โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตะวันตกดินที่วอชิงตัน! ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่ปักกิ่ง

แนวหน้า

เผยแพร่ 16 เม.ย. เวลา 17.00 น.

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” กับ “อิหร่าน” ในปัจจุบันได้ยกระดับเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลกระทบวงกว้างอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพียงปัญหาระดับภูมิภาคในตะวันออกกลาง แต่คือเงื่อนไขสำคัญที่ผูกโยงกับราคาพลังงาน ระบบโลจิสติกส์ และต้นทุนการผลิตทั่วโลก

โครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่ยังคงพึ่งพาพลังงานจากพื้นที่นี้ในระดับสูง ทำให้ความไม่แน่นอนเพียงจุดเดียวส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทั้งระบบ ราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างหนักไม่ได้เป็นเพียงดัชนีในตลาดทุน แต่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริงในทุกภาคส่วนของประเทศผู้นำเข้า

รูปแบบการตอบโต้ของวอชิงตันที่ยังคงยึดติดกับการกดดันและกำลังทหารเป็นเครื่องมือหลัก ส่งผลให้ความเสี่ยงขยายตัวออกไปเกินกว่าพื้นที่ขัดแย้ง และย้อนกลับมากระทบต่อประเทศที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง

ภาวะดังกล่าวบีบบังคับให้มิตรสหายและประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ จากการพึ่งพามหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การกระจายความสัมพันธ์เพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง

ในจังหวะที่วอชิงตันเริ่มเผชิญข้อจำกัด “จีน” ขยับบทบาทขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการทูตเชิงรุกและอิทธิพลทางเศรษฐกิจ โดยวางตัวอยู่นอกวงการเผชิญหน้า และหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารเป็นเครื่องมือหลัก

แรงกดดันที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่สนามรบ แต่กำลังสะท้อนถึงข้อจำกัดของแนวทางการใช้อำนาจแบบเดิม ซึ่งนำไปสู่การประเมินใหม่ในระดับโครงสร้างของโลก

แนวทางของสหรัฐอเมริกาในการบริหารจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศ มีลักษณะสืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยใช้กำลังทหารควบคู่กับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเป็นแกนกลางในการรักษาอำนาจนำ

แนวทางดังกล่าวไม่ได้ดำเนินไปโดยตัวมันเอง แต่ผูกอยู่กับลักษณะการตัดสินใจของผู้นำในแต่ละช่วงเวลา เมื่ออำนาจรวมศูนย์อยู่ที่ฝ่ายบริหารระดับสูง การเลือกใช้กำลังหรือการกดดันจึงสะท้อนวิธีคิดของผู้นำโดยตรง ในยุคของ “โดนัลด์ ทรัมป์” บุคลิกการตัดสินใจที่รวดเร็ว แข็งกร้าว และให้ความสำคัญกับการแสดงอำนาจ ทำให้ทิศทางนโยบายมีความผันผวนสูง และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์โลกโดยรวม

ในอดีต วิธีการนี้สามารถกำหนดทิศทางโลกได้ในระดับหนึ่ง แต่ในบริบทปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ผลลัพธ์กลับต่างออกไป ความขัดแย้งเพียงจุดเดียวสร้างแรงสะเทือนไปทั้งระบบ และย้อนกลับมาสร้างต้นทุนมหาศาลให้กับกลุ่มพันธมิตรของสหรัฐฯ เอง

กรณีของ “อิหร่าน” คือภาพสะท้อนที่ชัดเจน การกดดันอย่างต่อเนื่องไม่ได้ทำให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่กลับเพิ่มความตึงเครียดต่อเส้นทางเดินเรือและเสถียรภาพทางพลังงานของโลก

ประเทศที่ต้องพึ่งพาอุปทานพลังงานจากตะวันออกกลางจึงเริ่มประเมินใหม่ว่า การยึดโยงกับแนวทางของวอชิงตันเพียงฝ่ายเดียว สร้างความมั่นคง หรือเพิ่มภาระความเสี่ยงในระยะยาว

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือการเริ่ม“รักษาระยะห่าง” และเปิดพื้นที่ให้กับความร่วมมือในรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการเจรจาและการประคับประคองเสถียรภาพมากขึ้น

แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านท่าทีของประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะรัฐในตะวันออกกลาง

กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียกำลังปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ จุดร่วมสำคัญคือการลดระดับความตึงเครียดและหลีกเลี่ยงการตกเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงในเกมของมหาอำนาจ

กรอบความร่วมมืออย่าง “GCC” คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ซึ่งประกอบด้วยซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต โอมาน และบาห์เรน ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของอุปทานน้ำมันดิบโลก

ตรรกะของประเทศในภูมิภาคตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ชัดเจน หากเส้นทางพลังงานหยุดชะงัก ความเสียหายจะกระทบทุกฝ่ายโดยไม่แยกว่าอยู่ข้างใด

การเปิดช่องทางการทูตกับ “อิหร่าน” ที่เริ่มกลับมาเคลื่อนไหว สะท้อนว่าประเทศในภูมิภาคต้องการลดแรงปะทะ และไม่ต้องการเป็นเพียงตัวแปรในสมการอำนาจที่ตนไม่ได้กำหนด

เงื่อนไขนี้เปิดพื้นที่ให้กับมหาอำนาจที่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลาง และเสนอทางออกโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงเข้าสู่สถานการณ์

บทบาทของ “ตัวกลาง” จึงมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งยังไม่ยุติ และเป็นจุดที่ทำให้สายตาของหลายประเทศเริ่มหันไปยัง “ปักกิ่ง”

บทบาทของ “สี จิ้นผิง” ปรากฏชัดผ่านแนวทางที่แตกต่างจากวอชิงตัน โดยเสนอกรอบ 4 ประการที่เน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การเคารพอธิปไตย และการยึดกติกาสากลเป็นฐาน

หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับความต้องการของหลายประเทศที่ต้องการลดแรงกดดันจากความขัดแย้ง และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าการสะสมกำลัง

ในเชิงปฏิบัติ จีนกลายเป็นจุดหมายของการหารือระดับสูง ผู้นำและตัวแทนจากหลายประเทศเดินทางเข้าพบ “สี จิ้นผิง” อย่างต่อเนื่อง ทั้ง “เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ” จากรัสเซีย “เปโดร ซานเชซ” จากสเปน รวมถึงผู้นำจากตะวันออกกลางและเอเชีย

การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนพฤติกรรมของรัฐที่เริ่มใช้ “ปักกิ่ง” เป็นพื้นที่ประสานผลประโยชน์ในช่วงที่ความขัดแย้งยังดำเนินอยู่

ในมิติพลังงาน ความร่วมมือกับรัสเซียช่วยลดความเสี่ยงจากการปิดกั้นเส้นทางขนส่ง ทำให้จีนมีความยืดหยุ่นและอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น

แนวทางนี้วางอยู่บนหลัก “ความมั่นคงผ่านความร่วมมือ” ซึ่งตรงกับความต้องการของประเทศจำนวนมากในสถานการณ์ปัจจุบัน

ความแตกต่างเชิงวิธีคิดระหว่างแนวทางของวอชิงตันกับปักกิ่ง จึงเริ่มสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมของรัฐต่าง ๆ อย่างชัดเจน

ดุลอำนาจของโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่โครงสร้างใหม่ “สหรัฐอเมริกา” ยังเป็นมหาอำนาจ แต่รูปแบบการใช้อำนาจที่ยึดกำลังทหารเป็นศูนย์กลางกำลังเสื่อมประสิทธิภาพลงอย่างต่อเนื่อง

ต้นทุนจากความขัดแย้งที่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ ทำให้หลายประเทศลดการพึ่งพาขั้วอำนาจเดียว และหันไปสร้างสมดุลใหม่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน

ในขณะเดียวกัน “จีน” ขยายอิทธิพลผ่านเศรษฐกิจ การทูต และเครือข่ายความร่วมมือ จนถูกมองเป็น “มหาอำนาจทางเลือก” ที่สามารถทำงานร่วมกับหลายประเทศได้โดยไม่ต้องเผชิญแรงปะทะโดยตรง

สิ่งที่ปรากฏชัดคือ“สภาวะอัสดงของแนวทางวอชิงตัน” ซึ่งยิ่งเด่นชัดขึ้นในยุคผู้นำแบบ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ให้ความสำคัญกับแรงกดดันมากกว่าการสร้างฉันทามติระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน โลกกำลังเคลื่อนไปสู่ “ขั้วอำนาจใหม่” ที่ไม่ได้วัดกันด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงผลประโยชน์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ

“ถนนทุกสายมุ่งสู่ปักกิ่ง” จึงสะท้อนการเปลี่ยนทิศของอิทธิพลในระดับโครงสร้าง มากกว่าจะเป็นเพียงถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมี “ปักกิ่ง” เป็นศูนย์กลางของขั้วอำนาจใหม่ที่ขยายบทบาทขึ้นมาแทนรูปแบบเดิมของ “วอชิงตัน” อย่างชัดเจน

- ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...