เทียบฟอร์ม OSP-CBG สองยักษ์ใหญ่แห่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง
หากพูดถึงธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทย เชื่อว่านักลงทุนคงนึกถึง 2 ยักษ์ใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดมายาวนานอย่าง OSP หรือ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) และ CBG หรือ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อย่างแน่นอน
ล่าสุดทั้ง 2 บริษัทได้ประกาศงบการเงินไตรมาส 1/68 ออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยกำไรสุทธิยังมีการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ปัจจัยสนับสนุนจะมาจากอะไร และช่วงที่เหลือของปี 2568 แนวโน้มการดำเนินงานจะเป็นอย่างไร วันนี้ Wealthy Thai รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาฝาก
OSP ไตรมาส 1/68 กำไรทำนิวไฮนับตั้งแต่เข้าเทรด
โดย OSP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/68 ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,265 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 123.2% จากไตรมาสก่อนหน้า หากไม่รวมรายการพิเศษจำนวน 295 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายขวดแก้วในประเทศเมียนมาร์ (MGE Group) ที่เกิดจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ บริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 970 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 57.9% จากไตรมาสก่อนหน้า
ซึ่งกำไรปกติที่เติบโตสูงมาจากปัจจัยสนับสนุน คือ รายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในต่างประเทศที่เติบโตดี โดยเฉพาะเมียนมาร์และลาว อัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดที่ 40.3% จากสัดส่วนรายได้ต่างประเทศและผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง
นอกจากนี้ OSP ยังครองความเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังและเครื่องดื่ม Functional Drinks ได้ โดยไตมาส 1/68 ตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังเติบโต 2.6% จากปีก่อน ซึ่ง OSP เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาด 44.8% ส่วนตลาดเครื่องดื่ม Functional Drinks เติบโต 1.6% จากปีก่อน โดย OSP ครองอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่งการตลาด 46.6%
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า งบของ OSP แกร่งสุดในกลุ่มเครื่องดื่ม โดยกำไรปกติไตรมาส 1/68 คิดเป็น 30% ของประมาณการทั้งปีของบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ที่ 3,195 ล้านบาท และประเมินแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 2/68 อาจชะลอตัวจากไตรมาส 1/68 จากฐานสูง และผ่านพ้นช่วง Low Season ของธุรกิจใน CLMV
ขณะเดียวกันคาดกำไรไตรมาส 2/68 จะทรงตัวจากไตรมาส 2/67 แต่ยังต้องติดตามผลตอบรับของ M-150 ฝาเหลือง (10 บาท) ที่จะรับรู้รายได้เต็มไตรมาสเป็นไตรมาสแรก หากเลขส่วนแบ่งตลาดสูงขึ้นชัดเจนจะเป็น Upside ต่อแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/68
อีกทั้งฝ่ายวิเคราะห์เริ่มเห็นสัญญาณบวกของตัวเลขส่วนแบ่งตลาดของ OSP ที่ปรับขึ้นในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 ขณะที่คู่แข่งหลักมีส่วนแบ่งตลาดลดลง และมองช่วงคลายความกังวลของตลาดต่อประเด็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของ OSP
อย่างไรก็ตามราคาหุ้นปัจจุบันของ OSP ซื้อขายบน PER ปี 2568 เพียง 14 เท่า เทียบเท่า -1.6 SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง และยังต่ำกว่า CBG ที่ 18 เท่า ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าอยู่ในโซนต่ำ, ยังไม่สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการที่เติบโต และ Discount คู่แข่งมาก เกินไปสวนทางแนวโน้มตัวเลขส่วนแบ่งตลาด โดย OSP ควรซื้อขายบน PER เท่า CBG เป็นอย่างน้อย
ฝ่ายวิเคราะห์คาดราคาหุ้นตอบรับเชิงบวกจากงบไตรมาส 1/68 ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มเครื่องดื่ม โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 20 บาท
CBG ไตรมาส 1/68 เติบโตได้ด้วยยอดขายในประเทศ
สำหรับ CBG รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/68 มีกำไรสุทธิ 760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ปรับตัวลดลง การควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลงจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการจัดการเงินทุนหมุนเวียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ในไตรมาส 1/68 รายได้ของ CBG เติบโต 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 5,328 ล้านบาท จากยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศที่แข็งแกร่ง โดยเติบโต 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 1,708 ล้านบาท และยอดขายการจัดจำหน่ายแก่บุคคลภายนอก เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 2,062 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากความนิยมในสุราคาราบาวแดงและสุราข้าวหอมตามลำดับ
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ปะมาณการว่าส่วนแบ่งการตลาดของเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศของ CBG อยู่ที่ 25.5% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1.6 ppt เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกันยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในตลาดต่างประเทศลดลง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 1,301 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจในกัมพูชาและเมียนมาร์ซึ่งเป็นตลาดหลักชะลอตัว ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 0.6 ppt อยู่ที่ 27.4% เนื่องจากราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ลดลง เช่น น้ำตาล โซดาแอช และอลูมิเนียม
ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายลดลง 1.6 ppt อยู่ที่ 10.1% เนื่องมาจากยอดขายที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและการยุติการเป็นสปอนเซอร์ให้กับสโมสรฟุตบอลเวียดนาม ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้ประมาณ 16 ล้านบาทในไตรมาสนี้
นอกจากนี้ ราคาที่ต่ำที่สุดในเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศยังหมายความว่าบริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการขาย (ส่งเสริมการขาย) (ไม่รวมค่าธรรมเนียมการสนับสนุนในเวียดนาม) ซึ่งโดยรวมแล้วลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 276 ล้านบาท
ในส่วนของแนวโน้มไตรมาส 2/68 ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินกำไรหลักของ CBG จะอ่อนตัวลงจากไตรมาส 1/68 เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาล นอกจากนี้อาจมีการแข่งขันด้านราคาในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังภายในประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยการรับรู้แบรนด์ ของ CBG ในกลุ่มราคา 10 บาท โดยคาดว่า CBG จะยังคงรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มนี้ไว้ได้
ฝ่ายวิเคราะห์ประมารการกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 3,340 ล้านบาท และคงคาแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 97 บาท โดยชอบความสามารถในการทำกำไรของ CBG เนื่องจากคาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 3 ppt เป็น 29% ในปี 2568 และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง