โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เทียบฟอร์ม OSP-CBG สองยักษ์ใหญ่แห่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง

Wealthy Thai

อัพเดต 17 ต.ค. 2568 เวลา 01.47 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2568 เวลา 02.21 น.

หากพูดถึงธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทย เชื่อว่านักลงทุนคงนึกถึง 2 ยักษ์ใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดมายาวนานอย่าง OSP หรือ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) และ CBG หรือ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อย่างแน่นอน
ล่าสุดทั้ง 2 บริษัทได้ประกาศงบการเงินไตรมาส 1/68 ออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยกำไรสุทธิยังมีการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ปัจจัยสนับสนุนจะมาจากอะไร และช่วงที่เหลือของปี 2568 แนวโน้มการดำเนินงานจะเป็นอย่างไร วันนี้ Wealthy Thai รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาฝาก

OSP ไตรมาส 1/68 กำไรทำนิวไฮนับตั้งแต่เข้าเทรด

โดย OSP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/68 ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,265 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 123.2% จากไตรมาสก่อนหน้า หากไม่รวมรายการพิเศษจำนวน 295 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายขวดแก้วในประเทศเมียนมาร์ (MGE Group) ที่เกิดจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ บริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 970 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 57.9% จากไตรมาสก่อนหน้า
ซึ่งกำไรปกติที่เติบโตสูงมาจากปัจจัยสนับสนุน คือ รายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในต่างประเทศที่เติบโตดี โดยเฉพาะเมียนมาร์และลาว อัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดที่ 40.3% จากสัดส่วนรายได้ต่างประเทศและผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง
นอกจากนี้ OSP ยังครองความเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังและเครื่องดื่ม Functional Drinks ได้ โดยไตมาส 1/68 ตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังเติบโต 2.6% จากปีก่อน ซึ่ง OSP เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาด 44.8% ส่วนตลาดเครื่องดื่ม Functional Drinks เติบโต 1.6% จากปีก่อน โดย OSP ครองอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่งการตลาด 46.6%
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า งบของ OSP แกร่งสุดในกลุ่มเครื่องดื่ม โดยกำไรปกติไตรมาส 1/68 คิดเป็น 30% ของประมาณการทั้งปีของบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ที่ 3,195 ล้านบาท และประเมินแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 2/68 อาจชะลอตัวจากไตรมาส 1/68 จากฐานสูง และผ่านพ้นช่วง Low Season ของธุรกิจใน CLMV
ขณะเดียวกันคาดกำไรไตรมาส 2/68 จะทรงตัวจากไตรมาส 2/67 แต่ยังต้องติดตามผลตอบรับของ M-150 ฝาเหลือง (10 บาท) ที่จะรับรู้รายได้เต็มไตรมาสเป็นไตรมาสแรก หากเลขส่วนแบ่งตลาดสูงขึ้นชัดเจนจะเป็น Upside ต่อแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/68
อีกทั้งฝ่ายวิเคราะห์เริ่มเห็นสัญญาณบวกของตัวเลขส่วนแบ่งตลาดของ OSP ที่ปรับขึ้นในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 ขณะที่คู่แข่งหลักมีส่วนแบ่งตลาดลดลง และมองช่วงคลายความกังวลของตลาดต่อประเด็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของ OSP
อย่างไรก็ตามราคาหุ้นปัจจุบันของ OSP ซื้อขายบน PER ปี 2568 เพียง 14 เท่า เทียบเท่า -1.6 SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง และยังต่ำกว่า CBG ที่ 18 เท่า ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าอยู่ในโซนต่ำ, ยังไม่สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการที่เติบโต และ Discount คู่แข่งมาก เกินไปสวนทางแนวโน้มตัวเลขส่วนแบ่งตลาด โดย OSP ควรซื้อขายบน PER เท่า CBG เป็นอย่างน้อย
ฝ่ายวิเคราะห์คาดราคาหุ้นตอบรับเชิงบวกจากงบไตรมาส 1/68 ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มเครื่องดื่ม โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 20 บาท

CBG ไตรมาส 1/68 เติบโตได้ด้วยยอดขายในประเทศ

สำหรับ CBG รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/68 มีกำไรสุทธิ 760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ปรับตัวลดลง การควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลงจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการจัดการเงินทุนหมุนเวียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ในไตรมาส 1/68 รายได้ของ CBG เติบโต 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 5,328 ล้านบาท จากยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศที่แข็งแกร่ง โดยเติบโต 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 1,708 ล้านบาท และยอดขายการจัดจำหน่ายแก่บุคคลภายนอก เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 2,062 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากความนิยมในสุราคาราบาวแดงและสุราข้าวหอมตามลำดับ
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ปะมาณการว่าส่วนแบ่งการตลาดของเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศของ CBG อยู่ที่ 25.5% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1.6 ppt เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกันยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในตลาดต่างประเทศลดลง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 1,301 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจในกัมพูชาและเมียนมาร์ซึ่งเป็นตลาดหลักชะลอตัว ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 0.6 ppt อยู่ที่ 27.4% เนื่องจากราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ลดลง เช่น น้ำตาล โซดาแอช และอลูมิเนียม
ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายลดลง 1.6 ppt อยู่ที่ 10.1% เนื่องมาจากยอดขายที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและการยุติการเป็นสปอนเซอร์ให้กับสโมสรฟุตบอลเวียดนาม ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้ประมาณ 16 ล้านบาทในไตรมาสนี้
นอกจากนี้ ราคาที่ต่ำที่สุดในเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศยังหมายความว่าบริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการขาย (ส่งเสริมการขาย) (ไม่รวมค่าธรรมเนียมการสนับสนุนในเวียดนาม) ซึ่งโดยรวมแล้วลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 276 ล้านบาท
ในส่วนของแนวโน้มไตรมาส 2/68 ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินกำไรหลักของ CBG จะอ่อนตัวลงจากไตรมาส 1/68 เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาล นอกจากนี้อาจมีการแข่งขันด้านราคาในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังภายในประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยการรับรู้แบรนด์ ของ CBG ในกลุ่มราคา 10 บาท โดยคาดว่า CBG จะยังคงรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มนี้ไว้ได้
ฝ่ายวิเคราะห์ประมารการกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 3,340 ล้านบาท และคงคาแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 97 บาท โดยชอบความสามารถในการทำกำไรของ CBG เนื่องจากคาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 3 ppt เป็น 29% ในปี 2568 และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...