โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

มะพร้าวน้ำหอมราชบุรีทรุด ลูกละ 2 บาท ชาวสวนโอดรายได้หาย 70%จี้รัฐแก้โครงสร้างราคาบิดเบี้ยว

เดลินิวส์

อัพเดต 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 22.55 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ราคามะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนร่วงยาวเกือบปี เหลือลูกละ 2 บาท ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ชาวสวนราชบุรีแบกรับภาระขาดทุน รายได้หดตัวหนัก สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง อำนาจต่อรองตกอยู่ในมือพ่อค้าคนกลางและทุนต่างชาติ วงจรล้นตลาดซ้ำซากยังไร้ทางออกชัดเจน

สถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ทรุดตัวต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 จนถึงกุมภาพันธ์ 2569 โดยบางช่วงราคาหน้าสวนลดต่ำสุดเหลือลูกละเพียง 2 บาท ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก

นายประยูร วิสุทธไพศาล อายุ 66 ปี เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม หมู่ 8 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก เปิดเผยว่า ตนมีพื้นที่ปลูกประมาณ 600 ไร่ รวม 20 แปลง ราคาผลผลิตเริ่มลดลงตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเดือนมกราคมซึ่งเป็นช่วงผลผลิตออกมากที่สุด แต่ยอดขายกลับไม่ขยับ เนื่องจากสภาพอากาศหนาวทำให้การบริโภคลดลง และผลผลิตออกพร้อมกันหลายพื้นที่จนเกิดภาวะล้นตลาดระยะสั้น

“ราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ควรไม่ต่ำกว่าลูกละ 10 บาท อย่างน้อยที่สุดต้อง 5 บาท เพราะต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 4-5 บาทต่อผล ถ้าต่ำกว่านี้คือขาดทุนทันที โดยเฉพาะสวนขนาดเล็ก” นายประยูรกล่าว

แม้มะพร้าวน้ำหอมไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ แต่ราคาหน้าสวนกลับถูกกดต่ำ สะท้อนความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทาน เกษตรกรจำนวนมากยังต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางหรือ “ล้ง” เป็นช่องทางหลักในการระบายผลผลิต เมื่อเกิดภาวะผลผลิตออกพร้อมกัน ผู้ซื้อสามารถใช้จังหวะดังกล่าวกดราคารับซื้อได้ง่าย ขณะที่ข้อมูลราคาส่งออกและราคาปลายทางไม่มีความโปร่งใสเพียงพอ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถประเมินราคาที่แท้จริงได้

ในฐานะประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผักผลไม้ปลอดภัยสารพิษเพื่อส่งออก หมู่ 8 ตำบลท่านัด นายประยูรระบุว่า กลุ่มมีสมาชิกกว่า 60 ราย รวมพื้นที่ปลูกกว่า 1,000 ไร่ ช่วงราคาตกต่ำเหลือลูกละ 2 บาท กลุ่มพยายามรับซื้อจากสมาชิกในราคาสูงกว่าตลาด 1-2 บาท เพื่อช่วยพยุงรายได้ ล่าสุดปรับราคารับซื้อเป็นลูกละ 5 บาท ขณะที่บางช่วงล้งรับซื้อเพียง 4 บาท

อย่างไรก็ตาม แม้ควบคุมต้นทุนด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น มูลไก่มาตรฐาน เกลือ และกากน้ำปลา เพื่อลดค่าใช้จ่ายเหลือ 300-400 บาทต่อกระสอบ เทียบกับปุ๋ยเคมีที่มีราคากว่า 1,000 บาท แต่ภาพรวมรายได้ปีนี้ลดลงประมาณ 70% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องครัวเรือน เกษตรกรบางรายต้องชะลอการลงทุนและเลื่อนชำระหนี้

นายประยูร ยอมรับว่า ในช่วงแรกที่ทุนต่างชาติเข้ามารับซื้อ ราคามะพร้าวอ่อนปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูก แต่เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้นและผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น อำนาจต่อรองกลับตกอยู่ในมือผู้ซื้อ บางรายเข้ามาเช่าพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ ดำเนินธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ปลูกจนส่งออก ส่งผลให้โครงสร้างตลาดกระจุกตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขการซื้อขายและการชำระเงิน รวมถึงข้อสังเกตเรื่องการดำเนินธุรกิจผ่านเครือข่ายนายหน้า ซึ่งหากไม่มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด อาจกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่มีมาตรฐานความปลอดภัยอาหารเข้มงวด

กรณีมะพร้าวน้ำหอมครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำตามฤดูกาล หากแต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการค้าเกษตรไทย ทั้งความไม่โปร่งใสด้านข้อมูลราคา การพึ่งพาช่องทางจำหน่ายเพียงไม่กี่ราย และการขาดกลไกสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร

“ถ้าโครงสร้างยังเป็นแบบนี้ ต่อให้ปีหน้าราคาดี สุดท้ายก็จะกลับมาวนซ้ำอีก” นายประยูรกล่าว

วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมที่ยืดเยื้อมากว่าเกือบปี จึงกลายเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งต้องการมากกว่ามาตรการระยะสั้น หากแต่จำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างตลาดอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้คำว่า “ล้นตลาด” กลายเป็นวงจรซ้ำซากที่ชาวสวนต้องเผชิญทุกปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...