สถานการณ์ขณะนี้ มีความสงสัย เพื่อไทยจะไปต่อ (ร่วมรัฐบาล) กับ ภท.หรือเปล่า??
จตุพร สงสัย เมื่อตั้งรัฐบาลคราวที่แล้ว สมัย แพทองธาร ยังเปลี่ยนใจทิ้งพปชร.มาร่วมรัฐบาลเลย ทั้งที่จับมือร่วมกันต่อสาธารณะแล้ว อีกอย่างยังตระบัดสัตย์ข้ามขั้วกันมาแล้ว
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า การปรากฎตัวของสองกูรูกฎหมายอย่างนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ และนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดสุ่มเสี่ยงขัด รธน.มาตรา 85 เพราะทำให้การใช้สิทธิ์ไม่เป็นความลับ
“ปัญหานี้ จึงเชื่อว่า คงต้องรอศาล รธน.วินิจฉัยให้ความกระจ่าง ซึ่ง กกต.คงยากจะแบกรับไว้ไหว และการปรากฎตัวของนายวิษณุและนายจัญ ให้ความเห็นเลือกตั้งขัด รธน.ย่อมไม่ธรรมดา”
อีกทั้งกล่าวว่า การเลือกตั้งปี 69 นี้มีปัญหามากมาย การประกาศคะแนนและผู้มาใช้สิทธิ์ รวมถึงบัตรเขย่งล้วนไม่สมเหตุสมผล ยิ่งใช้เวลาหลังเลือกตั้งถึง 10 วันจึงแจ้งจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ย่อมแสดงพิรุธ มากข้อกังขา
นอกจากนี้ เอกสารกาคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้ง (5/11) กับเอกสารลงบันทึกคะแนนของหน่วย (5/18) ยิ่งไม่ตรงกัน กระทั่งมาถึงการมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งสองกูรูกฎหมายส่งสัญญาณส่อเข้าข่ายไม่เป็นความลับและเสี่ยงขัด รธน.มาตรา 85 จนมาถึงประกาศคะแนน 400 เขตยิ่งมีปัญหาวุ่นวาย เพราะเต็มไปด้วยการโชว์ข้อมูลกลับหัวกลับหางแบบลวกๆ ไม่ตรงกันไปหมด
นายจตุพร กล่าวถึงการตั้งรัฐบาลว่า ยังเป็นปัญหา ถ้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จับมือพรรคเพื่อไทย (พท.) แล้วเอาเสียงพรรคเล็กมาเติม หาก พท.ถอนจากรัฐบาล เสียงพรรคเล็กคงค้ำยันได้ยาก ดังนั้น สูตรรัฐบาลแบบนี้ทำให้ พท.ใหญ่สุดและเป็นฝ่ายกำหนดการอยู่หรือไปของรัฐบาล ไม่ใช่ ภท.
อย่างไรก็ตาม ในทางการเมือง แม้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันตั้งรัฐบาลให้รอ กกต.ประกาศผลเลือกตั้งชัดเจนก่อน แต่อีกด้านหนึ่งยังไม่กล้าให้ความชัดเจนจะตัดขาดพรรคกล้าธรรม (กธ.) หรือไม่ สิ่งสำคัญถ้าประกาศตัดขาด กธ. ย่อมทำให้ พท.กลายร่างและเพิ่มพลังต่อรอโควตา รมต.ขึ้นมาทันที
"คาดว่า ถ้ากล้าธรรมร่วมรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คงไม่รับตำแหน่ง รมต. เพราะ สถานะส่วนตัวมีปัญหา จะถูกนำมาเป็นข้ออ้าง อีกอย่างถ้ากล้าธรรมไม่ร่วมรัฐบาล พท.จะได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ภูมิใจไทย"
พร้อมย้ำว่า การเลือกตั้งสองครั้งที่เป็นโมฆะในปี 49 และปี 57 แล้วเลือกตั้งใหม่ไม่สำเร็จ จนจบท้ายด้วยการยึดอำนาจ ขณะที่ในปี 69 ไม่มีใครเชื่อจะลงท้ายย้อนรอยเช่นนั้น เพราะไม่มีความขัดแย้งรุนแรง แม้ในปี 49 ก็ไม่มีขัดแย้ง แต่ลงท้ายด้วยการยึดอำนาจ
ยิ่งเมื่อหลังเลือกตั้งแล้ว การร่วมมือกับ พท.ตั้งรัฐบาล ทำให้สถานการณ์ไม่พอใจกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะทำให้กองเชียร์ฝ่ายอนุรักษฺนิยมรับไม่ได้ ดังนั้น ถ้า กธ. ไม่ร่วมรัฐบาลแล้ว พท. ย่อมเป็นจุดเปราะบางและจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งครั้งใหญ่ ซึ่งในอนาคตยากที่จะอยู่ครบวาระ
"ในสถานการณ์ขณะนี้ มีความสงสัยว่า พท.จะไปต่อ (ร่วมรัฐบาล) กับ ภท.หรือเปล่า หรือจะเปลี่ยนใจหรือไม่ เพราะเมื่อตั้งรัฐบาลคราวที่แล้ว (สมัยอุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร) พท.ยังเปลี่ยนใจทิ้งพรรคพลังประชารัฐมาร่วมรัฐบาลเลย ทั้งที่จับมือร่วมกันต่อสาธารณะแล้ว อีกอย่างยังตระบัดสัตย์ข้ามขั้วกันมาแล้ว"
สิ่งสำคัญ แม้ พท.เมื่อเลือกตั้งไม่ชนะเป็นที่หนึ่ง กลายเป็นพรรคอันดับสาม แต่การเล่นบทพรรคอันดับสองในการร่วมรัฐบาล ซึ่งความสำคัญถ้าถอนตัวรัฐบาลก็พังหรืออยู่ร่วมกันก็ต่อรองกดดัน ภท.พรรคอันดับหนึ่ง สภาพการเมืองแบบนี้ย่อมคาดการเสถียรภาพรัฐบาลข้างหน้าได้
"เมื่อหาเสียงอย่างหนึ่งแล้วทำตรงข้าม เมื่อรับปากเป็นสัจจะกับมวลชนอย่างหนึ่งแต่ไม่ทำอะไรให้เป็นจริง ดังนั้น การเมืองถ้าละเลยสัจจวาจา จุดยืน ความเสื่อมสลายก็เป็นไปตามกาลเวลา"
นายจตุพร เชื่อว่า ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่ปิดประตูร่วมรัฐบาล แต่การรับตำแหน่งคงยาก ส่วน ภท.ตั้งรัฐบาลในสถานการณ์แบบนี้ อยู่ในสภาพอีหลักอีเหลื่อที่สุด จะสลัดทิ้ง กธ.ให้ชัดเจนก็ไม่ได้ จึงยื้อสถานการณ์รอผลการเลือกตั้งให้ชัดเจนก่อน
อีกอย่าง ภท.จะโชว์การสนับสนุนของพรรคเล็กที่เป็นสภาพวูบวาบทางการเมืองไม่ได้ เพราะพรรคเล็กเป็นธรรมดาต้องหนุนพรรคใหญ่ตั้งรัฐบาล แต่ไม่ได้หมายความว่า จะจมหัวจมท้ายไปด้วยกัน และสิ่งที่ต้องหวั่นไหวคือ ถ้ามีปัญหากับ พท.แล้ว รัฐบาลย่อมพังทันที เสียงจากพรรคเล็กก็ช่วยไม่ได้
ประเทศไทยต้องมาก่อน
#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS