โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

MOU ใหญ่ช่วยเด็กหลงทาง! ผนึกพลังดึงเยาวชนพ้นยาเสพติด ป้องกันก่อนสายเกินแก้

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หนุนช่วยเหลือ-ฟื้นฟู เด็กเยาวชนก้าวพลาดคืนสู่สังคม เร่งทำงานเชิงป้องกัน หลังพบปัจจัยเสี่ยงรุ่มเร้า วอนทุกภาคส่วนร่วมมือ เปิดพื้นที่สร้างสรรค์จริงจังกับปัญหาอบายมุข ดึงกลุ่มเสี่ยงออกจากวังวนยาเสพติด

เมื่อเร็วๆนี้ ที่โรงแรม The Halls Bangkok มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันเด็กและเยาวชนกระทำความผิด และการส่งเสริมและพัฒนาเครื่องมือและบุคลากรด้านการจำแนกและการติดตามสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนภายหลังปล่อย ระหว่างกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิเด็กเยาวชน และครอบครัว มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เครือข่ายองค์กรงดเหล้า และเครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่าเด็กและเยาวชนคือทรัพยากรสำคัญของประเทศแต่ในบริบทของสังคมเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กและเยาวชน หากขาดระบบการป้องกัน ดูแลที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การกระทำผิดและการกลับเข้าสู่วงจรปัญหาซ้ำ เช่น ปัญหาบุหรี่ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจพบว่าปี 2567 เยาวชน อายุ 15-24 ปี สูบบุหรี่ 11.15% ขณะที่นักสูบหน้าใหม่ที่สูบบุหรี่ไม่เกิน 1 ปี มีถึง 211,474 คน ในจำนวนนี้68.9% เริ่มสูบบุหรี่ช่วงอายุ 15-19 ปี ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มอายุ 15-24 ปี ในปี 2567 อยู่ที่24.8% การดื่มแล้วขับ 33.06% ในจำนวนนี้ ดื่มแล้วขับทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารบาดเจ็บและเสียชีวิต 25.09% ส่วนปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ปี 2567 พบว่าเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อนกว่า 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญ ตามมาด้วยยาเสพติด โดยมีข่าวความรุนแรงขั้นฆ่ากันถึง 39.6% เกิดขึ้นกับเยาวชน อายุ 16-25 ปี ขณะที่ปัญหาการพนัน ปี 2566 พบกลุ่มอายุ 15-25 ปี เล่นพนันออนไลน์ 32.3% หรือ 2.9 ล้านคน ในจำนวนนี้1 ใน 4 เสี่ยงเป็นนักพนันหน้าใหม่

“การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สสส. และกรมพินิจฯ ครั้งนี้ มุ่งเน้นการป้องกันการกระทำผิดของกลุ่มเด็กและเยาวชนโดยให้ความสำคัญการพัฒนาเครื่องมือกระบวนการ และบุคลากรด้านการจำแนก การประเมินและการติดตามสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่เสร็จสิ้นกระบวนการทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีโอกาส และมีเส้นทางชีวิตใหม่ที่มั่นคง งานเชิงป้องกันจึงมีความสำคัญ ซึ่ง สสส. และภาคีเครือข่ายยินดีร่วมเป็นหนึ่งพลังในการป้องกันและแก้ไขปัญหาลูกหลานของเรา” นายแพทย์ พงศ์เทพ กล่าว

นายโกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การลงนาม MOU ร่วมกันในวันนี้ จะมีการขับเคลื่อนแผนงานระยะเวลา 2 ปี นับจากนี้ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กและเยาวชนในทุกมิติ ทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษาในสถานศึกษา กลุ่มที่อยู่นอกระบบการศึกษาในชุมชน ไปจนถึงกลุ่มที่อยู่ในการดูแลหรือพ้นจากการดูแลของกรมพินิจฯ ไปแล้ว โดยจะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการจะมีการชี้แจงแนวทางการใช้ คู่มือและแบบสัมภาษณ์เพื่อประเมินความเสี่ยงและความจำเป็น (ฉบับปรับปรุง) พ.ศ. 2568 เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพการจำแนกประเภทเด็กและเยาวชนให้มีมาตรฐานและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

“กรมพินิจฯ จะวิเคราะห์จากฐานข้อมูลในภาพรวมที่ได้ นำมาสู่การออกแบบการทำงานเชิงป้องกันร่วมกับสสส. และภาคีเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ครบทุกมิติ เพื่อป้องกันการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งต้องอาศัยความทุ่มเทแรงกายแรงใจจากทุกภาคส่วนและบูรณาการการทำงานร่วมขับเคลื่อนในเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพ” อธิบดีกรมพินิจฯ กล่าว

นายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชน และครอบครัว กล่าวว่า ปัจจุบันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชนไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ สอดคล้องกับเทรนด์การดื่มของเยาวชน คนหนุ่มสาวทั่วโลก ที่หันมาสนใจสุขภาพและมีมุมมองเรื่องเสรีภาพที่ไม่กระทบกับคนอื่นมากขึ้น แต่ที่น่าห่วงคือนโยบายผ่อนปรนการควบคุมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่น่าเป็นห่วงคือปัญหาการพนันออนไลน์ที่พบผู้เล่นเป็นเยาวชนเกือบ 3 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวที่เผยแพร่ผ่านสื่อพบสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาเสพติดเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญ และเมื่อเจาะลึกไปที่ความรุนแรงขั้นฆ่ากันในกลุ่มเยาวชน พบเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าช่วงวัยอื่น ขณะที่ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า มีเด็กอายุ 13-18 ปี กว่า 1 ล้านคนที่หลุดจากระบบการศึกษา และเด็กในระบบการศึกษาอีกกว่า 2.8 ล้านเสี่ยงหลุดออกจากระบบ ซึ่งสัมพันธ์กับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ที่ชี้ว่าเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษากว่า 2.9 แสนรายเสี่ยงที่จะถูกดึงเข้าสู่วงจรการค้าและเสพยาเสพติด

"หากไม่เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออก เท่ากับกำลังวางระเบิดเวลาลูกใหญ่ในสังคมให้กลับมาทำร้าย ทำลายในท้ายที่สุด การทำงานเชิงป้องกันที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนที่ลูกหลานจะกลายเป็นผู้แพ้ไร้ที่ยืน จนต้องไปสร้างการยอมรับด้วยสิ่งที่ผิดและจบลงด้วยการสูญสิ้นอิสรภาพ ต่อให้เศรษฐกิจดีแค่ไหนก็ไม่อาจรับมือกับระเบิดเวลาที่จะตามมาได้ การให้ความสำคัญกับงานเชิงป้องกันมากขึ้นของกรมพินิจฯ สสส. และภาคีเครือข่าย จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดี" นายชูวิทย์ กล่าว

นายสุขวิชัย อิทธิสุคนธ์ อดีตเยาวชนนอกระบบการศึกษา กล่าวว่า ตนเติบโตมาในครอบครัวที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด พ่อถูกวิสามัญฆาตกรรมเมื่อปี 2546 ที่มีการปราบปรามยาเสพติดอย่างหนัก ซึ่งขณะนั้นตนอายุ 5 ขวบ พอเข้าเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ย้ายมาอยู่กับญาติที่อยู่กับวังวนยาเสพติดเช่นเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่อต้านยาเสพติดทำให้รู้ถึงโทษภัย ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องปกติ รู้สึกไม่มีความสุขที่สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในครอบครัว รู้สึกอึดอัดแต่ต้องคอยปิดบังเรื่องยาเสพติดของคนที่บ้าน จึงพยายามไม่อยู่ที่บ้านเพื่อไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการส่งยา หากถูกผู้ใหญ่ที่บ้านใช้ให้ทำเรื่องแบบนี้ตนจะแสดงออกว่าไม่ยอมรับ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าตนไม่สามารถพูดกับใครได้ แต่ก็มีผู้ใหญ่บางคนที่รับรู้รับทราบและพยายามดึงตนออกมาจากตรงนั้น และผมก็ผ่านพ้นจุดนั้นมาได้ อยากฝากถึงเด็กแต่เยาวชนที่เจอสถานการณ์แบบเดียวกันว่า การพาตัวเองออกจากสิ่งเสพติดไม่ใช่เรื่องยาก เราสามารถเลือกเส้นทางชีวิตได้ และฝากถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่สนับสนุนให้มีพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กเหล่านั้นได้มาทำกิจกรรมเพราะไม่เช่นนั้นเขาอาจจะเลือกทางที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าก็ได้ การทำงานเชิงรุก มุ่งงานเชิงป้องกันจึงสำคัญมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...