“หุ้นอินเดีย” แกร่งจริง ไม่หวั่น “ภาษี Trump” ปีนี้ยืนเสมอตัว... แต่ “กองหุ้นอินเดีย” ต้านไม่ไหว ปีนี้ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -10.13% ด้าน “อเบอร์ดีน” ยังมองบวก “ศก-กำไรบจ.” โตดี !!!
สาระ Fund วันละนิด: “หุ้นอินเดีย” เป็นหนึ่งในตลาดที่เป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกในปีนี้ เพราะเป็นประเทศที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก “ภาษี Trump” น้อยที่สุดประเทศหนึ่งในโลก
แม้ว่าหลัง “Donald Trump” ขึ้นภาษีนำเข้าใหม่ “อินเดีย” 26% ในวัน“Liberation Day” ในวันที่ 2 เม.ย. 25 ที่ผ่านมา สูงกว่าที่คาดไว้ก็ตาม แต่ “หุ้นอินเดีย” ก็ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ปีนี้ดัชนี “Sensex” เสมอตัวบวกเล็กน้อย +0.06% (ณ วันที่ 17 เม.ย. 25)
แต่ก็เพียงพอทำให้ “กองทุนหุ้นอินเดีย” ปีนี้แดงยกแผง ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -10.13%
สำหรับ 5 “กองหุ้นอินเดีย” ที่มีผลงาน “แย่สุด” ปีนี้ มีกองอะไรบ้างนั้น ทีมงาน‘Wealthy Thai’ สรุปเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
5 “กองหุ้นอินเดีย” ผลงาน “ร่วงสุด” ปีนี้ผลตอบแทนเฉลี่ย -14.74%…“KT-INDIA-D” ดิ่งหนักสุด -15.47%
สำหรับ“กองหุ้นอินเดีย” ทั้งหมด 42 กอง ปีนี้ทำผลตอบแทนเฉลี่ย -10.13% (ดีสุด -0.37%, แย่สุด -15.47%) โดยมี 19 กอง คิดเป็น 45% ที่ผลตอบแทน “ชนะ” ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
สำหรับ 5 “กองหุ้นอินเดีย” ที่มีผลงาน “ร่วงสุด” ปีนี้ (ไม่นับรวมชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนหลักเดียวกัน) ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -14.74% ได้แก่
1) “KT-INDIA-D” ของบลจ.กรุงไทย -15.47%
2) “ES-INDAE” ของบลจ.อีสท์สปริง -14.70%
3) “LHINDIAE-D” ของบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์-14.68%
4) “K-INDIA-A(A)” ของบลจ.กสิกรไทย -14.54%
5) “B-INDIAMRMF” ของบลจ.บัวหลวง -14.33%
“หุ้นอินเดีย” แข็งแกร่ง ไม่หวั่น “ภาษี Trump” ปีนี้ยัง “เสมอตัว” ได้…กลับมาเทรดต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีแล้ว
ปัจจุบัน “หุ้นอินเดีย” (Sensex) อยู่ที่ระดับ 78,553.20 จุด บวกเล็กน้อย +0.06% จากต้นปี (ณ วันที่ 17 เม.ย. 25) กลับมาเทรดที่“ต่ำกว่า” ค่าเฉลี่ย 10 ปี ไปเรียบร้อยแล้ว
โดยมี Forward 12M P/E ที่ 19.89 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 20.46 เท่า ในขณะที่คาดการณ์กำไรบจ.ยังเติบโตที่ +16.35% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 11 เม.ย. 25)
ทางด้าน“บลจ.อเบอร์ดีน” มีมุมมองเชิงบวกต่อ “ตลาดหุ้นอินเดีย” ในปีนี้ แม้ราคาอาจจะดูตึงตัวไปบ้าง แต่คุณภาพของบริษัทมีศักยภาพในการสร้างผลกำไรในระยะยาวได้เป็นอย่างดี คาดว่าระดับเฉลี่ย 15% ในระยะกลาง และผลกระทบทางภาษีจากสหรัฐค่อนข้างจำกัด เพราะปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอินเดียให้เติบโตมาจากปัจจัยภายในประเทศเป็นสำคัญ ในขณะที่สัดส่วนของการส่งออกมีประมาณ 21.9% เท่านั้น ทั้งนี้การใช้จ่ายภาครัฐยังสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนเพิ่มงบการลงทุนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไรบจ.ด้วยเช่นกัน
“นอกจากนี้ ทาง ‘ธนาคารกลางอินเดีย’ ยังเริ่มต้นใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการปรับลดดอกเบี้ย ในขณะที่เป้าหมายเงินเฟ้อก็กลับเข้าสู่กรอบที่วางเอาไว้เช่นกัน ยังเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นอินเดียในภาพรวม”
“ตลาดหุ้นอินเดีย” ถือเป็นอีกตลาดที่มี Story of Growth ทั้งเศรษฐกิจและพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเอง ในช่วงที่ผ่านมามีจังหวะที่ “ตลาดย่อตัว” จนปัจจุบันราคากลับมาเทรดที่มูลค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี อีกครั้ง ก็ถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่สนใจที่จะกระจายการลงทุนไปเพื่อโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งให้กับเงินลงทุนได้เป็นอย่างดีผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต