MBK คัมแบ๊ก ทุ่มยกเครื่องครั้งใหญ่ 'ศูนย์การค้าพาราไดซ์-เอ็มบีเค-รร.ปทุมวันปริ๊นเซส'
MBK คัมแบ๊ก ทุ่มยกเครื่องครั้งใหญ่ ‘ศูนย์การค้าพาราไดซ์-เอ็มบีเค-รร.ปทุมวันปริ๊นเซส’
เมื่อวันที่ 25 มกราคม นายสุเวทย์ ธีรวชิรกุล กรรมการและรองประธานกรรมการบริหารบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ MBK เปิดเผยว่า บริษัทได้แต่งตั้งนายวิจักษณ์ ประดิษฐวณิช เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการบริษัท มีผลวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา
รวมถึงจะปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่จากปัจจุบันมี 8 กลุ่ม ได้แก่ ศูนย์การค้า โรงแรม สนามกอล์ฟ อสังหาริมทรัพย์ อาหาร การเงิน และการประมูล โดยตั้งบริษัทย่อย และให้เอ็มบีเคเป็นโฮลดิ้ง คอมพานี เพื่อความคล่องตัวและหาพาร์ตเนอร์ในการลงทุนรองรับการขยายธุรกิจในอนาคตและนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะได้ข้อสรุปสิ้นปีนี้และน่าเริ่มจากธุรกิจการเงิน ซึ่งเป็นธุรกิจกำไรสูงและช่วยบริษัทได้มากในช่วงโควิด
นายสุเวทย์กล่าวว่า ในปีนี้โควิดเริ่มคลี่คลายและภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวบริษัทจะกลับมาลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 2,000 ล้านบาท จากปีก่อนลงทุนไป 500 ล้านบาท โดยใช้ 1,000 ล้านบาทลงทุนธุรกิจศูนย์การค้าปรับโฉมพาราไดซ์ พาร์ค ครั้งใหญ่ในรอบ 13 ปี หลังได้ต่อสัญญาเช่า 20 ปีให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ลูกค้า เพิ่มประเภทร้านค้าเกี่ยวกับสุขภาพและความงามครบวงจร และร้านอาหาร ไม่เน้นแฟชั่น จะแล้วเสร็จไตรมาส 3 นี้ และอีก 2 แห่ง คือเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม9
ส่วนเอ็มบีเคเซ็นเตอร์ นายสุเวทย์อัพเดตช่วงโควิดมีปรับปรุง เช่น ชั้น 2 เพิ่มโซนกินดื่ม ร้านดองกิเปิด 24 ชั่วโมงและสุกี้ตี๋น้อยเปิดถึงตี 5 กำลังปรับชั้น 6 เป็นพื้นที่เอ็นเตอร์เทนเมนต์โชว์จากเกาหลี ชั้น 4 เดิมเป็นร้านขายมือถือปรับเป็นขายอุปกรณ์ไอที ปัจจุบันทราฟฟิคกลับมาแล้ว 90% เฉลี่ยอยู่ที่ 80,000 คนต่อวัน เป็นคนไทยมากกว่าต่างชาติแต่หลังจีนเปิดประเทศคาดว่าต่างชาติจะเพิ่มขึ้น
“ตอนมีโควิดเหนื่อย มีหลายเรื่องต้องพัฒนาและต้องเปลี่ยน ศูนย์การค้าถูกไฟต์บังคับจากโควิดให้ต้องเปลี่ยนแปลง ก่อนโควิดที่เอ็มบีเคเซ็นเตอร์มีลูกค้ามากกว่าคนไทย พอมีโควิดต่างชาติหายไป ต้องเน้นลูกค้าคนไทย ใส่ร้านอาหารเข้าไป มีติวเตอร์ ส่วนพาราไดซ์ทำเลเราสู้เขาไม่ได้ในระดับหนึ่ง ต้องเปลี่ยนสไตล์ใหม่ นายสุเวทย์กล่าว และว่า
ส่วน ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว จะปรับปรุงโรงแรมปทุมวันปริ๊นเซสเฟส 3 ในส่วนของห้องพักเอ็กซ์คลูซีฟ และโรงแรมดุสิตธานีกระบี่ บีชรีสอร์ท วงเงิน 100-200 ล้านบาท ตอนนี้อัตราเข้าพักกลับมา 90% แล้ว มีนักท่องเที่ยวอินเดียและตะวันออกกลางมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก แต่เรตค่าห้องยังไม่สูง คาดว่าปีนี้จะกลับมาเป็นปกติ ขณะเดียวกันช่วงโควิดได้ลงทุนโรงแรมขนาดเล็กที่กระบี่ ระดับ 5-6 ดาว จำนวน 50-6 ห้อง รองรับคนปีนเขา
“ช่วงโควิดธุรกิจโรงแรมต้องปรับเปลี่ยนหลายอย่าง เช่น ปรับโรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส เป็นฮอลพิเทล หรือโรงแรมที่ลันตา เป็นระดับ 6 ดาว แขกที่พักจะเป็นคนยุโรปก็ต้องปรับรับเด็ก 12 ปีจากเดิมไม่รับต่ำกว่า 18 ปี และกำลังจัดโรงแรม ดุสิตธานีกระบี่ บีชรีสอร์ท รับนักท่องเที่ยวจีน จากเดิมมีแค่อินเดีย” นายสุเวทย์กล่าว และว่า
นอกจากนี้ สร้างท่าเรือมารีน่าและมารีน่าพลาซ่า วงเงิน 200 ล้านบาท อยู่ในโปรเจ็กต์ริเวอร์เดล ดีสทริค พื้นที่ 1,500 ไร่ จ.ปทุมธานี เป็นมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ เช่น ที่พักอาศัยระดับลักชัวรี่ราคาหลังละ 100 ล้านบาท สนามกอล์ฟ จะเปิดไตรมาส 2 นี้
นายสุเวทย์กล่าวอีกว่า ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นความโชคดีเอ็มบีเคไม่ได้ขยายลงทุนมากช่วงโควิด และส่วนใหญ่ที่ดินเป็นของเรา จึงไม่มีโครงการตกค้างมาก มีมากโครงการคอนมิเนียม Quinn สุขุมวิท 101 ที่สร้างเสร็จช่วงโควิดพอดี ขณะนี้ขายได้ 1 ใน 3 แต่ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขาย เพราะสภาพคล่องเรายังมี แต่จะพยายามขายให้ได้มากที่สุดและในปีนี้เตรียมเงิน 500 ล้านบาทซื้อที่ดินเพิ่ม ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดพัฒนาโครงการใหม่ จากปัจุบันมีแลนด์แบงก์ที่ภูเก็ตกว่า 2,000 ไร่
ในส่วนธุรกิจอื่นๆ นายสุเวทย์ระบุว่า ธุรกิจลีสซิ่งจะรุกตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่ม 7 จังหวัด และขยายสู่การให้สินเชื่อบุคคลหลังได้รับแรงกดดันจากการควบคุมเพดานดอกเบี้ยของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่ 23%
ธุรกิจประมูลจากที่เน้นประมูลรถยนต์ จะขยายการประมูลอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจอาหารข้าวมาบุญครอง ยังเติบโตและได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปเป็นข้าวพรีเมียม เพื่อเลี่ยงการแข่งขันราคากับผู้ประกอบการรายในตลาดที่แข่งขันสูง
ด้าน ธุรกิจกอล์ฟ หลังเปิดประเทศก็กลับเข้าสู่ปกติตั้งแต่เดือนธันวาคมทั้งที่ปทุมธานีและภูเก็ต กลยุทธ์จะรักษาระดับคุณภาพสนามจัดแข่งขันระดับประเทศและนานาชาติ เช่น ที่สนามริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับปทุมธานีและสนามบางกอก กอล์ฟ คลับ ร่วมกับสิงห์ คอร์เปอเรชั่น จัดแข่งขันรายการระดับประเทศ
“ตั้งแต่ปี 2564 รายได้รวมบริษัทเริ่มกลับมาเป็นบวกและมีกำไร ในปี 2565 น่าจะใกล้ 10,000 ล้านบาท และปี 2566 จะกลับมาใกล้เคียงปี 2562 ที่มีรายได้อยู่ที่ 11,431 ล้านบาท ตอนนี้สัดส่วนรายได้ศูนย์การค้าอยู่ที่ 30% อาหาร (ข้าวมาบุญครอง) 30% โรงแรม 15% การเงิน 15% อสังหาฯ 10%” นายสุเวทย์กล่าว
พร้อมย้ำว่า จากประสบการณ์ทำงานที่เป็นซีอีโอเอ็มบีเคมากว่า 20 ปี จริงเราโตได้จากวิกฤต ไม่ว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือซับไพร์ม โดยวันนี้ธุรกิจที่ขยายได้มาจากโอกาสที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา เช่น ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ขยายไปสู่ธุรกิจการเงิน เข้าไปบริหารหนี้เสีย ธุรกิจสนามกอล์ฟ สร้างบ้านรอบสนามขายหลังละ 100 ล้านบาท โดยแนวทางการทำธุรกิจของเอ็มบีเคจะไม่เร่งรีบจนเกินไป จะค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ มากกว่า
ด้านนายวิจักษณ์กล่าวเสริมว่า เอ็มบีเคกรุ๊ปเป็นธุรกิจที่มั่นคง สถานะการเงินแข็งแกร่ง มีธุรกิจที่หลากหลาย หลังรับไม้ต่อแล้ว จะสานต่อพันธกิจใน 8 กลุ่มธุรกิจให้เติบโต อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าต้องระมัดระวัง ทั้งนี้ จากที่ในปีนี้การท่องเที่ยวที่ฟื้น มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 25 ล้านคน จะส่งผลดีต่อธุรกิจเอ็มบีเคต่อเนื่องมาจากปี 2565 ทั้งศูนย์การค้า โรงแรม สนามกอล์ฟ