หมอยงเผยไทยยังไม่เคยพบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์หากเกิดกระทบรุนแรงต่อสาธารณสุข
หมอยงเผยไวรัสนิปาห์ระบาดใหญ่สุดมาเลเซียปี41ไทยยังไม่พบผู้ป่วยแต่เสี่ยงจากค้างคาวผลไม้-การเกษตรชี้แต่หากเกิดขึ้นผลกระทบอาจรุนแรงต่อสาธารณสุขและเศรษฐกิจ
ตามที่ได้เกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสนิปาห์ (NIPAH) ในพื้นที่รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปัจจุบันมีคนในพื้นที่ติดเชื้อ และเสียชีวิต โดยทางการอินเดียได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรค กักกันและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดในพื้นที่แล้ว นั้น
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความระบุว่า ตั้งแต่เริ่มพบมีการระบาดของโรคนิปาห์ ในปีพ.ศ 2541 ถึง 2542 เป็นการระบาดใหญ่ที่สุด เกิดขึ้นที่มาเลเซีย ในรัฐ Perak การระบาดลงทางใต้ไปถึงสิงคโปร์ มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 265 ราย เสียชีวิตกว่า 108 คน ลักษณะอาการของโรคขณะนั้น จะมีอาการไข้สูง และมีการอักเสบของสมอง ในระยะแรกจึงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคไข้สมองอักเสบ JE เมื่อมีการปราบยุงโรคก็ไม่ได้ยุติ ต่อมาจึงรู้ว่ามีความสัมพันธ์กับหมู และแยกไวรัสได้ จากหมู โรคมีความรุนแรงมาก และรู้ว่าต้นตอคือค้างคาวกินผลไม้ น้ำลายค้างคาวติดกับผลไม้ ลงไปในคอกหมูแล้วจึงติดต่อระหว่างหมูสู่หมู แล้วจากหมูจึงเข้าสู่คน อัตราตายสูง แต่ไม่ระบาดเข้าไทย
ต่อมาหลังจากนั้น ก็พบโรคนี้มีการระบาดเป็นหย่อมๆตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา จะพบมากที่เอเชียใต้โดยเฉพาะ ที่บังคลาเทศ แต่การพบจะมีลักษณะที่แตกต่างจากที่พบในมาเลเซีย เพราะเป็นการติดต่อจากค้างคาสู่คนโดยผ่านทาง ผลไม้สด หรือน้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำอินทผลัมสด ลักษณะอาการเริ่มเปลี่ยนไปจะเป็นไข้และมีอาการปอดบวมอย่างรุนแรง การระบาดจากค้างคาวสู่ คนโดยตรง และจากคนสู่คน และเป็นกลุ่มเล็กๆมาโดยตลอด จนถึงปัจจุบันที่มีการระบาดที่อินเดียโรคนี้สามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้เช่นเดียวกับคนไปสัมผัสตัวกลางที่เป็นหมู โดยสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด แต่โอกาสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่าย แบบโรคทางเดินหายใจที่ระบาดอย่างกว้างขวางเช่นไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด 19 ความเสี่ยงในประเทศไทย
แม้ประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคน แต่ประเทศมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญหลายประการที่เอื้อต่อการเกิดการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน ไวรัสนิปาห์พบในค้างคาวผลไม้สกุล Pteropus เป็นรังโรคตามธรรมชาติ ซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน วัด และสวนผลไม้ เพิ่มโอกาสการปนเปื้อนของเชื้อผ่านน้ำลายหรือปัสสาวะค้างคาวสู่สิ่งแวดล้อมและอาหาร
ประเทศไทยมีลักษณะการเกษตรและพฤติกรรมการบริโภคบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด spillover เช่น สวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ชุมชน การบริโภคผลไม้สดหรือเครื่องดื่มคั้นสด รวมถึงการบริโภคอาหารดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ในบางพื้นที่ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่ ซึ่งหากเกิดการติดเชื้อในสัตว์ อาจทำหน้าที่เป็นตัวขยายเชื้อ (amplifying host) คล้ายกับการระบาดที่ประเทศมาเลเซียในอดีต
ในด้านระบบสาธารณสุข ผู้ป่วยนิปาห์มักมีอาการสมองอักเสบหรือปอดอักเสบรุนแรง ซึ่งอาจถูกวินิจฉัยผิดเป็นโรคติดเชื้ออื่นในระยะเริ่มต้น และหากเป็นสายพันธุ์ที่สามารถติดต่อจากคนสู่คน อาจเกิดการแพร่เชื้อในครอบครัวหรือสถานพยาบาลได้ ดังนั้น ถึงแม้ความเสี่ยงในการเกิดโรคในปัจจุบันถึงจะอยู่ในระดับต่ำ แต่หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อสาธารณสุขและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ประเทศไทยจึงควรมีการเฝ้าระวังเชิงรุกและเตรียมความพร้อมตามแนวคิดของสุขภาพหนึ่งเดียว ที่ดูแล ทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่อง
พรุ่งนี้จะพูดถึงเรื่องการป้องกัน