มะพร้าวน้ำหอมราชบุรีทรุด ลูกละ 2 บาท ชาวสวนโอดรายได้หาย 70%จี้รัฐแก้โครงสร้างราคาบิดเบี้ยว
สถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ทรุดตัวต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 จนถึงกุมภาพันธ์ 2569 โดยบางช่วงราคาหน้าสวนลดต่ำสุดเหลือลูกละเพียง 2 บาท ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก
นายประยูร วิสุทธไพศาล อายุ 66 ปี เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม หมู่ 8 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก เปิดเผยว่า ตนมีพื้นที่ปลูกประมาณ 600 ไร่ รวม 20 แปลง ราคาผลผลิตเริ่มลดลงตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเดือนมกราคมซึ่งเป็นช่วงผลผลิตออกมากที่สุด แต่ยอดขายกลับไม่ขยับ เนื่องจากสภาพอากาศหนาวทำให้การบริโภคลดลง และผลผลิตออกพร้อมกันหลายพื้นที่จนเกิดภาวะล้นตลาดระยะสั้น
“ราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ควรไม่ต่ำกว่าลูกละ 10 บาท อย่างน้อยที่สุดต้อง 5 บาท เพราะต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 4-5 บาทต่อผล ถ้าต่ำกว่านี้คือขาดทุนทันที โดยเฉพาะสวนขนาดเล็ก” นายประยูรกล่าว
แม้มะพร้าวน้ำหอมไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ แต่ราคาหน้าสวนกลับถูกกดต่ำ สะท้อนความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทาน เกษตรกรจำนวนมากยังต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางหรือ “ล้ง” เป็นช่องทางหลักในการระบายผลผลิต เมื่อเกิดภาวะผลผลิตออกพร้อมกัน ผู้ซื้อสามารถใช้จังหวะดังกล่าวกดราคารับซื้อได้ง่าย ขณะที่ข้อมูลราคาส่งออกและราคาปลายทางไม่มีความโปร่งใสเพียงพอ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถประเมินราคาที่แท้จริงได้
ในฐานะประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผักผลไม้ปลอดภัยสารพิษเพื่อส่งออก หมู่ 8 ตำบลท่านัด นายประยูรระบุว่า กลุ่มมีสมาชิกกว่า 60 ราย รวมพื้นที่ปลูกกว่า 1,000 ไร่ ช่วงราคาตกต่ำเหลือลูกละ 2 บาท กลุ่มพยายามรับซื้อจากสมาชิกในราคาสูงกว่าตลาด 1-2 บาท เพื่อช่วยพยุงรายได้ ล่าสุดปรับราคารับซื้อเป็นลูกละ 5 บาท ขณะที่บางช่วงล้งรับซื้อเพียง 4 บาท
อย่างไรก็ตาม แม้ควบคุมต้นทุนด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น มูลไก่มาตรฐาน เกลือ และกากน้ำปลา เพื่อลดค่าใช้จ่ายเหลือ 300-400 บาทต่อกระสอบ เทียบกับปุ๋ยเคมีที่มีราคากว่า 1,000 บาท แต่ภาพรวมรายได้ปีนี้ลดลงประมาณ 70% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องครัวเรือน เกษตรกรบางรายต้องชะลอการลงทุนและเลื่อนชำระหนี้
นายประยูร ยอมรับว่า ในช่วงแรกที่ทุนต่างชาติเข้ามารับซื้อ ราคามะพร้าวอ่อนปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูก แต่เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้นและผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น อำนาจต่อรองกลับตกอยู่ในมือผู้ซื้อ บางรายเข้ามาเช่าพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ ดำเนินธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ปลูกจนส่งออก ส่งผลให้โครงสร้างตลาดกระจุกตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขการซื้อขายและการชำระเงิน รวมถึงข้อสังเกตเรื่องการดำเนินธุรกิจผ่านเครือข่ายนายหน้า ซึ่งหากไม่มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด อาจกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่มีมาตรฐานความปลอดภัยอาหารเข้มงวด
กรณีมะพร้าวน้ำหอมครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำตามฤดูกาล หากแต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการค้าเกษตรไทย ทั้งความไม่โปร่งใสด้านข้อมูลราคา การพึ่งพาช่องทางจำหน่ายเพียงไม่กี่ราย และการขาดกลไกสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร
“ถ้าโครงสร้างยังเป็นแบบนี้ ต่อให้ปีหน้าราคาดี สุดท้ายก็จะกลับมาวนซ้ำอีก” นายประยูรกล่าว
วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมที่ยืดเยื้อมากว่าเกือบปี จึงกลายเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งต้องการมากกว่ามาตรการระยะสั้น หากแต่จำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างตลาดอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้คำว่า “ล้นตลาด” กลายเป็นวงจรซ้ำซากที่ชาวสวนต้องเผชิญทุกปี