ร้อง ‘นายกฯ’ เบรค ‘ธรรมนัส’ อ้างลักไก่เดินหน้า ม.69 ทำวิจัยอนุญาตจับปลากะตักกลางคืน ขาดการมีส่วนร่วม
ประมงพื้นบ้าน ชี้ เลือกผิดฝั่ง ฟังผิดคน ทะเลไทยอาจไม่เหลือปลาให้จับ!! วอน เปิดทางรัฐบาลใหม่ ทบทวน พิจารณาอย่างรอบด้าน ขณะที่ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. เตรียมเชิญ กรมประมง นักวิชาการ ตัวแทนประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ พูดคุยหาทางออกสัปดาห์หน้า
วันนี้ (2 มี.ค. 69) สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้ชะลอการประชุมพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ตามมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 (ฉบับปี 2568) ซึ่งเพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 โดยสาระสำคัญของมาตรา 69 กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ มีอำนาจกำหนด “หลักเกณฑ์ วิธีการศึกษาวิจัยการใช้เครื่องมืออวนล้อมจับที่มีช่องตาอวนเล็กกว่า2.5 เซนติเมตร ทำการประมงในเวลากลางคืน” เพื่อมิให้การอนุญาตใช้เครื่องมือดังกล่าวส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ
สมาคมสมาพันธ์ฯ ซึ่งเป็นเครือข่ายของชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กทั่วประเทศ เห็นว่า การใช้อวนล้อมตาถี่ในเวลากลางคืนอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำและวิถีชีวิตของประมงพื้นบ้าน โดยที่ผ่านมาได้ติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และได้รับทราบว่า ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ได้นัดประชุมคณะกรรมการฯ ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติหลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน
“สมาคมสมาพันธ์ฯ เห็นว่าการเร่งรัดกำหนดหลักเกณฑ์ในช่วงเวลาดังกล่าวอาจขาดความรอบคอบ และควรมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้านก่อน อีกทั้งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง จึงควรเปิดโอกาสให้คณะรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะจัดตั้ง เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาอย่างรอบด้าน”
ทั้งนี้ สมาคมสมาพันธ์ฯ ขอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ตามที่กฎหมายกำหนด ชะลอการประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวออกไปก่อน เพื่อความรัดกุม โปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชุมชนประมงพื้นบ้านในระยะยาว
อ้าง ‘ธรรมนัส’ ลักไก่เดินหน้า ม.69 ขาดการมีส่วนร่วม
จากนั้นตัวแทนสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ร่วมกับภาคีเครือข่าย กลุ่มผู้ใช้ทรัพยากรทะเลไทย (นักดำน้ำ นักตกปลา ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ช่างภาพใต้น้ำ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล เชฟ นักพายเรือ นักว่ายน้ำ) ไปยังรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือต่อ นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา
ปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เริ่มต้นโดยการนำอวนขนาดเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร มาโชว์ให้เห็นว่าอวนตาถี่เล็กขนาดนี้ไม่มีอะไรสามารถเล็ดลอดไปได้ มีเพียงน้ำเท่านั้น ที่ผ่านมาตนและน่ยวิโชคศักดิ์ในฐานะกรรมาธิการเสียงส่วนน้อย ได้บอกและย้ำกับสภาผู้แทนราษฎรมาโดยตลอด ว่าไม่ควรปล่อยผ่านมาตรา 69 อนุญาติให้ใช้อวนตาถี่ต่ำกว่า 2.5 เซนติเมตร ในเวลากลางคืน นอกเขตทะเลชายฝั่ง 12 ไมล์ทะเล เพราะจะมีเรือแค่ 175 ลำได้ประโยชน์ แต่ชาวประมงส่วนใหญ่กว่า 60,000 ลำไม่ได้ประโยชน์อะไร ถ้าหากดีจริงกฎหมายตั้งแต่ 2490 ต้องอนุญาตให้ใช้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล แต่สภาฯก็ผ่านเรื่องนี้ และในชั้นสมาชิกวุฒิสภาคว่ำมาตรานี้ไป
กระทั่งตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภา มีการตั้งกรอบว่า ถ้าจะเดินหน้ามาตรา 69 ต้องมีงานวิจัยที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งผู้สังเกตการณ์ร่วมด้วย แต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติได้เรียกประชุม และมีกฎหมายลูกทั้งหมด 6 ที่จะผ่านคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ซึ่งเดิมไม่มีมาตรา 69 ซึ่งในวาระวันนั้น แต่สุดท้ายกลับมีในวาระ
“พูดตรงไปตรงมานี่คือ เตรียมการกันตั้งแต่ต้น กรมประมงบอกว่าเตรียมมาแล้ว มีหลักเกณฑ์วิธีการเรียบร้อยหมดแล้ว ทั้งที่กรรมาธิการร่วมยืนยันชัดเจนว่า กรอบหลักเกณฑ์วิธีการงานวิจัย ต้องมีผู้มีส่วนได้เสียครบองค์ประกอบ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนถูกเชิญให้เข้าร่วม เรื่องกรอบวิธีการงานวิจัย ปรากฎว่า ตนเสนอไป 4-5 ประเด็น ไม่ได้รับการยอมรับแม้แต่ประเด็นเดียว”
ปิยะ เทศแย้ม
ปิยะ ยังอ้างถึง กรมประมง ที่บอกว่า จะทำวิจัย 1 ปี ใน1 ปี ทำ 6 ครั้ง ต่อมาคือทำทั้งฝั่งอ่าวไทยตะวันออกและตะวันตก ครอบคลุม 5 จังหวัด คือ จันทบุรี ระยอง ตราด ฝั่งตะวันตก ประกอบด้วย ประจวบฯ ชุมพร
โดยเสนอให้ผู้สังเกตการณ์ ที่มีผู้สื่อข่าว มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีผู้บริโภคและตัวแทนเรือทั้งสามขนาดขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ แต่ตนกลับโดนดูถูกเหยียดหยามในวงประชุม ว่าใช้ความรู้สึกไม่เชื่องานวิจัยไปดูถูกลูกศิษย์ของเขาและมีบางท่านพูดว่าต่อไปนี้ประเทศไทยต้องกินปลาเล็ก คิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันไม่ชอบมาพากลและที่รีบเร่ง
“มากไปกว่านั้นก็คือวันที่ 4 มีนาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ โดยให้ผ่านกรอบงานวิจัยที่ว่ามา วันนี้จึงมายื่นหนังสือถึงนายนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการประมงแห่งชาติโดยตำแหน่ง หรือจะมีการมอบหมายให้รองนายกท่านใดก็ตาม แต่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ เราตั้งข้อสังเกตว่าวันนี้เป็นรัฐบาลรักษาการอยู่ และเราก็มีการเลือกตั้งมาแล้วกำลังจะมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงควรให้ทุกคนมีสิทธิ์ในการกำหนดนโยบายมาตรา 69 เพราะครอบคลุมถึงความมั่นคงทางอาหาร เพราะฉะนั้นวันนี้มีโอกาสยื่นหนังสือถึง กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ว่า วันนี้หลักเกณฑ์ หลักการวิธีปฏิบัติในงานวิจัยต้องครอบคลุมทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นผู้สังเกตการณ์ ระยะเวลา พื้นที่แสงไฟ การทำวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์ สามารถที่จะตอบโจทย์ได้ทุกประเด็น”
ปิยะ เทศแย้ม
ปิยะ ยังมองว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่ปลายปี 67 จนถึงปัจจุบัน ไม่มีความชอบมาพากลทั้งหมด โดยเฉพาะเชิญตนเข้าร่วมประชุม ในฐานะนายกสมาคมประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นตรายางให้ครบองค์ประชุมเท่านั้น ดังนั้นจึงขอฝากมาตรา 69 เพื่อให้ได้ดูอีกครั้งว่าถ้าอ้วนตาถี่ขนาดนี้จะไม่มีสัตว์น้ำชนิดไหนผ่านได้นอกจากน้ำเท่านั้น โดยประมาณการไว้ว่า 3 ปีทะเลจะร้าง
“ในนามสมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ได้จับตาเรื่องนี้มาโดยตลอด คิดว่าส่วนหนึ่ง ร้อยเอกธรรมนัส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านเป็นประธานหัวโต๊ะ คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ เพราะฉะนั้นก็เป็นคนที่ทำงานถึงลูกถึงคน แต่ประเด็นนี้ก็ต้องขอท้วงติงท่าน เลือกผิดฝั่ง ฟังผิดคน ทะเลไทยจะเสียหาย และตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์แบบนี้ทำไมถึงได้เร่งรีบเร่งรัด เพราะเราได้มีการพูดคุยกันในที่ประชุมว่ากฎหมายลูกทั้งหมด 6 ฉบับ มันจะต้องนำเข้าสู่คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี ไม่ต้องเร่งรัดขนาดนั้น”
ปิยะ เทศแย้ม
ทั้งนี้ยังมองว่า หากการประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ในวันที่ 4 มีนาคมนี้ ผ่านกฎหมายลูกซึ่งมีเรื่องของหลักเกณฑ์วิธีการวิจัยในมาตรา 69 ด้วย จะถือว่าไม่ฟังเสียงประชาชน โดยเฉพาะประมงขนาดเล็กและผู้บริโภค ไม่สนใจเรื่องประมงยั่งยืน ไม่สนใจเรื่องความมั่นคงทางอาหาร คิดว่าตนเองและชาวประมง คงจะต้องเดินรณรงค์ทั่วประเทศ สู้จนถึงที่สุดและจะเปิดโปงวิธีการทำงานที่ไม่ชอบมาพานี้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะร่วมจับตาและส่งเสียง เพราะทะเลเป็นของทุกคน
ขณะที่ สิริพรรณี สุปรัชญา กลุ่มผู้ใช้ทรัพยากรทะเลไทย (นักดำน้ำ นักตกปลา ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ช่างภาพใต้น้ำ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล เชฟ นักพายเรือ นักว่ายน้ำ) ย้ำว่า จริง ๆ แล้วพวกเราอยู่ใกล้ชิดทะเลมาก ๆ ทะเลเป็นของทุกคน จากการแก้ไขมาตรา 69 ที่อนุญาตให้ใช้อวนตาถี่จับปลากระตักในเวลากลางคืน นอกเขต 12 ไมล์ทะเล มีผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะทุกคนเคยเรียนกันมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้วว่าวิธีอนุรักษ์ทะเลไทย คือ ไม่ให้จับปลาเกินขนาด ไม่ให้ใช้อวนตาถี่ หลักเกณฑ์ในการผ่านหรือแก้ไขมาตรา 69 ก็ชัดเจนว่าจะต้องมีงานวิจัยประกอบเพื่ออนุมัติถึงจะทำได้ ถ้าหากพิสูจน์แล้วว่า ไม่มีผลกระทบ ซึ่งจริงๆมันจะเป็นไปได้ยังไง เพราะเราก็รู้แล้วว่ามีผลกระทบ
“เพราะฉะนั้น หลักเกณฑ์วิจัยอันนี้ ก็ต้องทำให้แฟร์ หรือ เป็นธรรมที่สุด ทุกคนต้องมีส่วนร่วม อีกข้อหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ว่า จริงๆแล้ว ประเทศไทยเรามีอีกประกาศออกมานานมากแล้ว คือห้ามจับสัตว์น้ำวัยอ่อนขึ้นเรือประมง ขนาดเล็กกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด แต่ประกาศตัวนี้กลับยังไม่มีออกมา เป็นเวลานานกว่า 10 ปีแล้ว ที่เขียนไว้ในมาตรา 57 พ.ร.ก.การประมง ตั้งแต่ปี 2558 ก็เลยไม่มีใครสามารถกำหนดได้สักทีว่าสัตว์น้ำวัยอ่อนขนาดที่ควรห้ามจับต้องมีขนาดเท่าไหร่ ในขณะที่ประเทศไทย กลับส่งปลาป่นที่เป็นสัตว์น้ำวับอ่อนออกนอกประเทศจำนวนมาก เป็นแสนล้านตันในแต่ละปี จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมต้องร่วมจับตา ร่วมส่งเสียง”
สิริพรรณี สุปรัชญา
กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. รับลูก เตรียมเชิญทุกฝ่ายคุยหาทางออกสัปดาห์หน้า
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ระบุภายหลังรับหนังสือร้องเรียน ว่า การแก้ไข พ.ร.ก.การประมงปี 2558 มาตรา 69 ที่มีข้อถกเถียงกันอย่างมากตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้งในสภาล่างและสภาบน หลังจากมาตรา 69 ถูกตีตกไปในชั้นของ สว. มีการตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อหาทางออกร่วมกัน มีข้อสรุปให้ทำการวิจัยร่วม ศึกษาร่วมกันก่อน ที่จะมีการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งกรรมธิการร่วมก็มีการระบุไว้ชัดเจนว่า การทำวิจัย ต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ นักวิชาการทั้ง 2 ฝั่ง รวมถึงชาวบ้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรจะต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดกรอบการทำวิจัยนี้ไว้ด้วย
แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มีการทำกรอบการวิจัยขึ้นมาจากทางของกรมประมง ค่อนข้างเป็นไปในทางเร่งรัดให้มีการอนุมัติทำกรอบวิจัยตัวนี้ ที่กังวลว่าขาดการมีส่วนร่วมของพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบ ถ้าเกิดว่าสุดท้ายการวิจัยตัวนี้ ส่งผลให้เกิดการแก้ไขกฎหมายหรือการอนุมัติให้มีการใช้ไฟส่องจับสัตว์น้ำในเวลากลางคืนในอนาคตได้
“จริง ๆ แล้วตรงนี้เป็นความชัดเจนตั้งแต่การประชุมร่วมกรรมาธิการแล้วว่า เรื่องการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายสาธารณะ เพราะเป็นสิ่งที่กระทบกับคนจำนวนมากจากนโยบายนี้ กรรมาธิการขอรับเรื่องนี้ไว้ จะขอเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมประมง นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการทำกรอบวิจัยเหล่านี้ นักวิชาการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งสองฝั่ง เข้ามาพูดคุยเพื่อหาทางออกเรื่องนี้ร่วมกันสัปดาห์หน้า”
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร
เช่นเดียวกับรศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะอดีตกรรมาธิการร่วมพิจารณาร่าง พ.ร.ก.การประมง ย้ำว่า การแก้ไขมาตรา 69 ที่ให้ทำประมงเวลากลางคืน ด้วยอวนตาถี่ ต่ำกว่า 2.5 เซนติเมตร ถูกคว่ำในวุฒิสภา และเมื่อตั้ง กมธ.ร่วม ก็คุยชัดเจนว่า การให้ประนีประนอมให้ทำประมงดังกล่าวนี้ได้ ต้องมีงานวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน จึงได้มีการเพิ่มวรรคท้าย ของมาตรา 69 ให้มีการทำวิจัยร่วมกัน กำหนดกรอบวิจัยร่วมกัน มีทีมวิจัยนักวิจัยหลากหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งฝ่ายผู้ได้รับผลกระทบ เช่น ประมงพื้นบ้านฝ่าย ประมงพานิช รวมถึงส่วนของกรมประมงด้วย เมื่อทำวิจัยเสร็จแล้วก็จะต้องเอามาแปลให้สาธารณะชนได้ร่วมตรวจสอบ
“เนื่องจากว่าทรัพยากรทางทะเลเป็นทรัพยากรของทุกคน กระบวนการนี้ จึงเป็นกระบวนการที่สำคัญ ดังนั้นหนังสือร้องเรียนของพี่น้อง คิดว่าเป็นการละเมิดต่อมาตรา 69 วรรคท้าย ซึ่งในส่วน กมธ. เราคงจะต้องติดตามตรวจสอบกระบวนการดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา 69 วรรคท้ายหรือไม่”
รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง