‘พิพัฒน์’ เบรกแก้สัญญา ‘รถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน’ เรียก ผู้ว่าฯ รฟท. ถกด่วน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้ (25 ก.พ.) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่า 2.24 แสนล้านบาท ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด (ซีพี) ปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องการแก้ไขสัญญาและการส่งมอบพื้นที่ โดยยืนยันว่าจะไม่อนุมัติและไม่เห็นด้วยการแก้ไขสัญญาโครงการฯนี้แน่นอน
ที่ผ่านมาประเด็นปัญหาพื้นที่ทับซ้อนโครงสร้างร่วมโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร เบื้องต้นในวันพรุ่งนี้จะเรียกผู้ว่ารฟท.และทีมงานมาหารือร่วมกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในรายละเอียดของสัญญามีความโปร่งใส
“ในฐานะผมเป็นประธานบอร์ดอีอีซี จะไม่ยอมให้เรื่องการแก้ไขสัญญาผ่านความเห็นชอบ เพราะผมเป็นคนที่มารับช่วงต่อผมยืนยันว่าจะไม่แก้ไขสัญญา หากรฟท. เห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไขสัญญา ก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสี่ยงทางกฎหมายด้วยตนเอง ผมไม่ยุ่ง” นายพิพัฒน์ กล่าว
ส่วนประเด็นที่เอกชนเสนอมาเพื่อแก้ไขสัญญาอ้างผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้จำนวนผู้โดยสารไม่เป็นไปตามประมาณการเดิมนั้น
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวของไทยเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง จึงไม่ควรใช้สถานการณ์โควิดเป็นเหตุผลในการเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญา
“ผมมีแนวคิดถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ที่ต้นเหตุ ซึ่งจะต้องหาวิธีเติมคนเข้ามาในพื้นที่อีอีซี เพื่อสร้างรายได้และความคุ้มค่าตามสมมติฐานเดิมของโครงการ โดยเฉพาะการผลักดันดิสนีย์แลนด์ จะช่วยจูงใจให้เอกชนสามารถเดินหน้าต่อได้” นายพิพัฒน์ กล่าว
สำหรับผลการศึกษาแผนพัฒนาเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) ของอีอีซีบนพื้นที่ 15,000 ไร่ มีจุดเด่น ที่เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมหลักของประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ โดยพื้นที่ตั้งโครงการอยู่ห่างจาก สถานีรถไฟ (ความเร็วสูง) เพียง 10 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เพียง 15 กิโลเมตร ทำให้สะดวกต่อการเดินทางและขนส่งทั้งในและต่างประเทศ
ขณะที่แนวคิดที่จะพัฒนาโครงการสวนสนุกระดับโลกในพื้นที่ใกล้สนามบินอู่ตะเภา ห่างประมาณ 15 กิโลเมตร สามารถเชื่อมต่อระบบขนส่งเข้าสู่โครงการรถไฟความเร็วสูงได้โดยสะดวก รวมถึงจะพัฒนาไปพร้อมกับโครงการศูนย์กีฬานานาชาติ ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นแนวคิดที่ทำได้แน่นอน เพราะปัจจุบันได้มีการหารือร่วมกับเอกชนแล้ว ยืนยันว่ามีนักลงทุนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนกลุ่มตะวันออกกลางสนใจร่วมทุนโครงการสวนสนุกระดับโลก
“สวนสนุกระดับโลกจะเป็นกลไกสำคัญในการดึงผู้โดยสารให้เดินทางเข้ามาในอีอีซีสูงกว่าที่เคยประมาณการณ์ไว้ในสัญญาร่วมทุนรถไฟไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน ดังนั้นแก้ประเด็นข้อกังวลของเอกชนเรื่องปริมาณผู้โดยสารที่ลดลงจากผลกระทบโควิดไปได้” นายพิพัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ตามเป้าหมายของการดึงแบรนด์สวนสนุกระดับโลก โดยเฉพาะดิสนีย์แลนด์เข้ามาในอีอีซีนั้น มีหลากหลายรูปแบบที่ดำเนินการได้ อาทิ การซื้อลิขสิทธิ์หรือจับคู่ธุรกิจกับนักลงทุนไทย แทนการรอให้เจ้าของแบรนด์เข้ามาลงทุนเองทั้งหมด ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องปริมาณนักท่องเที่ยวสามารถผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวทะลุ 40 ล้านคนต่อปี โดยไม่ต้องแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนในโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน