หนุ่มก่อสร้าง ร้องตร.ไซเบอร์ อดีตเมียลาว เอาบัญชีหลอกโอนเงินจนถูกแจ้งจับ
หนุ่มก่อสร้าง ร้องตร.ไซเบอร์ ถูกอดีตเมียลาว-ผัวใหม่ เอาบัญชีหลอกขายพระเครื่อง สุดท้ายตกเป็นผู้ต้องหาฉ้อโกงกว่า7ล้านบาท
เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2564 ที่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมด้วยนายจิระพงศ์ ภูจัตุรัส คนงานก่อสร้างจังหวัดชัยภูมิ ผู้ถูกกล่าวหาในคดีฉ้อโกง หลังจากถูกอดีตภรรยาชาวลาวนำบัญชีไปหลอกขายพระเครื่อง จนมีผู้เสียหายนับ 100 คน มูลค่าความเสียหาย 7 ล้านบาท
เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.เกษม พิพิธกุล รองผกก.( สอบสวน ) กก.สอท.5 บช.สอท. เวรประจำวันศูนย์ 5 C ให้ช่วยตรวจสอบการทำธุรกรรมว่ามาจากที่ใด รวมถึงติดตามตัวอดีตภรรยามาดำเนินคดีตามกฎหมาย และเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ว่าตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว
นายจิระพงศ์ กล่าวว่า เลิกกับอดีตภรรยามานาน 3 ปีแล้ว ก่อนเลิกกันเคยเปิดบัญชีพร้อมบัตรเอทีเอ็มให้อดีตภรรยาไว้สำหรับรับโอนเงินเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากอดีตภรรยาเป็นชาวลาวไม่สามารถเปิดบัญชีได้ หลังเลิกรากันอดีตภรรยาก็ไปมีสามีใหม่ และตนเองก็ไม่ได้ปิดบัญชีดังกล่าว
จนต่อมาเมื่อช่วงต้นปีมีผู้เสียหายโทรศัพท์มาสอบถามว่าเป็นเจ้าของบัญชีใช่หรือไม่ ตอนนั้นตนเองก็ยังงง ไม่เข้าใจสถานการณ์ เคยคิดจะไปปิดบัญชีและอายัดบัญชีไว้ แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าหลักฐานทุกอย่างจะหายหมด จึงไม่ได้ไปปิดบัญชี
ซึ่งยอดเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีมีหลายรายการ บางรายการมูลค่าสูงกว่า 5 แสนบาท รวมยอดเงินโอนกว่า 7 ล้านบาท และบัญชีเพิ่งถูกอายัดไปเมื่อประมาณเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จนสุดท้ายตนเองก็มาถูก สน.พญาไท ออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อหา“ฉ้อโกง”
ต่อมารู้ว่าอดีตภรรยาและสามีใหม่ได้เปิดเพจเฟซบุ๊กหลอกให้เช่าพระเครื่อง โดยใช้บัญชีตนเองรับโอนเงินจากผู้เสียหาย ซึ่งตนเองก็ไม่สามารถติดต่ออดีตภรรยาได้ เพราะถูกบล็อกทุกช่องทาง ไม่รู้จะทำอย่างไรและไม่อยากติดคุก
ในส่วนคดีของตนเองก็ไม่รู้ว่าถูกออกหมายจับหรือยัง เพราะไม่ได้ไปพบพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ตามหมายเรียกครั้งที่ 2 เนื่องจากไม่มีเงินเดินทาง ตอนนี้กังวลเรื่องไม่มีเงินประกันตัว แต่ยืนยันว่าไม่มีเจตนาหลบหนี
ด้านทนายรณณรงค์ กล่าวว่า ต้องการให้ตำรวจไซเบอร์ช่วยตรวจสอบไอพีแอดเดรสที่ทำธุรกรรมผ่านทางแอพลิเคชั่นของธนาคาร ในการโอนเงินของผู้เสียหายที่เข้ามาในบัญชีนายจิระพงศ์ออกไปยังบัญชีต่างๆ ว่ามาจากอุปกรณ์ใด อยู่ในพื้นที่ใดและใครเป็นผู้ใช้ เพื่อสืบสวนติดตามตัวผู้กระทำความผิดตัวจริงมาดำเนินคดี
และจะเป็นหลักฐานว่านายจิระพงศ์เป็นเพียงเจ้าของบัญชี ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงเงินผู้เสียหาย
ด้านพ.ต.ท.เกษม เปิดเผยว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจรับเรื่องไว้ตรวจสอบพร้อมส่งเรื่องให้กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของพื้นที่รับเรื่องไปดำเนินการต่อ เนื่องจากทางผู้ร้องทุกข์นำสมุดบัญชี พร้อมบัตรเอทีเอ็มไปให้ภรรยาเก่าที่ จ.ชลบุรี