ICHI-OSP กอดคอวิ่ง! รับอากาศร้อน ดันยอดขายเครื่องดื่มทะลัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(8เม.ย.69) ราคา“หุ้นกลุ่มเครื่องดื่ม”บวกคึกนำโดยบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ณ เวลา 10 :32 น. อยู่ที่ระดับ 13.10 บาท บวก 0.30 บาท หรือ 2.34% ราคาสูงสุด 13.20 บาท ราคาต่ำสุด 13.00 บาท หรือ 2.34% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 33.18 ล้านบาท
ส่วนบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ณ เวลา 10 :32 น. อยู่ที่ระดับ 115.20 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 0.66% ราคาสูงสุด 15.30 บาท ราคาต่ำสุด 15.10 บาท หรือ 0.66% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 54.15 ล้านบาท
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ในช่วงหน้าร้อน “หุ้นกลุ่มเครื่องดื่ม” มักถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นไปตามฤดูกาล (Seasonal) ที่ยอดขายจะเติบโตสูงตามความต้องการเครื่องดื่มดับกระหาย และในภาพรวมของตลาด เชื่อว่าราคาหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มได้สะท้อนปัจจัยลบจากประเด็นสงครามตะวันออกกลางไปพอสมควรแล้ว หากสถานการณ์ไม่แย่ลงกว่าปัจจุบัน คาดว่าความเสี่ยงอยู่ในช่วงขาลง (Downside) และจำกัด ขณะที่ราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวได้
โดยเลือกหุ้นบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ให้เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ของกลุ่มเครื่องดื่มในไตรมาส 2/2569 แนะนำ “ซื้อ” กำหนดราคาเป้าหมาย 17.70 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ จากสถิติในอดีต ICHI จะได้รับประโยชน์อย่างมากในช่วงที่อากาศร้อนจัด เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การดับกระหายได้ดี ทั้งกลุ่มชาพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink Tea) และกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่ใช่ชา (Non-tea) เช่น เย็นเย็น
ขณะที่ในปี 2569 สภาพอากาศจะร้อนขึ้น และมีฝนน้อยลง จากการเข้าสู่ภาวะเอลนีโญในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะส่งผลบวกต่อยอดขายเครื่องดื่มมากกว่าปีที่ผ่านมา และการบริหารจัดการต้นทุน ICHI มีการล็อกราคาต้นทุนวัตถุดิบไว้แล้วในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ทำให้ผลกระทบจากราคาวัตถุดิบผันผวนมีจำกัด ประกอบกับการเติบโตจากฐานที่ต่ำ ส่งผลให้คาดการณ์กำไร (Earning) จะมีการเติบโตที่ดี
นอกจากนี้ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจรองลงมา โดยแนะนำ “ซื้อ” มีราคาเป้าหมาย 20 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าปัจจุบัน OSP มีระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่ค่อนข้างต่ำ แต่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 7% ขึ้นไป ส่วนการเติบโตของ OSP ยังเห็นการเติบโตที่ดีทั้งจากการขายในประเทศ และต่างประเทศในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 รวมถึงได้รับอานิสงส์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม หากนโยบายในประเทศพม่าเอื้ออำนวยให้สามารถนำเงินออกนอกประเทศได้ OSP มีแนวโน้มที่จะกลับมาจ่ายเงินปันผลได้สูงในระดับเดิม
ส่วนบริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE อาจได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อที่ชะลอตัวในโซนตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนยอดขายประมาณ 10% ของยอดขายรวม ขณะที่บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG แนะนำเพียง "ถือ" โดยให้ราคาเป้าหมาย 51 บาทต่อหุ้น