รวันดา ฆ่าไม่ตาย ภาคฟื้นคืนชีพ
เมื่อวานเราได้ทิ้งท้ายไว้ถึงประเทศเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เคยกลายเป็นเถ้าถ่านแห่งประวัติศาสตร์ จากสงครามกลางเมืองสุดสะเทือนใจ แต่วันนี้กำลังลุกขึ้นมาเป็นต้นแบบของการเกิดใหม่ที่ทั้งโลกหันมามองด้วยความทึ่งและยกย่อง หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ารวันดาที่เคยผ่านโศกนาฏกรรมอย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) มาเมื่อไม่ถึงสามทศวรรษก่อน กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่สะอาด ปลอดภัย และมีอัตราการพัฒนาเร็วที่สุดในแอฟริกา … มันเกิดขึ้นได้ยังไง
วันนี้ผมอยากชวนคุณออกเดินทางไปไกลหน่อย แต่ไม่ใช่แค่ทางกายภาพ เพราะจริง ๆ แล้ว “Explore World” ที่ว่านี้ ถ้าไม่มี “Explore Mind” มันก็คงไม่ต่างจากแค่การไปเปลี่ยนวิวเฉย ๆ สำหรับผมทุกการเดินทางมันคือการได้ย้อนกลับมาฟังเสียงของใจเราให้ชัดขึ้น
รวันดาเป็นเหมือนบทเรียนหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า ถ้าเราเปิดใจฟังให้ดี เราจะเห็นว่าการฟื้นฟูไม่ได้เริ่มจากนโยบายใหญ่โต แต่มันเริ่มจาก “ใจเล็ก ๆ ที่ไม่ยอมแพ้” คนในประเทศนั้นไม่ได้แค่รื้อฟื้นอาคารบ้านช่อง แต่เขาเริ่มจากการรื้อความเจ็บในใจ รื้อความกลัว และสร้าง “ความไว้ใจ” กลับมาใหม่ ตั้งแต่ระดับบ้าน ครอบครัว ไปจนถึงระดับประเทศ
การเดินทางครั้งนี้ผมไม่ได้แค่ไปดูสิ่งที่ตาเห็น แต่ไปฟังสิ่งที่ใจต้องการเรียนรู้ บางทีการฟื้นฟูที่เรารออยู่ อาจไม่ต้องรอให้โลกภายนอกเปลี่ยนแต่อาจเริ่มจากการที่เรากลับมาฟังข้างในอย่างแท้จริง
หลังสงครามสิ้นสุด ประธานาธิบดีพอล คากาเม ไม่ได้เลือกเพียงเส้นทางของการพัฒนาแบบเดิมที่เน้นวัตถุ แต่กลับหันไปเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งรัฐและประชาชน ซึ่งถือเป็นหัวใจของการฟื้นตัวที่แท้จริง ด้วยกลยุทธ์ที่หลายประเทศทั่วโลกควรศึกษาและนำไปปรับใช้
ระบบความยุติธรรมแบบ Gacaca : ฟื้นศรัทธาด้วยความจริง ไม่ใช่การล้างแค้น
หนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่สุดของรวันดาหลังสงคราม คือ จะทำอย่างไรกับผู้กระทำผิดหลายแสนคนที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หากใช้กระบวนการยุติธรรมแบบตะวันตกที่ต้องพิสูจน์ความผิดรายคนในศาล รวันดาคงต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการพิจารณาคดี รัฐบาลจึงหันไปใช้ระบบดั้งเดิมที่เรียกว่า“Gacaca” ซึ่งแปลว่า “หญ้าหน้าบ้าน” อันเป็นสัญลักษณ์ของศาลชุมชนในยุคดั้งเดิม ที่ผู้คนจะมานั่งล้อมวงกันกลางแจ้งเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งภายในหมู่บ้าน
ในเวอร์ชันของรวันดาหลังสงคราม Gacaca กลายเป็นเครื่องมือฟื้นฟูความยุติธรรมแบบใหม่ ซึ่งไม่เน้นแค่การพิพากษา แต่เน้นการเปิดเผยความจริงและคืนศักดิ์ศรีให้เหยื่อ ผู้กระทำผิดสามารถสารภาพความผิด ขอขมาอย่างเปิดเผย และร่วมเยียวยาชุมชน เช่น ปลูกต้นไม้ ซ่อมแซมบ้านของเหยื่อ หรือทำงานสาธารณะ ขณะเดียวกัน ผู้รอดชีวิตหรือญาติของเหยื่อก็ได้พูดในสิ่งที่อยู่ในใจ ท่ามกลางเพื่อนบ้านและสาธารณชน
นี่คือความยุติธรรมแบบเยียวยา (Restorative Justice) ที่ไม่ได้แก้แค้น แต่แก้รากของความบาดหมางและที่สำคัญมันคืนความเป็นมนุษย์ให้ทั้งผู้กระทำและผู้เสียหาย
Zero Tolerance ต่อคอร์รัปชัน : ความยุติธรรมต้องเริ่มที่รัฐ
หลังจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ประเทศรวันดาไม่ได้เพียงแค่ฟื้นตัวจากสงคราม แต่ยังต้องฟื้นศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐ ซึ่งถูกทำลายย่อยยับจากรัฐบาลชุดก่อน ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลชุดใหม่จึงเลือกใช้แนวทางที่หาญกล้าและเด็ดขาดที่สุดในทวีป นั่นคือ Zero Tolerance ต่อคอร์รัปชัน เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคน ตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับสูง ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น มีการตั้งองค์กรตรวจสอบภายในและภายนอก อีกทั้งยังเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ หากพบว่ามีการทุจริตแม้แต่น้อย จะถูกปลดทันที และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างไม่มีข้อยกเว้น
ผลลัพธ์คือ รวันดากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่โปร่งใสที่สุดในทวีปแอฟริกา และเป็นตัวอย่างให้กับหลายประเทศที่ยังติดกับดักคอร์รัปชันมาอย่างยาวนาน ความเชื่อมั่นของประชาชนที่เคยแตกร้าว ก็เริ่มกลับคืนมาทีละน้อย เพราะประชาชนเห็นด้วยตาตัวเองว่า กฎหมายไม่ได้มีไว้ลงโทษคนจนเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงผู้มีอำนาจเช่นกัน
ไม่มีพลาสติก : ความสะอาดที่ไม่ได้เป็นแค่ภาพ แต่คือวัฒนธรรม
ในขณะที่หลายประเทศกำลังถกเถียงกันว่า ควรเก็บค่าถุงพลาสติกหรือไม่ รวันดากลับตัดสินใจขั้นเด็ดขาดตั้งแต่ปี 2008 ว่า แบนถุงพลาสติกโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่ในร้านค้า แต่รวมถึงการนำเข้าหรือพกพาเข้าประเทศด้วย แม้แต่ในสนามบิน หากเจ้าหน้าที่ศุลกากรพบว่าคุณมีถุงพลาสติกอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ก็มีสิทธิ์ยึดของและเรียกปรับทันที
นโยบายนี้อาจดูเข้มงวด แต่ผลที่ตามมาคือ เมืองของรวันดากลายเป็นหนึ่งในเมืองที่สะอาดที่สุดในโลก ถนนไร้เศษขยะ ป่าละเมาะไร้ถุงที่ปลิวไสว และระบบจัดการขยะได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง ความสะอาดในที่นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการสื่อสารว่า รวันดาใหม่คือประเทศที่กล้าเลือกทางที่ถูก แม้จะไม่ใช่ทางที่ง่าย
วันทำความสะอาดแห่งชาติ : ผู้นำต้องลงมือ ไม่ใช่แค่ลงนาม
หากวันหยุดสุดสัปดาห์ของหลายประเทศคือการพักผ่อนหรือช้อปปิ้ง สำหรับชาวรวันดาแล้ว วันเสาร์แรกของทุกเดือนคือ วันแห่งการลงมือเพื่อส่วนรวม ที่เรียกว่า Umuganda ซึ่งแปลว่า “ร่วมแรงร่วมใจ”
ในวันนี้ ชาวรวันดาทุกคน ตั้งแต่นักเรียนไปจนถึงรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ไปจนถึงประธานาธิบดี จะต้องออกมาทำความสะอาดชุมชนด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่กวาดถนน แต่รวมถึงตัดหญ้า ขุดร่องน้ำ ทาสีรั้วโรงเรียน และช่วยเหลือผู้สูงอายุ นี่ไม่ใช่แค่กิจกรรมภาคบังคับ แต่มันกลายเป็น วัฒนธรรมพลเมือง ที่ฝังรากลึกในใจคนรุ่นใหม่ เมืองหลวงอย่าง คิกาลี (Kigali) จึงสะอาดไม่ใช่เพราะงบประมาณ แต่เพราะความรักและความรับผิดชอบที่ประชาชนมีต่อเมืองของตัวเอง รวันดาไม่ได้สะอาดจากนโยบาย แต่สะอาดจากการเปลี่ยนวิธีคิดของคนทั้งชาติ
การศึกษา : สร้างชาติจากห้องเรียน ไม่ใช่หอคอยอำนาจ
หลังเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปี 1994 รัฐบาลรวันดาตระหนักว่า การฟื้นฟูประเทศให้กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง จำเป็นต้องเริ่มจากการ “สร้างมนุษย์” ก่อนสิ่งปลูกสร้างอื่นใด และ “การศึกษา” คือหัวใจของการสร้างนั้น การลงทุนในโรงเรียนจึงกลายเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวอันดับต้น ๆ ของประเทศ ไม่ใช่เพียงเพื่อยกระดับความรู้ แต่เพื่อ เยียวยาจิตใจชาติ และปลูกฝังค่านิยมของความเข้าใจ ความอดทน และการอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี
รัฐได้จัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตรา การลงทุนด้านการศึกษาต่อ GDP สูงที่สุดในแอฟริกา เด็กทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการศึกษาฟรีจนถึงระดับมัธยมปลาย และมีโครงการสนับสนุนให้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะในสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) เพื่อป้อนกำลังคนเข้าสู่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งอนาคต
ไม่ใช่แค่จำนวนโรงเรียนที่เพิ่มขึ้น แต่ หลักสูตรการเรียนรู้ก็ถูกออกแบบใหม่อย่างลึกซึ้ง มีการบรรจุวิชาว่าด้วย “การอยู่ร่วมกัน” “สันติภาพ” “การคิดเชิงวิพากษ์” และ “พลเมืองประชาธิปไตย” เข้าไปในทุกระดับชั้น เพื่อให้เด็ก ๆ เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ถูกชี้นำโดยอคติ หรือเกลียดใครเพียงเพราะชื่อแซ่หรือเชื้อชาติ ห้องเรียนในรวันดายุคใหม่ ไม่ใช่แค่ที่เรียนวิชาแต่คือพื้นที่สร้างชาติ
บทบาทของผู้หญิง : จากเหยื่อสงคราม สู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง
ในช่วงหลังสงคราม ผู้หญิงจำนวนมหาศาลต้องแบกรับภาระของครอบครัวเพียงลำพัง หลายคนสูญเสียสามี สูญเสียลูก และต้องรับบทแม่เลี้ยงเดี่ยวในประเทศที่ไม่มีทรัพยากรเหลือให้เริ่มใหม่ ทว่าจากสถานะ“เหยื่อ” ผู้หญิงรวันดากลับก้าวขึ้นมาเป็น เสาหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ได้อย่างน่าทึ่ง
รัฐบาลรวันดาเล็งเห็นว่า หากจะเปลี่ยนอนาคตของชาติ ต้องทำลายโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่เดิมให้ได้ จึงได้ออกกฎหมายสนับสนุนสิทธิของผู้หญิงอย่างเข้มแข็ง ทั้งในเรื่อง สิทธิในที่ดิน การศึกษา การเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ และสิทธิทางการเมือง ผลลัพธ์ที่โดดเด่นที่สุดคือ รวันดากลายเป็นประเทศที่มีสัดส่วน สตรีในรัฐสภามากที่สุดในโลก โดยปัจจุบันเกินกว่า 60% ของสมาชิกรัฐสภา เป็นผู้หญิง และการมีผู้หญิงในสภาก็ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่เปลี่ยนแปลงเนื้อหาของการเมืองรวันดาอย่างแท้จริง�
นโยบายด้านสุขภาพ การศึกษาสำหรับเด็ก การขจัดความรุนแรงในครอบครัว และการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ล้วนถูกผลักดันอย่างเป็นระบบจากกลุ่มนักการเมืองหญิงที่เข้าใจปัญหาจริงจากประสบการณ์ตรง นอกจากนี้ รัฐยังสนับสนุนให้ผู้หญิงเป็นเจ้าของธุรกิจ สร้างสตาร์ทอัพ และเข้าร่วมในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ผ่านโครงการอบรม ความร่วมมือระหว่างประเทศ และทุนสนับสนุนแบบเฉพาะกลุ่ม
บทเรียนจาก Hate Speech : ทำอย่างไรให้ไม่เกิดซ้ำ
หนึ่งในบาดแผลที่ลึกที่สุดของรวันดา ไม่ใช่เพียงภาพของร่างไร้วิญญาณที่นอนเกลื่อนถนน หรือเสียงร้องไห้ของแม่ที่ต้องแบกร่างลูกกลับบ้านด้วยมือเปล่า แต่คือ “คำพูด” คำพูดที่กลายเป็นอาวุธ คำพูดที่เปลี่ยนมนุษย์ธรรมดาให้กลายเป็นเพชฌฆาตได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อปี 1994 Hate Speech ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการปลุกระดมความเกลียดชัง คนทั้งประเทศถูกฝังหัวด้วยคำว่า พวกแมลงสาบ จนความเกลียดกลายเป็นเรื่องปกติ และการฆ่ากลายเป็นหน้าที่
เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการฟื้นฟู รัฐบาลรวันดาเข้าใจทันทีว่า หากจะสร้างบ้านเมืองให้มั่นคง ไม่ใช่แค่ต้องสร้างถนน สะพาน หรือเศรษฐกิจ แต่ต้อง สร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจของคนในชาติ ให้แข็งแรงเพียงพอที่จะไม่กลับไปเดินในเส้นทางเดิมอีกครั้ง หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ การควบคุมเนื้อหาของสื่อมวลชน อย่างเข้มงวด ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของอุดมการณ์สุดโต่งหรือกลุ่มอิทธิพลใด ๆ สถานีโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ในรวันดาอยู่ภายใต้ระบบกลั่นกรองที่เน้น จริยธรรมในการรายงานมากกว่าการแข่งขันเชิงเรตติ้ง และมีการสอดส่องเนื้อหาที่อาจยุยง ปลุกปั่น หรือสร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติอย่างใกล้ชิด แม้บางประเทศอาจมองว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพ แต่สำหรับรวันดา เสรีภาพที่ไม่มีกรอบจริยธรรม เคยฆ่าคนมาแล้วนับล้าน
นอกจากนี้ รัฐบาลยัง ผลักดันหลักสูตรสันติวิธี (Peace Education) เข้าไปในระบบโรงเรียน โดยไม่ได้สอนเพียงแค่ประวัติศาสตร์ของประเทศ แต่สอนทักษะการอยู่ร่วมกัน ความเห็นอกเห็นใจ และการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง เด็กนักเรียนในรวันดาเติบโตมากับการรู้จักอดีตของประเทศตนเอง พร้อม ๆ กับถูกปลูกฝังให้เป็นผู้นำในอนาคตที่จะไม่ทำผิดซ้ำ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง พิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide Memorial) หลายแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงคิกาลี ซึ่งกลายเป็นสถานที่สำคัญที่ไม่ใช่แค่รำลึกถึงผู้ตาย แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้คนเป็นว่า อารยธรรมที่เปราะบางแค่ไหนก็สามารถพังทลายได้ในชั่วคืน ถ้าหากคนในสังคม ละเลยจิตสำนึก และเปิดประตูให้ความเกลียดชังเข้ามาปกครองหัวใจ รวันดาเลือกเรียนรู้จากอดีต ไม่ใช่เพื่อเกลียดคนที่ทำร้าย แต่เพื่อรักอนาคตที่ยังรออยู่ และเพื่อให้คำพูดกลายเป็นพลังสร้าง ไม่ใช่พลังทำลายอีกต่อไป
จากประเทศสงครามสู่ศูนย์กลาง Tech และ Startup
ในขณะที่ภาพจำของหลายคนต่อทวีปแอฟริกาอาจยังคงวนเวียนอยู่กับความยากจน ความขัดแย้ง และความล้าหลัง รวันดาได้ลุกขึ้นมาท้าทายภาพจำนั้นอย่างสิ้นเชิง ด้วยการประกาศเป้าหมายใหม่อย่างชัดเจน เปลี่ยนประเทศจากเขตสงคราม ให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งแอฟริกา
การวางรากฐานนี้เริ่มต้นจากการเข้าใจว่า ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ ไม่ใช่ทองคำ ไม่ใช่น้ำมัน แต่คือ ‘คน’ และ ‘ความรู้’ รัฐบาลจึงเริ่มขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจแห่งความรู้ (Knowledge-based Economy) และสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีอย่างจริงจัง หนึ่งในโครงการเรือธงที่เป็นหมุดหมายสำคัญคือ Kigali Innovation City (KIC) ซึ่งถูกออกแบบให้เป็น Silicon Valley แห่งแอฟริกา พื้นที่ที่รวมเอาสถาบันการศึกษา วิจัย พัฒนานวัตกรรม สตาร์ทอัพ และนักลงทุนเข้ามาไว้ด้วยกัน
KIC ไม่ได้เป็นแค่แหล่งรวมตึกสูง แต่เป็นแหล่งบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการหนีไปยุโรปหรืออเมริกา เพราะในประเทศตัวเองก็สามารถสร้างบริษัท เทคโนโลยี และนวัตกรรมได้ไม่ต่างจากโลกตะวันตก ที่นี่มีบริษัทด้านฟินเทค โลจิสติกส์ การเกษตรอัจฉริยะ ไปจนถึง AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็วภายใต้สภาพแวดล้อมที่รัฐสนับสนุนเต็มที่และแทรกแซงให้น้อยที่สุด ความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้มาจากการโปรโมตหรือ PR หากแต่มาจาก โครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง ความปลอดภัยสูง และนโยบายที่โปร่งใส รวันดาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการทำธุรกิจง่ายที่สุดในแอฟริกา ระบบภาษีถูกจัดให้เข้าใจง่าย การขอใบอนุญาตใช้เวลาไม่เกินไม่กี่วัน ระบบราชการถูกลดขั้นตอนจนแทบไม่มีรอยรั่วให้คอร์รัปชันเข้าแทรก ในอดีต รวันดาอาจคือประเทศที่โลกไม่อยากมอง แต่วันนี้ รวันดากลายเป็นประเทศที่นักลงทุนอยากเข้ามาให้เร็วที่สุด
ไม่มีใครในโลกนี้อยากเกิดมาเพื่อเกลียดกัน ไม่มีใครเลือกได้ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ใด หรือจะเกิดมาในยุคสงครามหรือสันติ แต่สิ่งที่มนุษย์เลือกได้คือ จะเป็นใครในวันที่โลกกำลังประสบวิกฤต และรวันดาได้แสดงให้โลกเห็นว่า แม้จะถูกฉีกกระชากจนเหลือเพียงเศษซากของอารยธรรม แต่ถ้าเรามีศรัทธาในมนุษย์ มีความกล้าที่จะเผชิญความจริง และมีความรักที่ใหญ่พอจะให้อภัยอดีต… ชาตินั้นจะไม่มีวันตาย
รวันดาไม่ใช่ประเทศที่โชคดี แต่เป็นประเทศที่ เลือกจะไม่รอความโชคดี พวกเขาไม่เลือกจะลืมอดีต แต่เลือกจะเรียนรู้มันอย่างเจ็บปวด พวกเขาไม่เลือกความสะดวก แต่เลือกความยั่งยืน และพวกเขาไม่เลือกจะแก้แค้น แต่เลือกจะเยียวยา
ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยคำพูดที่คมกว่ามีด และความเกลียดชังที่แพร่เร็วกว่าไวรัส ในยุคที่หลายประเทศยังติดอยู่กับการแบ่งขั้ว เรา-เขา และในยุคที่ผู้นำหลายคนยังเชื่อว่าการพัฒนาแปลว่าตึกสูง รถไฟเร็ว และแผนที่เศรษฐกิจ รวันดากลับลุกขึ้นมาเตือนว่า “การพัฒนาที่แท้จริง ต้องเริ่มจากหัวใจที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพราะหัวใจของชาติ ไม่ได้อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ แต่ซ่อนอยู่ในเสียงของแม่ที่ยกโลงศพลูกแล้วเลือกให้อภัย ในมือของเด็กที่เคยกำพร้าแล้วกลับมาเป็นครู ในผู้หญิงที่เคยถูกปิดปาก แล้วกลายมาเป็นผู้แทนเสียงของคนทั้งประเทศ
รวันดาอาจยังไม่สมบูรณ์ แต่อย่างน้อยพวกเขาเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด โลกวันนี้อาจยังมีสงคราม ความเกลียดชัง และความตาย แต่ตราบใดที่เรายังมีความกล้าที่จะเข้าใจ ยอมรับ และเยียวยา พรุ่งนี้ของมนุษย์ ก็ยังมีความหวังเสมอ
“We cannot turn the clock back nor can we undo the harm caused, but we have the power to determine the future and to ensure that what happened never happens again.” ― paul kagame
ในบทความถัดไป จะพาทุกท่านไปพบกับหนึ่งในกิจกรรม Must Have ที่ห้ามพลาดเมื่อเดินทางไปรวันดา ที่นับว่าสร้างสรรค์ และทำเงินเข้าประเทศได้มหาศาล … กิจกรรมที่ว่าเป็นอะไรนั้น ติดตามได้ใน EP ถัดไป
ที่มา : Kid Mai by Dr.Mai