โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จุดวัดใจ สัมพันธ์ "สหรัฐฯ-จีน" จับตา "โดนัลด์ ทรัมป์" เร่งเยือนจีน หลังภาษีตอบโต้ถูกคว่ำ คาดต่อเวลาพักรบการค้าอีก 1 ปี

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
จุดวัดใจ สัมพันธ์

จับตา "ทรัมป์" รีบเยือนจีน หลังแพ้คดีภาษีตอบโต้ คาดจับมือต่อเวลาพักรบการค้าอีก 1 ปี จุดวัดใจสัมพันธ์ "สหรัฐฯ-จีน"

"ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ" เตรียมเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2569 นี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศใช้ภายใต้กรอบภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงภาษีที่เรียกเก็บจากจีนในช่วงสงครามการค้าระดับโลก

และยังเป็นการเยือนครั้งแรกหลังจากที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และจะลดความตึงเครียดสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ได้มากขึ้นแค่ไหน หลังจากที่ผ่านมาทรัมป์ได้บีบจีนอย่างหนักด้วยภาษีตอบโต้ ส่วนจีนเองก็งัดไพ่ตายด้วยแร่หายาก จนทำให้ทั้งโลกต้องปั่นป่วนมาแล้ว

สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่ากำหนดการเดินทางดังกล่าวได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวก่อนหน้าที่คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯจะมีผลบังคับใช้เพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยคำพิพากษาถือเป็นความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งสำคัญของทรัมป์ เนื่องจากศาลเห็นว่าการใช้อำนาจตาม International Emergency Economic Powers Act หรือ IEEPA เพื่อเรียกเก็บภาษีในอัตรา 20% กับสินค้าส่งออกของจีนเข้าสหรัฐฯ นั้นเกินขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนด มาตรการดังกล่าวก่อนหน้านี้ถูกเชื่อมโยงกับการประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติจากปัญหาการลักลอบนำเข้าเฟนทานิลและความไม่สมดุลทางการค้า

แม้ว่าภาษีภายใต้ IEEPA จะถูกยกเลิก แต่ภาษีอีกจำนวนหนึ่งที่บังคับใช้ผ่านกลไกอื่นยังคงมีผลต่อไป โดยเฉพาะภาษีตาม Section 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ที่ใช้ตอบโต้การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และภาษีตาม Section 232 ซึ่งอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ มาตรการเหล่านี้เป็นแกนหลักของโครงสร้างภาษีต่อสินค้าจีนที่วางรากฐานมาตั้งแต่สงครามการค้ารอบแรกในปี 2018

แหล่งข่าวระบุว่าการพบหารือระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งจะมุ่งเน้นไปที่การขยายเวลาข้อตกลง “พักรบทางการค้า” ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายตกลงชะลอการขึ้นภาษีเพิ่มเติมเพื่อเปิดทางให้การเจรจาเดินหน้าต่อไป ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคธุรกิจโลก เนื่องจากสหรัฐฯ และจีนมีสัดส่วนรวมกันคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสามของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก

คำตัดสินของศาลสูงสุดทำให้เกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ความตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลงบ้างหลังจากทรัมป์ลดภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทจากจีน แลกกับมาตรการตอบสนองของจีน เช่น การเพิ่มความเข้มงวดปราบปรามเครือข่ายค้ายาเฟนทานิล และการผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากบางชนิดซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าแบบ Global Tariff จาก 10% เป็น 15% โดยใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของ Trade Act of 1974 เป็นระยะเวลา 150 วัน เพื่อทดแทนกลไกที่ถูกศาลยกเลิก โดยให้เหตุผลว่ามาตรการดังกล่าวจำเป็นต่อการปกป้องภาคการผลิตของสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดดุลการค้าเรื้อรัง ข้อเสนอนี้สร้างความกังวลต่อประเทศคู่ค้าหลายแห่ง เนื่องจากอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกในวงกว้าง

การเยือนจีนครั้งนี้จะเป็นการเดินทางอย่างเป็นทางการครั้งแรกของทรัมป์นับตั้งแต่การเยือนปักกิ่งในปี 2017 ระหว่างดำรงตำแหน่งสมัยแรก ขณะเดียวกัน การพบปะกับสีจิ้นผิงแบบซึ่งหน้าครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่การประชุมในเกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคมปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าเป็นเวลา 1 ปี

แม้การหารือครั้งก่อนจะหลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหวอย่างไต้หวัน แต่ประเด็นดังกล่าวกลับถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยสีจิ้นผิงแสดงความกังวลต่อการที่สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธล็อตใหญ่ให้แก่ไต้หวันในเดือนธันวาคม 2568 มูลค่ารวมกว่า 11,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตนเอง ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีพันธกรณีตามกฎหมายในการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันตนเองให้กับไต้หวัน แม้ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ

ด้านการค้าเกษตร สีจิ้นผิงให้คำมั่นระหว่างการหารือทางโทรศัพท์ว่าจะพิจารณาเพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีนัยทางการเมืองต่อทรัมป์ เนื่องจากเกษตรกรอเมริกันเป็นฐานเสียงสำคัญ และจีนเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุดของโลก อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า หลังคำตัดสินของศาลสูงสุด จีนอาจชะลอการซื้อถั่วเหลืองล็อตใหญ่เพื่อรอดูท่าทีด้านนโยบายภาษีของสหรัฐฯ

สก็อตต์ เคนเนดี จากศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศในวอชิงตันประเมินว่า ทรัมป์กำลังอยู่ในภาวะ “ตั้งรับ” หลังจากจีนส่งสัญญาณพร้อมใช้มาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายากเป็นเครื่องมือกดดัน ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของปักกิ่งในห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ความพ่ายแพ้ทางกฎหมายอาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณของข้อจำกัดเชิงอำนาจของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ

อีกด้านหนึ่ง มาร์ติน ชอร์เซมปา จากสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สันให้ความเห็นว่า แม้คำตัดสินของศาลจะกระทบภาษีบางส่วน แต่โครงสร้างภาษีที่ใช้กับจีนผ่านมาตรา 301 และ 232 มีความมั่นคงทางกฎหมายมากกว่า และอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าภาษีที่เรียกเก็บจากประเทศอื่น โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากอัตราภาษีต่อประเทศเหล่านั้นลดลงมากกว่าอัตราที่ใช้กับจีน ก็อาจสร้างแรงกดดันเชิงเปรียบเทียบต่อรัฐบาลปักกิ่งได้เช่นกัน

"สหรัฐฯ-จีน" การเยือนของทรัมป์ครั้งนี้จึงมีความหมายในสามมิติพร้อมกัน

มิติแรก คือ การเมืองระหว่างประเทศ เพราะเป็นสัญญาณว่าทั้งทางการ หรือรัฐบาลของสหรัฐฯ และจีน ยังคงเปิดช่องการเจรจาระดับผู้นำอยู่ แม้จะเกิดการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์จะเข้มข้นขึ้น

มิติที่สอง คือ เศรษฐกิจมหภาค เนื่องจากตลาดการเงินทั่วโลกกำลังรอความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางภาษี มาตรการควบคุมการส่งออก และความต่อเนื่องของข้อตกลงพักรบ

มิติที่สาม คือ อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะแร่หายากและเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของเทคโนโลยี AI รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ย้อนกลับไปช่วงเวลาที่ผ่านมา ตลอดปี 2025 เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ภายใต้การนำของทรัมป์ ที่ประกาศภาษีตอบโต้ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนหลายระลอก บางรายการรวมอัตราภาษีแล้วแตะระดับเกิน 100% ส่งผลให้ต้นทุนสินค้านำเข้าในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาคค้าปลีกและผู้ผลิตที่พึ่งพาชิ้นส่วนจากจีนต้องแบกรับภาระต้นทุน

ขณะที่จีนไม่เคยหยุดนิ่งตอบโต้กลับทุกครั้ง ตั้งแต่การขึ้นภาษีนำเข้าเช่นกัน ไปจนถึงไม้ตาย หรืออาวุธลับสำคัญ คือ ประกาศจำกัดและควบคุมการส่งออกวัตถุดิบสำคัญๆ ที่มีผลต่ออุตสาหกรรมของโลก โดยเฉพาะกลุ่มแร่หายาก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของแม่เหล็กประสิทธิภาพสูงในมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จนทำให้เกิดภาวะขาดแคลนและปั่นป่วนไปทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ที่ต้องเร่งหาทางเลือกใหม่ ตลาดใหม่ แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะปรากฎว่าโครงสร้างตลาดแร่หายากนั้นมีจีนที่ครองโลกอยู่ ทั้งในแง่ของกำลังการผลิตและการแปรรูปส่วนใหญ่ ทำให้การกระจายความเสี่ยงไม่อาจทำได้ในทันทีทันใด

และในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ ก็พยายามแก้เกม ด้วยการใช้มาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีชิปขั้นสูง หรือยกระดับสงครามเทคโนโลยี หรือ Tech War โดยทางการสหรัฐฯ ได้สั่งจำกัดการขายสินค้าสำคัญและจำเป็นในภาคเทคโนโลยี ตั้งแต่เครื่องจักร ซอฟต์แวร์ออกแบบชิป และหน่วยประมวลผล AI ให้กับบริษัทจีน

และไม่จบแค่ในอเมริกา แต่ยังได้ประสานพันธมิตรเพื่อสร้างแนวร่วมควบคุมเทคโนโลยีที่จะไปถึงมือจีนได้ โดยความเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อกีดกันจีนในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ในขณะเดียวกันมาตรการเหล่านี้ส่งผลย้อนกลับมาต่อบริษัทอเมริกันที่พึ่งพารายได้จากตลาดจีนไม่น้อย และทำให้ภาคเอกชนในสหรัฐฯ บางส่วนต้องออกมากดดันให้รัฐบาลหาทางสร้างเสถียรภาพมากกว่าการเผชิญหน้าแบบไม่มีจุดจบ

การใช้นโยบายตอบโต้กันไปมา แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทำให้จีนและสหรัฐฯ ต้องเสียหายหนัก และโลกต้องปั่นป่วน ดังนั้นการเจรจาแบบพบหน้า และการไปเยือนถึงบ้าน ไปเยือนจีนจึงเป็นความหวัง โดยเฉพาะการพักรบสงครามการค้าของทั้งสองฝ่าย

จับตาต่อเวลา "พักรบการค้า" อาจลดความตึงเครียดได้ทั่วโลก

จุดเปลี่ยนสำคัญก่อนหน้าการเยือนครั้งนี้คือการพบกันระหว่างทรัมป์กับ สี จิ้นผิง ที่ ปูซาน ในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงพักรบ ลดอัตราภาษีบางรายการ และชะลอมาตรการควบคุมบางส่วน แม้ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ช่วยหยุดการไหลออกของความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน และทำให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนระยะสั้นได้ดีขึ้น การเตรียมขยายเวลาพักรบในปี 2026 จึงเป็นความพยายามต่อยอดจากจุดนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มาตรการตอบโต้กลับมาเร่งตัวอีกครั้ง

สิ่งที่ทำให้การเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าการพบกันในประเทศที่สาม คือ สัญลักษณ์ทางการเมือง การเดินทางไปยังปักกิ่งหมายถึงการยอมรับว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศยังต้องบริหารจัดการร่วมกัน ไม่สามารถปล่อยให้เป็นไปตามแรงกดดันภายในประเทศฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง สำหรับจีน การต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ยังเป็นโอกาสส่งสัญญาณเสถียรภาพต่อนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่สำหรับสหรัฐฯ การบรรลุข้อตกลงขยายเวลาพักรบจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาสินค้านำเข้า และสนับสนุนภาคเกษตรผ่านการผลักดันคำสั่งซื้อสินค้าโภคภัณฑ์

ในภาพรวม การเยือนครั้งนี้จึงเป็นทั้งกลไกบริหารความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจโลก และเวทีต่อรองในเกมอำนาจเทคโนโลยีระยะยาว ผลลัพธ์ของการเจรจาจะมีผลต่อทิศทางราคาสินค้าอุตสาหกรรม การลงทุนในห่วงโซ่อุปทานใหม่ การตัดสินใจของบริษัทข้ามชาติ และระดับความผันผวนในตลาดการเงินโลก หากการขยายเวลาพักรบสำเร็จ โลกอาจได้ช่วงเวลาหายใจเพื่อปรับโครงสร้างอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่หากการเจรจาล้มเหลว ความเสี่ยงของการยกระดับมาตรการตอบโต้จะกลับมาเป็นแรงกดดันหลักต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...