“เอเซีย พลัส” เตือนศึกยืดเยื้อ! แนะถือเงินสด 30-50% ดักเก็บ 9 หุ้นหลบภัย
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบูในบทวิเคราะห์ (27มี.ค. 69) โดยประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านมีแนวโน้มยืดเยื้อมากกว่า 1 เดือน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เลื่อนเส้นตายในการสั่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 10 วัน เป็นวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569 ซึ่งนับเป็นการขยายเวลาครั้งที่ 2 สะท้อนว่าความขัดแย้งครั้งนี้อาจใช้เวลานานราว 4-6 สัปดาห์ และยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกในระยะถัดไป
ฝ่ายวิจัยระบุว่า แม้ตลาดยังคาดหวังต่อการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง แต่ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่า หากสงครามลากยาว ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลภายในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก และทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศจำเป็นต้องคงนโยบายการเงินตึงตัวนานขึ้น
ทั้งนี้ ในกรณีเลวร้ายที่สุด อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ G20 อาจเร่งขึ้นสู่ระดับ 4.00% จากเดิม 2.80% ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐอเมริกาอาจขยับขึ้นสู่ 4.20% จากเดิม 3.00% ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงที่ 3.75% ตลอดช่วงปี พ.ศ. 2569-2570 และส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกมีความเปราะบางมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เอเซีย พลัสมองว่า ภาพของตลาดในรอบนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับช่วงไตรมาส 2 ปี พ.ศ. 2565 หลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งในเวลานั้นตลาดหุ้นโลกปรับตัวลงลึกกว่า 16.00% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง 7.50% สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังแข็งแกร่งกว่าหลายตลาดในภาวะที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง
โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ตลาดหุ้นไทยยังได้แรงหนุนจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ กระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง และกำไรของบริษัทจดทะเบียนในช่วงครึ่งแรกปี พ.ศ. 2565 ที่เติบโตได้ดีท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเพิ่มขึ้น 26.00% จากครึ่งปีหลัง และ 8.50% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งแรงหนุนสำคัญมาจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเป็นหลัก
นอกจากนี้ หากพิจารณาผลตอบแทนตลาดหุ้นในช่วงไตรมาส 2 ปี พ.ศ. 2565 จะพบว่ากลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทนแข็งแกร่งกว่าตลาดอย่างชัดเจน อาทิ กลุ่มอาหาร กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มพลังงาน ขณะที่กลุ่มอิงการบริโภคปรับตัวลงแรง ได้แก่ กลุ่มสื่อ กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ และกลุ่มพาณิชย์
กลยุทธ์การลงทุนในระยะนี้ ฝ่ายวิจัยแนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดในสัดส่วน 30.00%-50.00% ของพอร์ต เพื่อรองรับความผันผวนและรอจังหวะเข้าสะสมหุ้นที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าตลาดในช่วงสงครามยืดเยื้อ
โดยแนะนำเก็งกำไรหุ้นมีโอกาสแกร่งกว่าตลาดในช่วงนั้น ได้แก่ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG 55.8%,บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT 32.6%, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC 25.4%, บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU 14.5%, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP 10.80%, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP 5.00%, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF 7.90%, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR 2.00% และบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL 1.10%