ทำไมต้อง 126? “หมอเจด” เผยที่มาตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ตัดสินเบาหวาน ชี้ 125 ก็ไม่รอด-เสี่ยงยืนขอบเหว!
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้โพสต์ข้อความลงในเพจ หมอเจด ระบุว่า
เคยสงสัยไหมครับว่า
ทำไมหมอถึงต้องขีดเส้นตายที่ตัวเลข 126
แล้วถ้าเกิดว่าวันนี้เราตรวจได้ 125
เราจะรอดพ้นจากการเป็นเบาหวานจริงหรือเปล่า
วันนี้เราจะมาเจาะลึกที่มาของตัวเลขพยากรณ์โรคนี้กันครับ
1. ทำไมเมื่อก่อนเราถึงใช้ตัวเลข 140 แล้วมาเปลี่ยนเพื่ออะไร
ก่อนปี ค.ศ. 1997 เกณฑ์การวินิจฉัยเบาหวานจากการตรวจน้ำตาลหลังอดอาหาร (Fasting Plasma Glucose) เคยถูกตั้งไว้ที่ 140 mg/dL มาก่อนครับ
สาเหตุที่นักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นเลือกเลขนี้ เพราะเขาอิงจากการทดสอบความทนทานต่อกลูโคส (OGTT) หรือการดื่มน้ำตาล 75 กรัมแล้วเจาะเลือดดูผลในอีก 2 ชั่วโมงถัดไป ซึ่งพบว่าคนที่น้ำตาลหลังอดอาหารเกิน 140 มักจะมีค่าน้ำตาลหลังดื่มน้ำเชื่อมพุ่งสูงเกิน 200 mg/dL ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มพบภาวะแทรกซ้อนชัดเจน
แต่ปัญหาคือเกณฑ์ 140 มัน "สูงเกินไป" ทำให้เราตรวจเจอคนเป็นเบาหวานช้าเกินไปจนร่างกายพังไปเยอะแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานขึ้นตา เบาหวานลงไต เบาหวานตัดขา หรือไขมันพอกตับ ก็เลยมีการเปลี่ยนครับ
2. ทำไมต้องลดลงมาเหลือ 126
สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (ADA) ได้ทำการศึกษาข้อมูลย้อนหลังอย่างหนัก และพบความจริงที่น่าตกใจว่า "ความเสียหายของร่างกายเริ่มขึ้นก่อนเลข 140 นานมาก" โดยเฉพาะที่ดวงตา
นักวิจัยพบว่ากราฟความเสี่ยงของโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) จะเริ่มหักหัวขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อน้ำตาลสะสมพุ่งแตะระดับหนึ่ง
ซึ่งเมื่อคำนวณย้อนกลับมาเป็นค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร มันคือตัวเลข 126 mg/dL นั่นเองครับ
ตัวเลขนี้จึงถูกเลือกมาเพื่อเป็น "สัญญาณเตือนภัย" ที่แม่นยำกว่าเดิม เพื่อรักษาคนไข้ให้ทันก่อนที่จะสูญเสียการมองเห็น สรุปง่ายๆถ้าเกินส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาตาบอดได้ในอนาคต
3. 125 กับ 126 ต่างกันแค่ 1 หน่วย… ทำไมชีวิตเปลี่ยน
หลายคนอาจจะเถียงว่า "แค่แต้มเดียวเองนะหมอ 125 กับ 126 มันจะต่างกันขนาดนั้นเลยเหรอ?" ในเชิงชีววิทยา ร่างกายเราไม่ได้มีสวิตช์ปิดเปิดที่พอเลข 126 ปุ๊บแล้วจะเป็นเบาหวานทันทีครับ แต่มันคือ "เกณฑ์ตัดสินทางสถิติ" เหมือนกับการกำหนดความเร็วรถในเขตชุมชนที่ 60 กม./ชม. ถามว่าขับ 61 อันตรายกว่า 59 มากไหม? ก็อาจจะไม่มาก
แต่ในทางกฎหมายและการรักษา แพทย์จำเป็นต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนเพื่อเริ่มกระบวนการรักษา การที่คุณได้ 125 ไม่ได้แปลว่าคุณปลอดภัย 100% แต่มันคือการยืนอยู่บนขอบเหวที่เรียกว่า "กลุ่มเสี่ยงเบาหวาน" (Prediabetes) แล้วครับ
แต่จริงๆแล้วก็มีความสำคัญกับหลายอย่างเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการดูแลรักษาตัวเอง หรือประวัติที่เราป่วยเป็นโรคเบาหวาน จนกระทั่งบางคนเสียสิทธิประกันชีวิตและประกันสุขภาพไปได้เลย
4. ที่มาของเลข 126 จากระบบสากล
อีกหนึ่งเหตุผลที่ตัวเลขมาลงล็อกที่ 126 ก็คือเรื่องของหน่วยวัดครับ ในระดับสากลหลายประเทศใช้หน่วย mmol/L (มิลลิโมลต่อลิตร)
ในขณะที่บ้านเราใช้ mg/dL (มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) นักวิทยาศาสตร์ต้องการตัวเลขที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งเลขที่เป็นจุดตัดสวยๆ ในหน่วยสากลคือ 7.0 mmol/L ครับ เมื่อเรานำ 7.0 มาคูณด้วยค่าคงที่เพื่อแปลงหน่วย (ประมาณ 18.018) ผลลัพธ์ที่ได้คือ 126.126… หรือปัดเศษทิ้งเหลือ 126 mg/dL นั่นเอง มันจึงกลายเป็นตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กันทั่วโลกเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
5. การวินิจฉัยไม่ได้ดูแค่ผลตรวจครั้งเดียว
แม้เลข 126 จะเป็นเกณฑ์ตัดสิน แต่คุณหมอส่วนใหญ่จะไม่วินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานทันทีจากการเจาะเลือดเพียงครั้งเดียวนะครับ (ยกเว้นกรณีที่มีอาการชัดเจนมาก เช่น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลดฮวบ) เพราะค่าน้ำตาลในเลือดมีความผันผวนได้จากความเครียด การนอนหลับ หรืออาหารมื้อก่อนหน้า ดังนั้น แพทย์มักจะขอตรวจซ้ำอีกครั้ง หรือตรวจ HbA1c (น้ำตาลสะสมเฉลี่ย 3 เดือน) ควบคู่ไปด้วย
ถ้าค่าน้ำตาลสะสมเกิน 6.5% ร่วมกับน้ำตาลหลังอดอาหารเกิน 126 ถึงจะยืนยันได้เต็มปากว่า
"ยินดีด้วยครับ คุณได้สิทธิเป็นเบาหวานอย่างเป็นทางการ"