โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เบญจ เบญจรงคกุล” นำทัพ UIH รุกบทใหม่ดิจิทัลอินฟราฯ ช่วยองค์กรไทยทรานส์ฟอร์ม ต้นทุนถูกลง

Thairath Money

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ในวันที่คำว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ แต่กลายเป็นแรงกดดันที่บีบให้องค์กรต้องปรับตัวเร็วขึ้น ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงไม่อาจยืนอยู่ที่จุดเดิมได้อีกต่อไป

บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด หรือ UIH ธุรกิจดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์และโซลูชันสำหรับธุรกิจในเครือเบญจจินดา ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลเทคโนโลยีของประเทศไทยมากว่า 60 ปี ประกาศก้าวสำคัญในงาน“UIH Day 2026” เปิดตัว “HELIX Platform” แพลตฟอร์ม Managed Services ยุคใหม่ ที่ผสานทุกโซลูชันสำคัญเข้าไว้ในระบบเดียว พร้อมยกระดับบทบาทองค์กรจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม สู่การเป็น Platform-Driven Managed Services Provider อย่างเต็มรูปแบบ

จาก 4 ธุรกิจ Digital Infrastructure สู่แพลตฟอร์มเดียว

เบญจ เบญจรงคกุล Co-CEO บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) เปิดเผยว่า เบื้องหลังการเปิดตัว HELIX Platform ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อรีแบรนด์ แต่คือผลลัพธ์ของการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีการควบรวม 4 บริษัทในกลุ่มเข้าด้วยกันภายใต้แบรนด์เดียว (Single Brand) คือ UIH ซึ่งประกอบไปด้วย

  • Network (เครือข่าย) บริการดั้งเดิมที่เป็นธุรกิจหลัก (Core Business) เน้นการเชื่อมต่อข้อมูลที่รวดเร็วและเสถียรแบบ Point-to-Point
  • Cloud (คลาวด์) บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูล เดิมให้บริการภายใต้แบรนด์ Cloud HM
  • Cyber Security (ความปลอดภัยทางไซเบอร์) บริการระบบรักษาความปลอดภัย เดิมให้บริการภายใต้แบรนด์ Cyber Elite
  • Application (แอปพลิเคชัน) บริการด้านซอฟต์แวร์และการใช้งานของยูสเซอร์ เดิมให้บริการภายใต้แบรนด์ Brainergy

เบญจ ระบุว่า การรวบทั้ง 4 ยูนิต หรือ 4 เลเยอร์ของบริการดิจิทัลนี้เข้าด้วยกัน มีเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อนและให้บริการร่วมกันแบบทีมเดียว (Single Team) ซึ่งจะช่วยให้ง่ายขึ้นทั้งสำหรับตัวบริษัทเองและลูกค้า ถือเป็นการทรานส์ฟอร์มโมเดลธุรกิจ จากการเป็นผู้ให้บริการ (Service Provider) แบบดั้งเดิมที่ต้องใช้คนจำนวนมากมาเป็นการนำระบบทั้งหมดรวมไว้บน "แพลตฟอร์ม" เดียวกัน ทำให้สามารถกระจายโซลูชันและบริการมาตรฐานระดับโลกจากพาร์ทเนอร์ให้กับกลุ่มลูกค้าทุกระดับ รวมถึง SMEs ที่มีงบประมาณจำกัดได้ในต้นทุนที่ถูกลงและไม่ต้องลงทุนทีมขนาดใหญ่เพิ่ม

แก้ปัญหาหลักด้านดิจิทัลให้องค์กร ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

“ความท้าทายของธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คือ การบริการที่ ‘คนไม่เห็น’ โซลูชันทุกอย่างอยู่หลังบ้าน"

เบญจ อธิบายว่า ปัจจุบันหลายองค์กรยังคงเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านระบบเดิมสู่ระบบใหม่ จากความซับซ้อนของเทคโนโลยี (Technology Layer) หรือแม้แต่ผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบไอทีทั่วไปที่การให้บริการเทคโนโลยีต่างๆ แบบแยกส่วน การประสานงานหลายทีมและมาตรฐานที่กระจัดกระจายได้กลายเป็นปัญหาใหญ่

“HELIX Platform” จึงถูกพัฒนาขึ้นบนแนวคิด Intent-Based Infrastructure ที่จะใช้ Data และ AI เป็นศูนย์กลางเพื่อบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานแบบ End-to-End อยู่บนแพลตฟอร์มเดียว ลดการประสานงานหลายผู้ให้บริการ เพิ่มระบบที่เป็นอัตโนมัติในระดับสากล สร้างเสถียรภาพให้กับระบบปฏิบัติการ พร้อมปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับโฟกัสของธุรกิจได้แบบเรียลไทม์ โดย UIH จะเป็น Digital Infrastructure Partner ที่ช่วยเชื่อมต่อและจัดการระบบทุกอย่างให้ลูกค้าพร้อมใช้งาน ประกอบด้วย 5 บริการสำคัญ ได้แก่

  • Enterprise Connectivity เครือข่ายอัจฉริยะ ความเร็วสูง ปลอดภัย เสถียร พร้อมใช้งานทุกเวลา
  • Multi-Cloud Expertise ออกแบบระบบคลาวด์ที่ยืดหยุ่นและขยายได้ไม่จำกัด
  • Next-Generation Cybersecurity บริการดูแลความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นสูง ด้วย Zero Trust, Quantum Security และ AI Cybersecurity
  • Data & AI Transformation เปลี่ยนข้อมูลเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์
  • Managed Services ดูแลระบบ IT ครบวงจร 24/7

Digital Demand องค์กรไทยเติบโตแบบ Exponential

สำหรับมุมมองเรื่องการปรับตัวทางดิจิทัลและดีมานด์ในการปรับเปลี่ยนระบบของผู้ใช้งาน เบญจ มองว่า ช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด (Exponential) โดยมีปัจจัยและเงื่อนไขที่สำคัญ ได้แก่

  • AI ทำให้คนทั่วไปและองค์กรตื่นตัวและเข้าใจถึงศักยภาพของเทคโนโลยีมากขึ้น ส่งผลให้องค์กรต้องหันกลับมาประเมินตนเอง ซึ่งหลายแห่งพบว่าข้อมูล (Data) และระบบเดิมที่มีอยู่ไม่พร้อมรองรับการสเกล นำไปสู่การรื้อระบบและเกิดความต้องการด้านไอทีที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
  • ต้องการทรานส์ฟอร์มอย่างรวดเร็วภายใต้ข้อจำกัดด้านต้นทุน แม้ความต้องการจะสูงขึ้น แต่ในสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน องค์กรไม่สามารถทุ่มงบประมาณไอทีเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเพื่อซื้อเซิร์ฟเวอร์หลักล้าน หรือจ้างทีมรักษาความปลอดภัยของตัวเองได้ องค์กรจึงต้องการโซลูชันที่ช่วย Optimize Cost และสามารถควบคุมการดำเนินงาน (Operation Cost) ได้
  • ความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นสิ่งจำเป็นที่เข้าถึงยาก ภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นปัญหาใหญ่ที่ความเสี่ยงนั้นเท่าเทียมกันทั้งบริษัทเล็กและบริษัทใหญ่ แต่ด้วยต้นทุนของอุปกรณ์และระบบรักษาความปลอดภัยที่มีราคาแพง ทำให้องค์กรขนาดเล็กเช่น SMEs ไม่สามารถเข้าถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีได้

จุดนี้ UIH จึงเข้ามาช่วยตอบโจทย์ ตั้งแต่การทำ Security by Design แก้ปัญหาเรื่องต้นทุนความปลอดภัยที่สูงลิ่วด้วยการนำระบบ Security พื้นฐานมาครอบบนโครงสร้างพื้นฐานของบริการทั้งหมด ทำให้ต้นทุนถูกลง และรับประกันว่าลูกค้าทุกระดับรวมถึง SMEs จะได้รับการป้องกันความปลอดภัยในระดับพื้นฐาน

ความได้เปรียบด้านสเกลการให้บริการที่ครอบคลุม (Economy of Scale) ของ UIH แทนที่องค์กรจะต้องใช้เงินหลักล้านซื้อเซิร์ฟเวอร์ วางระบบอินเทอร์เน็ต และจ้างทีมที่ดูแลด้านความปลอดภัยของระบบเองทั้งหมด UIH นำระบบเหล่านี้มาไว้ตรงกลาง ทำให้ลูกค้าเข้าถึงง่ายขึ้นและสามารถจ่ายเป็นแบบรายเดือน (Subscription) ได้เลย ซึ่งช่วยลดต้นทุนและทำให้การเริ่มต้นใช้ AI คุ้มทุนง่ายขึ้น

"ถ้าเปรียบเทียบว่ากำลังสร้างเมืองอัจฉริยะ บริการเครือข่ายของ UIH คือ การสร้างรถไฟฟ้าที่วิ่งตรงไปยังจุดหมาย (Point-to-Point) ไม่ต้องไปแย่งพื้นที่ถนนกับใคร เราวางตัวคนสร้างเมืองดิจิทัลที่ดูแลระบบพื้นฐานให้ทั้งหมดให้เบ็ดเสร็จเพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลกับความซับซ้อนหลังบ้าน และสามารถนำเวลาไปโฟกัสกับการพัฒนาจุดแข็งทางธุรกิจของตนเองได้อย่างเต็มที่”

รักษาฐานผู้ใช้งานเครือข่ายกว่า 60 ปี ต่อยอดสู่อนาคต

ฐานลูกค้าหลักของ UIH ที่ปัจจุบันครอบคลุมทั้งกลุ่มธุรกิจ B2B (Business-to-Business) และ B2G (Business-to-Government) โดย B2B มีตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ (Large Enterprise) และบริษัทข้ามชาติ เพราะพื้นฐานธุรกิจของกลุ่มมาจาก Connectivity Service ดังนั้นองค์กรที่มีหลายสาขา มักจะเป็นผู้ใช้งานบริการกับทาง UIH อยู่แล้ว

โดยสัดส่วนลูกค้าเป็นลูกค้าในไทย 85% และต่างประเทศ 15% โดยตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นจากเทรนด์การตั้ง Data Center ในไทย และบริการเชื่อมต่อข้อมูลข้ามประเทศ (Border to border) เชื่อมต่อข้อมูลรับจากประเทศเพื่อนบ้านผ่านไทยไปยังประเทศที่สาม เช่น สิงคโปร์ ซึ่ง UIH เป็นผู้ให้บริการที่ช่วยเชื่อมต่อระบบแบบ Point-to-Point

ด้านโครงสร้างรายได้แบ่งเป็น กลุ่ม Network สัดส่วนรายได้หลักอยู่ที่ 70% ซึ่งตลาดกลุ่มนี้ค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว การเติบโตจึงเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize) การใช้งานของลูกค้า รวมถึงกลุ่มผู้ให้บริการ OTT สตรีมมิ่งอย่าง Disney, Netflix ที่ต้องใช้แบนด์วิดท์ส่งข้อมูลไปถึงมือถือหรือทีวีที่บ้านด้วย และอีกกลุ่ม คือ Non-network (Cloud, Security, Application) เป็นกลุ่มที่ตลาดกำลังเติบโตสูง (Security โต 20-30%, Cloud โต 40-50%) โดย UIH ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ในกลุ่ม Non-network นี้ให้ขึ้นมาอยู่ที่ 40% เพื่อรักษาอัตราการเติบโตควบคู่ไปกับการลดต้นทุนการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ คือ ภาพรวมของการทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ของ UIH จากผู้ให้บริการแบบดั้งเดิม สู่การเป็น Platform-Driven Managed Services Provider ที่ออกแบบเส้นทางการเปลี่ยนภาพทางดิจิทัลให้ลูกค้าได้ทั้งภาพใหญ่และภาพลึกในจุดเดียว ทำให้ Digital Infrastructure ไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่เป็นแพลตฟอร์มสร้างความได้เปรียบ ช่วยให้องค์กรไทยเดินเข้าสู่ยุคดิจิทัล ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “เบญจ เบญจรงคกุล” นำทัพ UIH รุกบทใหม่ดิจิทัลอินฟราฯ ช่วยองค์กรไทยทรานส์ฟอร์ม ต้นทุนถูกลง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...