โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

TISCO ESU แนะกลยุทธ์ลงทุนรับมือทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีสะเทือนทั่วโลก 2 เม.ย.นี้ GDP ไทยเสี่ยงโต 2.1%

Thairath Money

อัพเดต 27 มี.ค. 2568 เวลา 08.16 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. 2568 เวลา 08.14 น.
ภาพไฮไลต์

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประกาศใช้มาตรการทางภาษีตอบโต้หลายประเทศทั่วโลกในวันที่ 2 เมษายน 2568 นี้ สร้างความไม่แน่นอนและความกังวลกับเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ยุโรป จีน จนถึงประเทศไทย

ท่ามกลางความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ได้ออกมาให้มุมมองและคำแนะนำสำหรับนักลงทุน พร้อมประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ และยังต้องจับตาความเสี่ยงจากนโยบายการค้าอย่างใกล้ชิด

เปิดกลยุทธ์ลงทุน รับ “ทรัมป์” ตั้งกำแพงภาษีทั่วโลก

คมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นโลกเผชิญกับแรงขายอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยปัจจัยหลักที่กดดันตลาดมาจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนแอลงแรง ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

นอกจากนี้ ความตึงเครียดของสงครามการค้าที่ยังไม่มีข้อยุติ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด ซึ่งต้องจับตาการประกาศนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เมษายนนี้

ในภาวะตลาดผันผวนนี้ TISCO ESU แนะกลยุทธ์ "ปรับพอร์ต" เพื่อลดความเสี่ยงและแสวงหาโอกาส โดยให้น้ำหนักกับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อย หรืออาจได้ประโยชน์จากนโยบายของทรัมป์ เช่น

1.กลุ่มสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเติบโตจากส่วนต่างดอกเบี้ยและได้อานิสงส์จากการผ่อนคลายกฎระเบียบ

2.กลุ่มพลังงานในสหรัฐฯ ที่แม้ราคาจะผันผวน แต่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ ใช้กำแพงภาษี 10% ทั่วโลกจริง อาจกระทบกำไรบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ราว 4-5% แต่ TISCO ESU มองว่าความพยายามในการลดภาษีนิติบุคคลของสหรัฐฯ นั้น อาจเข้ามาช่วยชดเชยผลกระทบส่วนนี้ได้

นอกจากหุ้นสหรัฐฯ แล้ว "ตราสารหนี้โลก" (Global Fixed Income) ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ในยุโรปและญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี

ขณะที่ "น้ำมันดิบ" ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในยุโรปและจีน โดยคาดว่าราคาอาจฟื้นตัวกลับสู่กรอบ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงกลางปีด้วย

เปิดมุมมองเศรษฐกิจ สหรัฐฯ - ยุโรป

ธนภัทร ธนชาต ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีสัญญาณชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นเข้าสู่ภาวะถดถอย ตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การจ้างงาน รายได้ การใช้จ่ายและการผลิต ยังแข็งแกร่งและไม่มีสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ชัดเจน

ด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ประเมินว่า ในปี 2568 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้ง รวมที่ระดับ 0.50% โดยความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้ Fed ต้องดำเนินนโยบายการเงินด้วยความระมัดระวัง

ในส่วนมุมมองต่อเศรษฐกิจยุโรป มองว่า ยุโรปมีสัญญาณฟื้นตัวในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากเยอรมนีมีแผนขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซามานานกว่า 2 ปี และเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกในช่วงปี 2569-2570 จึงอาจช่วยหนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้ง จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจเยอรมนี และทั่วทั้งยุโรปมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอาจใช้เวลานาน ทำให้เศรษฐกิจยุโรปในปี 2568 อาจไม่ได้ขยายตัวมากนัก อีกทั้งเศรษฐกิจยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสงครามการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น จึงต้องติดตามกระบวนการใช้จ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิด

เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตได้แค่ 2.1%

ด้าน เมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า จากความเสี่ยงของสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น TISCO ESU ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2.8% จากเดิมที่คาดไว้ 3.0% ทั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมที่อาจกดดันเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า จากสองปัจจัยหลัก ได้แก่

1. มาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ (Reciprocal Tariff) ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจไทยประมาณ 0.35-0.50 ppt.

2.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นิยมเที่ยวภายในประเทศ และเลือกจุดหมายปลายทางที่ไกลขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบเศรษฐกิจไทยประมาณ 0.20 ppt.

ดังนั้น หากปัจจัยเหล่านี้ยังดำเนินต่อไป เศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจมีความเสี่ยงที่จะเติบโตได้เพียง 2.1% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าปี 2567 ที่ขยายตัวได้ 2.5%

ด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 2.00% ในการประชุมครั้งแรกของปี สวนทางกับท่าทีที่เข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวได้ที่ 2.8% คาดว่า กนง. อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.00% ตลอดทั้งปี แต่หากได้รับผลกระทบจาก 2 ปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวไปข้างต้น มีโอกาสที่ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกราว 1 – 2 ครั้ง ในปีนี้ หรือลงมาอยู่ที่ 1.50-1.75% ต่อปี โดยขึ้นอยู่กับในระยะข้างหน้าจะมี Negative Shock เข้ามาเพิ่มเติมหรือไม่ โดยต้องจับตารายละเอียดนโยบายสงครามการค้าของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เมษายนนี้

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...