โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

"คุกตวลเสลง" มรดกจากอดีตอันเลวร้ายของ "เขมรแดง" แค่คนใส่แว่นตาก็ถูกจับไปทรมาน

sanook.com

เผยแพร่ 28 ก.ค. 2568 เวลา 05.35 น. • Sanook
โศกนาฏกรรมบนแผ่นดินกัมพูชา: ประวัติศาสตร์บาดแผลของเขมรแดง, พอล พต, และการล้างเผ่าพันธุ์ปัญญาชน

"คุกตวลเสลง" มรดกจากอดีตอันเลวร้ายของ "เขมรแดง" แค่คนใส่แว่นตาก็ถูกจับไปทรมาน

ประวัติศาสตร์ของกัมพูชาเต็มไปด้วยความรุ่งเรืองและโศกนาฏกรรม แต่ไม่มีช่วงเวลาใดที่มืดมนและโหดร้ายเท่ากับยุคของ เขมรแดง (Khmer Rouge) ภายใต้การนำของ พอล พต (Pol Pot) ระหว่างปี ค.ศ. 1975 ถึง 1979 ช่วงเวลาเพียง 3 ปี 8 เดือน 20 วันนี้ ได้เปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นทุ่งสังหารขนาดใหญ่ ทำลายล้างโครงสร้างสังคม วัฒนธรรม และชีวิตผู้คนไปเกือบ 2 ล้านคน บทความนี้จะเจาะลึกถึงที่มาที่ไป ความโหดร้าย และมรดกบาดแผลที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

ที่มาและจุดเริ่มต้น: จากขบวนการชาตินิยมสู่ลัทธิสุดโต่ง

เขมรแดงมีจุดเริ่มจากกลุ่มนักศึกษากัมพูชาที่ไปศึกษาต่อในปารีสช่วงปี 1950 โดยเฉพาะ ซาลอธ ซาร์ (Saloth Sar) หรือ พอล พต ซึ่งได้รับแนวคิดคอมมิวนิสต์กลับมาก่อตั้ง พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา และทำสงครามกองโจร จุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 1970 เมื่อนายพลลอน นอล โค่นล้มสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ทำให้สีหนุต้องลี้ภัยและจับมือกับเขมรแดงจนสามารถยึดกรุงพนมเปญได้ในวันที่ 17 เมษายน 1975

"ปีศูนย์" และนโยบาย "นารวม"

ทันทีที่ขึ้นสู่อำนาจ เขมรแดงได้ประกาศ "ปีศูนย์" (Year Zero) เพื่อล้างสังคมเก่าและสร้างสังคมกสิกรรมบริสุทธิ์ โดยใช้นโยบายสุดโต่ง เช่น:

  • อพยพผู้คนจากเมือง: บังคับให้ประชาชนออกจากเมืองด้วยอาวุธ
  • ล้มล้างระบบเศรษฐกิจ-สังคม: ยกเลิกเงินตรา การศึกษา ศาสนา และสถาบันเก่า
  • ตั้งนารวม: บังคับประชาชนทำงานหนักในคอมมูนเกษตรกรรมภายใต้การควบคุมของ "อังการ์"

คุกตวลเสลง (S-21): ศูนย์กลางแห่งความตายและการทรมาน

หนึ่งในสัญลักษณ์ของความโหดร้ายคือ คุกตวลเสลง (Tuol Sleng หรือ S-21) ที่ดัดแปลงจากโรงเรียนมัธยมในกรุงพนมเปญ นักโทษส่วนใหญ่คือปัญญาชน ข้าราชการ แพทย์ ครู วิศวกร และแม้แต่สมาชิกเขมรแดงเอง ถูกทรมานด้วยวิธีสุดโหดเพื่อให้รับสารภาพในข้อหาที่ถูกยัดเยียด เช่น การช็อตไฟฟ้า กดน้ำ ถอนเล็บ ฯลฯ

ข้อมูลนักโทษทุกคนถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด รวมถึงภาพถ่ายก่อนและหลังการทรมาน มีนักโทษราว 17,000 - 20,000 คน แต่รอดชีวิตเพียงไม่กี่คน ส่วนใหญ่ถูกนำไปประหารที่ "ทุ่งสังหารเจืองแอ็ก" (Choeung Ek)

การกวาดล้างปัญญาชน: "แค่ใส่แว่นตาก็อาจถูกลงโทษ"

เขมรแดงมองว่าปัญญาชนเป็นภัยต่ออุดมการณ์ใหม่ จึงมุ่งกำจัดกลุ่มที่มีการศึกษา ผู้ที่พูดภาษาต่างประเทศ ผู้เคยไปต่างประเทศ และผู้ที่มีลักษณะสื่อถึงความรู้ เช่น แว่นตา ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ต้องห้าม แม้เพียงใส่แว่นก็อาจถูกจับสอบสวนและลงโทษ

การสิ้นสุดยุคเขมรแดง

แม้ทั่วโลกจะรับรู้ข่าวล่าช้าจากการปิดประเทศ แต่ความขัดแย้งชายแดนกับเวียดนามในปี 1978 ทำให้กองทัพเวียดนามบุกยึดพนมเปญในวันที่ 7 มกราคม 1979 สิ้นสุดยุคเขมรแดงอย่างเป็นทางการ แต่กลุ่มนี้ยังคงทำสงครามกองโจรตามแนวชายแดนไทยอีกหลายปี ก่อนที่ พอล พต จะเสียชีวิตในปี 1998

ผลกระทบและบาดแผลที่ยังไม่หาย

  • ประชากรเสียชีวิต: ราว 1.7 - 2 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของประเทศ
  • บาดแผลทางใจ: PTSD และความเครียดฝังลึกในผู้รอดชีวิต
  • โครงสร้างพื้นฐานพังทลาย: ระบบการศึกษา-เศรษฐกิจถูกทำลายจนหมด
  • กระบวนการยุติธรรม: จัดตั้ง ศาลคดีเขมรแดง (ECCC) ร่วมกับ UN เพื่อไต่สวนผู้นำที่ยังมีชีวิต
  • การเรียนรู้จากอดีต: คุกตวลเสลงและทุ่งสังหารเจืองแอ็กกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เตือนใจโลก

เขมรแดงคืออุทาหรณ์ของการนำอุดมการณ์สุดโต่งมาใช้โดยปราศจากมนุษยธรรม โศกนาฏกรรมนี้เตือนเราว่า สันติภาพ สิทธิมนุษยชน และความเคารพในความหลากหลาย คือสิ่งที่ต้องปกป้องไว้ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...