 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 00.45 น.

#AAI #ทันหุ้น – บิ๊ก AAI ชี้แม้ไทยจะถูกเก็บภาษี 36% แต่ลูกค้ายังคงอยู่ไม่สูญเสียตลาด เหตุไทยมีฝีมือตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม รับลูกค้ายอมเพิ่มราคาขายแทน ปัจจุบันออเดอร์สั่งซื้อเข้าเพียบ หวังผลิตส่งสินค้าก่อนเส้นตาย 1 สิงหาคม มั่นไทยเจรจาเต็มที่เชื่อสุดท้ายภาษีไม่ถึง 36% วอนดูแลค่าบาท

นายเอกราช พรรณสังข์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ถึงสถานการณ์ล่าสุดกรณีที่สหรัฐอเมริกา ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากไทยในอัตราสูงถึง 36% โดยจะมีผลวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เปรียบเสมือน “ฝุ่นตลบ” ที่ยังต้องจับตาดูผลการเจรจาอย่างใกล้ชิดก่อนจะถึงวันที่ 1 สิงหาคม และยังคงเชื่อว่า อัตราภาษีนำเข้าที่ 36% นั้น สุดท้ายน่าจะมีการปรับลดลงเหมือนกรณีของเวียดนาม ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ไทยเองก็กำลังเดินหน้าเจรจาอยู่อย่างเต็มที่

@แห่สั่งซื้อตุนก่อนเส้นตาย

สำหรับผลกระทบหลังจากที่สหรัฐประกาศภาษีนำเข้าจากไทยที่ 36% ล่าสุดนั้น ยอมรับว่าทำให้ลูกค้าในสหรัฐอยู่ในสภาวะงง และยังไม่แน่ใจสถานการณ์ข้างหน้า ดังนั้นจึงได้เร่งสั่งสินค้าเข้ามาเป็นจำนวนมาก และต้องการที่จะให้มีการผลิต การส่งสินค้าต่างเป็นไปอย่างเร็วที่สุดเพื่อตุนสต็อก ซึ่งทางบริษัทก็ได้มีการเร่งเดินหน้าเรื่องนี้

“ปัจจุบันการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของ AAI ไปยังสหรัฐ ถูกเก็บภาษีที่ 10% แต่การประกาศที่ 36% แม้จะยังไม่ได้ขึ้นทันที แต่ก็ทำให้ลูกค้าในสหรัฐ เร่งสั่งซื้อสินค้าให้เร็วที่สุดเพื่อตุนสต๊อก และกำชับว่าห้ามส่งมอบล่าช้าเด็ดขาด”

@วางแผนรองรับแล้ว

นายเอกราช กล่าวด้วยว่า บริษัทได้มีการเตรียมการและคิด “แผน 1 แผน 2 แผน 3” ไว้แล้วเพื่อรับมือกับสถานการณ์ภาษีที่แตกต่างออกไปในที่สุด อย่างไรก็ตามเนื่องจากไทยมีจุดเด่นในการด้านการการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม โดยเฉพาะ Pet Food ที่ต้องผ่านการรับรองและมาตรฐานที่เข้มงวดสูงมาก เช่น การติดเครื่องจักร การผ่านกระบวนการต่างๆ แบบมาตรฐาน และต้องใช้ฝีมือในการผลิต ซึ่งไม่สามารถสลับหรือปรับเปลี่ยนการผลิตได้ภายในวันเดียว ดังนั้นมองว่า ลูกค้ายังคงต้องการสินค้าจากไทยอยู่

ซึ่งภาษีที่เพิ่มขึ้นสุดท้ายแล้วการปรับราคาสินค้าภายในประเทศของสหรัฐ อาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แม้แต่ผู้ผลิตภายในประเทศของสหรัฐ เองก็เริ่มมีการปรับราคาสินค้าแล้วเช่นกัน เนื่องจากผู้ผลิตในสหรัฐ ก็ยังคงต้องนำเข้าส่วนผสม (Ingredient) และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่โดนภาษีนำเข้า

อย่างไรก็ตามในส่วนของสหรัฐเองจะมีความสามารถในการผลิตอาหารสัตว์แบบแห้ง ซึ่งเป็นตลาดระดับล่างหรือ Mass Product ด้วยต้นทุนที่ดีกว่า ส่วนอาหารสัตว์แบบเปียกซึ่งเป็นตลาดพรีเมียม ก็ยังต้องนำเข้าจากไทย

@ ไม่หวั่นถูกชิงตลาด

ทั้งนี้สหรัฐ จะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีมูลค่าในตลาดพรีเมียม Pet Food สูงถึง 20-30% ของตลาดโลก ส่วนกรณีที่เวียดนามได้รับอัตราภาษี 20% ต่ำกว่าไทย ยังไม่น่ากังวลในการเข้ามาชิงตลาด Pet Food ระดับพรีเมียม เนื่องจากยังต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับตัวและมาตรฐานต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการมาตรฐานสูงของลูกค้าได้

ส่วนความต้องการจากรัฐบาลไทยนั้น ต้องการให้การเจรจาประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังควรติดตามค่าเงินบาท ไม่ให้แข็งค่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า แต่ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยปัจจุบันยังมองเป้าหมายยอดขายภาพรวมทั้งปีเหมือนเดิม

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...