โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

คนรุ่นใหม่อินโดนีเซีย อยากย้ายประเทศ เพราะรู้สึกหมดหวังกับประเทศตัวเอง

the Opener

เผยแพร่ 15 ก.พ. 2568 เวลา 05.45 น. • The Opener

อินโดนีเซีย กำลังเกิดกระแส “คนรุ่นใหม่อยากย้ายประเทศ” เพราะรู้สึกสิ้นหวังกับประเทศของตัวเองที่จมปลักอยู่กับที่ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ โอกาสในการได้งานทำที่มีอยู่เพียงน้อยนิด การใช้กฎหมายที่ไร้ซึ่งความแน่นอน และความผิดหวังต่อนโยบายของรัฐบาลที่ไม่เห็นว่าจะนำประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น

คนรุ่นใหม่อินโดนีเซียจำนวนมาก ต่างระบายความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจบนโซเชียลมีเดีย ผ่านแฮชแท็ก #KaburAjaDulu หรือ “ขอแค่หนีออกไปก่อน” ทั้งบน X และTikTok เพราะ “ไม่มีความสุข” กับประเทศของตัวเองจากโอกาสในการทำงานที่มีเพียงน้อยนิด และเห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่มีนโยบายที่ดีพอสำหรับประเทศ

“ถ้าคุณไม่มีความรู้สึกผูกพันกับประเทศนี้ ได้โปรดพิจารณา #KaburAjaDulu อย่างจริงจัง” ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียรายหนึ่งโพสต์ข้อความบน X

อิสมาอิล ฟาห์มี นักสังเกตการณ์ทางสังคม และผู้ก่อตั้ง Media Kernels Indonesia ซึ่งเฝ้าติดตามการสนทนาบนโซเชียลมีเดีย พบว่า ประเด็น “ความไม่พอใจต่อเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตที่ตกต่ำลง ความเป็นธรรมทางสังคม นโยบายที่ไม่ดีพอของรัฐบาล และความหวังที่จะมีอนาคตที่สดใสกว่านี้” เป็นตัวจุดติดบทสนทนาเรื่องการย้ายประเทศของคนรุ่นใหม่

อย่างไรก็ดี มีทั้งคนที่สนับสนุนและคนที่ไม่เห็นด้วยกับกระแสนี้ เจ้าของบัญชี X รายหนึ่ง กล่าวว่า

“ฉันเบื่อกับสารพัดปัญหาของประเทศนี้จริงๆ แต่ฉันชอบอินโดนีเซีย ชอบธรรมชาติ ชอบอาหาร ชอบอากาศ ชอบวัฒนธรรม ดังนั้น ฉันเลยไม่อยากหนีไป เราต้องทวงคืนประเทศนี้จาก'พวกเขา' ฉันอยากมีชีวิตที่สุขสบายที่นี่ในฐานะพลเมือง”

มีชาวอินโดนีเซียที่อาศัยและทำงานอยู่ต่างประเทศ ร่วมแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์กับชาวโซเชียลหนุ่มสาวในอินโดนีเซีย อย่างเช่น โยเอล ซูมิโตร ซึ่งอยู่ในเยอรมนี แชร์ลิสต์รายชื่อประเทศและอัตราเงินเดือนที่ได้รับ รวมถึงคุณภาพชีวิต ความง่ายในการได้รับวีซ่า และโอกาสการทำงานในอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี เขาแนะนำว่า คนที่อยากทำงานในบริษัทเทค ควรไปที่สิงคโปร์ อัมสเตอร์ดัม โตเกียว เบอร์ลิน และดูไบ ซึ่งเหมาะที่จะเป็นปลายทางของการ “หนีออกนอกประเทศ”

บ้านเกิดของ ซูมิโตร อยู่ที่เมืองโซโลทางตอนกลางของเกาะชวา เขาทำงานเป็นผู้อำนวยการอาวุโสของฝ่ายออกแบบในบริษัทที่เบอร์ลินตั้งแต่ปี 2022 โดยเริ่มใช้ชีวิตในต่างแดนมาตั้งแต่ปี 2011 หลังจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน และทำงานทั้งที่สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สิงคโปร์ ก่อนตัดสินใจกลับมาอินโดนีเซียในปี 2018

“การทำงานที่อินโดนีเซียค่อนข้างสนุก เพราะผมได้อยู่กับครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน บรรยากาศอบอุ่นมากกว่าที่ต่างประเทศ แต่ผมไม่บ่นอะไร เพราะผมถูกจ้างให้ทำงานเป็นแรงงานทักษะสูง เลยมีสิทธิพิเศษในเรื่องเงินเดือนและผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งมันเป็นความสุขสบาย” ซูมิโตรกล่าว

แต่หลังจากกลับมาที่อินโดนีเซียได้ 4 ปี ซูมิโตรบอกว่า เขารู้สึกว่า “ติดแหง็ก” ไม่มีความก้าวหน้า

“ในเรื่องทักษะและอาชีพ ถ้าผมอยากไปไกลกว่านี้ ผมก็ต้องไปต่างประเทศ ผมอยากได้ประสบการณ์บริหารทีมที่มีคนจากหลากหลายชาติ ท้ายที่สุด ผมก็ต้องไปต่างประเทศอีกครั้ง” ซูมิโตรกล่าว

เช่นเดียวกับ ปรีมาวัน ซาทริโอ ชาวอินโดนีเซียซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่เกาหลีใต้มาตั้งแต่ปี 2020 เขาบอกว่า ไม่ต้องการอยู่ที่อินโดนีเซียไปตลอดทั้งชีวิต โดยเฉพาะกับนโยบายของรัฐบาลนี้

“เมื่อเร็วๆ นี้ มีการตัดงบประมาณการศึกษาและการวิจัย เมื่อภรรยาของผมเป็นนักวิจัยด้านการแพทย์ นี่เป็นสัญญาณว่า อินโดนีเซียจะไม่ใช่ที่สำหรับแรงงานทักษะสูงและนักวิจัยอีกแล้ว” ปรีมาวันกล่าว

รัฐบาลปราโบโว ตั้งเป้าที่จะตัดงบกระทรวงต่างๆ ลงรวม 306 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 6.3 แสนล้านบาท ซึ่งรวมถึงสำนักงานวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และกระทรวงการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในหน่วยงานรัฐจะถูกตัดงบลงเกือบร้อยละ 25

“ผมไม่คิดว่า พวกเราจะกลับอินโดนีเซีย เพราะภรรยาของผมต้องการทำงานในต่างประเทศ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือเป็นนักวิจัยที่เกาหลีใต้ พวกเรากำลังตัดสินใจว่าจะยื่นขอเป็นผู้พักอาศัยถาวรในเกาหลีใต้ในปีหน้านี้” ปรีมาวันกล่าว

ปรีมาวัน ทำงานเป็นคนจัดหาคนงานอินโดนีเซียให้กับบริษัทในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น เขากระตือรือล้นในการให้คำแนะนำกับชาวอินโดนีเซียที่อยากออกมาทำงานยังสองประเทศนี้ เขาบอกว่า ครอบครัวของเขามีความสุขดีที่เมืองปูซาน และขอบคุณศูนย์ดูแลเด็กที่ราคาไม่แพง ระบบสาธารณสุข และโครงข่ายขนส่งมวชนขนาดใหญ่ของเกาหลี

“มีอย่างเดียวที่ผมคิดถึง คืออาหารอินโดนีเซีย ผมเพิ่งปรับตัวเข้ากับอาหารเกาหลีได้ แต่ลิ้นของผมยังเหมาะกับอาหารอินโดนีเซียมากกว่า” ปรีมาวันบอก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อับดุล กาดีร์ การ์ดิง รัฐมนตรีกระทรวงคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ กล่าวว่า ทางกระทรวงได้เตรียมการช่วยเหลือคนหนุ่มสาวอินโดนีเซีย ในเรื่องเตรียมพร้อมสำหรับทักษะการทำงานที่จำเป็นสำหรับการไปทำงานในต่างประเทศ

“ถ้าคุณรู้สึกเหมือนว่า อยากหนีไปให้พ้นจากประเทศนี้ ก็ทำให้แน่ใจว่าไปต่างประเทศจะไปได้ดี แทนที่จะไปอย่างไร้ทิศทาง เราจะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับคุณเพื่อการไปทำงานต่างประเทศ” รัฐมนตรีกล่าว

แม้การข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานต่างแดนของคนอินโดนีเซียจะไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ แต่ ยานัวร์ นูโกรโฮ นักวิจัยอาวุโสของ สถาบันวิจัย ISEAS- Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวว่า แรงจูงใจของการไปอยู่ต่างประเทศทุกวันนี้มีความซับซ้อนมากกว่าในอดีต

“ตอนนี้คนตื่นตัวมองหาหนทางที่จะจากไป เพราะพวกเขารู้สึกว่าสิ้นหวังกับประเทศนี้ พวกเขามองไม่เห็นว่ามีอะไรดีขึ้นในอินโดนีเซีย ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และยังไม่มีความแน่นอนในเรื่องของการใช้กฎหมายอีกด้วย” ยานัวร์กล่าว

เขากล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหางานในต่างประเทศ “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์ความรู้สึก จะไม่เกิดการอพยพครั้งใหญ่ คนจำนวนมากกำลังแสดงให้เห็นว่า ถ้าพวกเขามีเงิน ก็จะเผ่นหนีออกนอกประเทศ นี่จึงเป็นมากกว่าการต่อต้านเชิงวัฒนธรรมทั่วไปของคนหนุ่มสาว” ยานัวร์กล่าว

กระแสการเผ่นหนีออกนอกประเทศ ทำให้เกิดความกลัวในเรื่อง “สมองไหล” ซึ่งเกิดเป็นประเด็นในปี 2023 เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลออกมาว่า ระหว่างปี 2019 ถึง 2022 มีชาวอินโดนีเซียที่ได้รับหนังสือเดินทางสิงคโปร์เกือบ 4,000 คน

ซูมิโตร ซึ่งอยู่ในเบอร์ลิน ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เขาบอกว่า ยังไม่เห็นข้อเสียอะไรจากการที่จะมีคนอินโดนีเซียออกไปทำงานในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

“ยกตัวอย่าง อินเดีย เก็บเกี่ยวผลประโยชน์มากมายจากการที่มีชาวอินเดียออกไปทำงานในสหรัฐหรือยุโรป ทั้งยังส่งเงินกลับประเทศ หรือนำเอาความรู้มาแลกเปลี่ยนกับคนงานในประเทศในตอนที่กลับมา” ซูมิโตรกล่าว

ยานัวร์ เตือนว่า แม้ตอนนี้จะเป็นแค่การแชทกันบนโลกออนไลน์ แต่รัฐบาลอินโดนีเซียก็ควรตื่นตัวและตั้งเป้าในการปรับปรุงนโยบายต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อชนชั้นกลาง

“รัฐบาลปราโบโวต้องทำตามสัญญาประชาคมที่ให้กับประชาชนก่อน ด้วยการสร้างโอกาสในการจ้างงาน มีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเรื่องการทำงานของประชาชน ซึ่งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตเป็นแรงขับให้ประชาชนต้องเผ่นหนีออกนอกประเทศเป็นสิ่งแรก” ยานัวร์กล่าว

ที่มา
Young Indonesians yearn to ‘run away’ overseas for work as frustration grows

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...