โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“บัตรเปลี่ยน-ศรัทธาคลอน” บททดสอบความโปร่งใสของ “กกต.”

ไทยโพสต์

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หากจะย้อนรอยดรามาการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดในรอบสัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้นพื้นที่ “เขตเลือกตั้งที่ 15 กรุงเทพมหานคร (คันนายาว)” ซึ่งกลายเป็นจุดโฟกัสระดับประเทศเพียงชั่วข้ามคืน จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไม่ได้มาจากความขัดแย้งของตัวบุคคล หรือการหาเสียงที่ดุเดือด แต่กลับมาจากเหตุปัจจัยทางธรรมชาติอย่างพายุฝนฟ้าคะนองที่โหมกระหน่ำเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 จนทำให้หีบบัตรเลือกตั้งในหน่วยที่ 9 ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ส่งผลให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติประกาศให้มีการ “ออกเสียงลงคะแนนใหม่” ในวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อรักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ยุติธรรม ทว่าสิ่งที่ควรจะเป็นการเยียวยากระบวนการประชาธิปไตยให้กลับมาสมบูรณ์ กลับกลายเป็นประเด็นแห่ง “ความไม่ไว้ใจ” ครั้งใหญ่ เมื่อประชาชนผู้ไปใช้สิทธิพบว่า “บัตรเลือกตั้ง” ในมือนั้นมีหน้าตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความคลางแคลงใจเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. เมื่อบรรดาผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งจากภาคประชาชนและตัวแทนพรรคการเมืองได้เข้าไปตรวจสอบความเรียบร้อย และพบว่าบัตรเลือกตั้งที่นำมาใช้ในครั้งนี้มีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างจากบัตรที่ใช้ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 8 ก.พ.อย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นที่ถูกจับจ้องมากที่สุดคือ การหายไปของ "หมายเลขชุดและรหัสเล่ม" ซึ่งตามปกติจะต้องปรากฏเด่นชัดอยู่บนต้นขั้วบัตรและตัวบัตรเลือกตั้ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบความถูกต้อง ความต่อเนื่องของจำนวนบัตร และป้องกันการทุจริตในรูปแบบบัตรเขย่ง แต่ในสมรภูมิคันนายาวครั้งนี้ รหัสที่เป็นเสมือนใบเบิกทางแห่งความโปร่งใสกลับอันตรธานหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่สร้างคำถามตามมามากมาย

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ “พรรคประชาชน” ภายใต้การนำของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ออกมาเคลื่อนไหวและตีประเด็นนี้อย่างจริงจัง โดยระบุว่ากรณีนี้ถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง นายณัฐพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่านี่คือหลักฐานที่ชี้ชัดว่า กกต.ตัดสินใจเปลี่ยนแบบพิมพ์บัตรใหม่ทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วบัตรเลือกตั้งแบบเดิมยังมีเหลืออยู่ในคลังระดับหลายล้านใบ แต่กลับไม่ถูกหยิบออกมาใช้

การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนการยอมรับโดยนัยจาก กกต.เองว่า บัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา อาจมีปัญหาบางประการ จนต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกะทันหันในการลงคะแนนใหม่ครั้งนี้

หัวหน้าพรรคประชาชนยังได้ส่งเสียงเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่าขณะนี้มีหลายคดีที่กำลังเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะต้องส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ศาลปกครอง

โดยพรรคประชาชนยืนยันว่า จะเอาหลักฐานและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และมีการเตรียมยื่นฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขณะที่ภาคประชาสังคมเองก็ได้เริ่มขยับเขยื้อนร้องเรียนผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อกดดันให้มีการชี้แจงความโปร่งใสในเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด

ในมุมมองทางนิติศาสตร์ รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์นี้ว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบบัตรเลือกตั้งในลักษณะนี้เสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นไปโดย “ตรงและลับ

การที่บัตรเลือกตั้งมีตำหนิ หรือมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากบัตรมาตรฐานทั่วไป อาจถูกตีความได้ว่าเป็นเครื่องมือในการระบุตัวตนผู้ลงคะแนน หากมีการพิสูจน์ได้ว่าบาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรนั้นมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลลำดับผู้มาใช้สิทธิไว้จริง ความเป็นความลับของการลงคะแนนย่อมสูญสิ้นไป และอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกร้องเรียนให้เป็นโมฆะได้ในที่สุด

ขณะที่กระแสความกังวลลามทุ่งไปทั่วโลกออนไลน์และสังคมวงกว้าง ทางฟากสำนักงาน กกต.กลับยังคงท่าทีที่เงียบสงบและไม่มีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการต่อกรณีนี้อย่างทันท่วงที มีเพียงการให้ข้อมูลผ่านแหล่งข่าววงในระบุสั้นๆ ว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ โดยมีการอ้างถึง "ระเบียบ กกต." แต่กลับไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นระเบียบข้อใด ทำให้เกิดสุญญากาศทางข้อมูลที่ยิ่งกระพือไฟแห่งความสงสัยให้ลุกโชนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงจากการตั้งข้อสังเกตของ ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้โพสต์ข้อความระบุถึง "ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2566 ข้อ 129" ซึ่งมีใจความสำคัญว่า บัตรเลือกตั้งให้ใช้กระดาษที่มีขนาดกว้างยาวตามความจำเป็น และคณะกรรมการอาจกำหนดให้มีรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า เพื่อประโยชน์ในการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ซึ่งข้อความนี้อาจจะถูกหยิบไปใช้อ้างอิงในการแก้ต่าง

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ยังอึมครึม กกต.ยังเลือกใช้วิธี “นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว” และยังคงปิดปากเงียบไม่มีการอธิบายถึงประเด็นความปลอดภัยของบาร์โค้ดอย่างเป็นรูปธรรม มีเพียงการส่งเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการออกมาให้ข้อมูลในลักษณะที่ว่าเป็นไปตามระเบียบที่วางไว้เท่านั้น

การนิ่งเฉยในสภาวะที่สังคมต้องการคำตอบเปรียบเสมือนการเติมฟืนเข้ากองไฟแห่งความระแวง หาก กกต.ยังไม่สามารถแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ว่าบาร์โค้ดปริศนานั้น “ไม่มีนัยแอบแฝง" ที่จะระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิ

กระนั้นการเลือกตั้งใหม่ที่คันนายาวอาจจะไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการหาผู้ชนะ แต่มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายและมาตรฐานการทำงานขององค์กรอิสระแห่งนี้

บทสรุปของเหตุการณ์ที่คันนายาวจึงไม่ใช่แค่เรื่องความผิดพลาดในกระบวนการพิมพ์บัตร หรือความเสียหายจากพายุฝน แต่มันคือการทดสอบบรรทัดฐานความโปร่งใสขององค์กรอิสระในยุคดิจิทัล จากการที่บัตรเลือกตั้งไร้รหัสตัวเลข แต่มีบาร์โค้ดปรากฏขึ้นแทน ที่สำคัญคือ “เสียงของประชาชน” อาจไม่มีหลักประกันเรื่องความปลอดภัยอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการตรวจสอบที่เข้มข้น มีข้อควรระวังสำหรับประชาชนและผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งที่ต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า การถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วเพื่อนำไปเผยแพร่ว่าเลือกใครนั้น ถือเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างชัดเจน และการโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มใด ล้วนเป็นหลักฐานมัดตัวที่อาจนำไปสู่โทษทางอาญาได้

นอกจากนี้ ในประเด็นของรหัสที่มองไม่เห็นนั้น การที่เราไม่เห็นเลขรหัสในจุดเดิม ไม่ได้แปลว่าบัตรใบนั้นไม่มีรหัส แต่อาจจะถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งอื่นหรือใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการตรวจสอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีหน้าที่ในการวางบัตรให้ประชาชนตรวจดูรหัสอย่างใกล้ชิดในขณะปฏิบัติหน้าที่

สุดท้ายนี้ บทพิสูจน์ความจริงจะปรากฏในไม่ช้าว่า กกต. จะสามารถกู้คืนศรัทธาที่พังทลายลงไปพร้อมกับรหัสรันนิ่งที่หายไปได้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้บาร์โค้ดปริศนานี้ฉุดกระชากความเชื่อมั่นของทั้งองค์กรให้จมดิ่งลงไปสู่ความขัดแย้งทางกฎหมายในชั้นศาล

เพราะในระบอบประชาธิปไตย ความลับของการลงคะแนนคืออำนาจสูงสุดของประชาชน แต่ความโปร่งใสของกระบวนการคือหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของรัฐที่ต้องทำให้ประจักษ์ชัด ไม่ใช่สร้างเงื่อนงำให้น่าระแวงสงสัยเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...