‘พรรคประชาชน’ จี้ กกต.หยุดฟ้องปิดปาก ‘ประชาชน-สื่อ’ เร่งแจงข้อสงสัยเลือกตั้ง 69
เมื่อวันที่ 28 ก.พ. พรรคประชาชน ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า กกต. ควรตอบข้อสงสัยประชาชน โดยการชี้แจงและอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบ ไม่ใช่ตอบโต้ประชาชน โดยการดำเนินคดีกับประชาชน-สื่อมวลชนด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่ได้สัดส่วนและเสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก
การเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา เป็นการจัดการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยและข้อครหาจากประชาชนถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการรายงานผลการเลือกตั้งผ่านเว็บไซต์ของ กกต. ที่มีความล่าช้า, การพบใบขีดนับคะแนนเลือกตั้ง (สส. 5/11) ในพื้นที่ลักษณะคล้ายกองขยะ, ผลการนับคะแนนรายหน่วยที่ไม่ตรงกันในบางหน่วยระหว่างใบขีดนับคะแนน (สส. 5/11) กับรายงานผลการนับคะแนน (สส. 5/18), การรับรองผลการเลือกตั้ง สส.เขต ก่อนที่จะมีการประกาศคะแนน 100% หรือการเปิดเผยจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง, การนับคะแนนใหม่ในบางหน่วยที่นำไปสู่คะแนนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ, รวมไปถึงการออกแบบบัตรเลือกตั้งให้มีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตรและทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าเป็นบัตรที่ลงคะแนนโดยใคร
แต่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แทนที่ กกต. จะเลือกใช้วิธีการสื่อสารและชี้แจงกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ตั้งข้อสังเกตอย่างสม่ำเสมอและในรูปแบบที่เปิดให้มีการถาม-ตอบได้ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย กกต. กลับเลือกใช้วิธีการสื่อสารทางเดียวผ่านเอกสารแถลงการณ์ที่ไม่สามารถคลายข้อสงสัยในหลายประเด็นได้ โดยล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา (27 ก.พ.)
ทาง กกต. ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันกระแสข่าว ว่า กกต. ได้ดำเนินการแจ้งความกองบังคับการปราบปราม เพื่อฟ้องประชาชนที่ได้ดำเนินการตรวจสอบ กกต. เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ในวันที่ 22 ก.พ. ที่มีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 กรุงเทพมหานคร โดยรายชื่อที่ถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดี คาดว่าประกอบไปด้วย นักวิชาการ ภาคประชาชน สื่อมวลชน และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ในส่วนของการแจ้งความดำเนินคดีต่อประชาชนและสื่อมวลชน ทางพรรคประชาชนขอแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจดังกล่าวของ กกต.
หากประชาชนมีการตั้งคำถามและตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานรัฐโดยสุจริต หน่วยงานรัฐควรชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชน ทำทุกอย่างให้โปร่งใส พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการตรวจสอบ
แต่ทาง กกต. กลับเลือกใช้วิธีการดำเนินคดีด้วยข้อกล่าวหาที่ดูจะขัดแย้งและไม่ได้สัดส่วนกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ ซึ่งอาจถูกมองได้ว่าเข้าข่ายการ “ฟ้องปิดปาก” (SLAPP : Strategic Lawsuit Against Public Participation) ที่ไม่ได้มีเจตนาหลักในการพิสูจน์ว่าได้เกิดการกระทำผิดตามข้อกล่าวหา แต่มีเจตนาหลักในการเพิ่มภาระเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายต่อผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงข่มขู่หรือสร้างสภาพแวดล้อมของความหวาดกลัว เพื่อหวังจะปิดกั้นและหยุดยั้งการตรวจสอบ
เสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญต่อการปกป้องประโยชน์สาธารณะ และเป็นสิทธิเสรีภาพที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย โดยหน่วยงานรัฐเสียเอง
ในส่วนของการแจ้งความดำเนินคดีต่อ พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ทางพริษฐ์ ได้เดินทางไปที่ศูนย์รับแจ้งความ ตำรวจสอบสวนกลาง เมื่อวาน (27 ก.พ.) เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และได้เรียกร้องให้ กกต. สื่อสารให้ชัดเจนว่าได้แจ้งความตนด้วยข้อกล่าวหาอะไรและข้อเท็จจริงประการใด โดยทางพริษฐ์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าตนมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย
ในส่วนของข้อเท็จจริง พริษฐ์ให้ข้อมูลว่าตนได้เดินทางไปสังเกตการณ์การนับคะแนนที่หน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งกระบวนการนับคะแนนเป็นกระบวนการที่ต้องทำต่อหน้าสาธารณะโดยโปร่งใสอยู่แล้ว โดยตนยืนยันว่าไม่ได้มีการกระทำใดๆ ที่เป็นการขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ของ กกต. และไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ กกต. คนใดที่อยู่ในเหตุการณ์ ที่เข้ามาตักเตือนหรือแสดงความเห็นในทางที่สื่อว่าตนกำลังกระทำการใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย
ทั้งนี้ ทางฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชน ยืนยันว่าหากข้อเท็จจริงในการแจ้งความดำเนินคดีของ กกต. มีการแจ้งความอันเป็นเท็จที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน หรือมีการแจ้งความทั้งที่รู้ว่ามิได้มีการกระทำผิดกฎหมาย ทางพรรคจะดำเนินการทางกฎหมายต่อ กกต. เป็นการต่อไป
ท่ามกลางข้อสงสัยและความคลางแคลงใจของประชาชนต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ทางพรรคประชาชนเห็นว่า หาก กกต. ต้องการฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. สิ่งที่ กกต. ควรทำ ต้องไม่ใช่การหวังปกป้องตนเองผ่านการดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แต่คือการปกป้องตนเองด้วยการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสิ้นข้อสงสัย.