"เท้ง" ถอดบทเรียนชนะความคิด-แพ้พื้นที่ ผุดอาสาส้มสู้อุปถัมภ์ ยื่นศาลไม่ให้ 44 สส.หยุดทำหน้าที่ ชี้หน.ใหม่มีพร้อม
“หน.เท้ง” เผย ถอดบทเรียนเลือกตั้งระบุชนะทางความคิด-แพ้พื้นที่ ชูตั้ง “อาสาส้ม” ทำเครือข่ายสู้ระบบอุปถัมป์ ส่วนสส.สอบตกมีกมธ.-งานพรรค ให้งานทำต่อ สู้ “คดี 44 สส.” ยื่นศาลฎีกาขอไม่ให้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ชี้ “หน.พรรค” คนต่อไปมีบุคลากรพร้อมแล้ว
เมื่อวันที่ (22 ก.พ.) เวลา 15.00 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดสัมมนาใหญ่ พรรคประชาชน ว่า เป็นการมาถอดบทเรียนร่วมกันว่าผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเท่าที่เราจะสามารถลงรายละเอียดได้ เพื่อสะท้อนสิ่งที่ทำให้เรายังไม่สามารถชนะเลือกตั้งได้ และสิ่งหนึ่งที่ตนคิดว่าเราเห็นตรงกันคือพรรคประชาชน ต้องทำงานในพื้นที่ให้เข้มข้นมากขึ้น และเราก็เตรียมความพร้อมที่จะจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร หรือ อสส. ให้ครบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วทั้งประเทศ เพื่อที่เราจะสามารถให้เครือข่าย อสส.เหล่านี้ เป็นหูเป็นตาให้ประชาชน ทั้งในเรื่องของการสะท้อนปัญหาในพื้นที่ให้กับผู้สมัครของพรรค เพื่อให้พรรคสามารถที่จะผลักดันการแก้ปัญหาในพื้นที่ ในเรื่องของการเป็นแหล่งข่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รวมทั้งการจัดกิจกรรมในพื้นที่ ประเพณีต่างๆ เพื่อให้ผู้สมัครของพรรคมีความใกล้ชิดกับพื้นที่ รวมถึงการส่งข่าวการทุจริตคอร์รัปชั่นในพื้นที่ เพราะอย่าลืมว่าในหลายพื้นที่ที่เราได้ยินมาในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ทราบข่าวมาว่าอาจจะมีในเรื่องของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ที่จริงๆ แล้วมีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ในครั้งนี้อาจมีข้อสงสัยที่เพิ่มมากขึ้น มีปัญหาที่หนาหูมากขึ้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะดำเนินการจับกุมได้ไม่ดีเท่าที่ควร เราจึงเตรียมความพร้อมที่จะส่งอาสาสมัครเหล่านี้ไปเป็นหูเป็นตาให้พวกเรา
เมื่อถามถึงการวางบทบาทให้กับคนที่สอบไม่ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แน่นอนที่สุดตอนนี้เราสัมมนาในเรื่องของอาสาสมัคร ซึ่งก็มีผู้สมัครส่วนหนึ่งที่อาจไม่ได้รับการเลือกตั้งในครั้งนี้ ทุกคนยังมีกำลังใจเต็มเปี่ยม และพร้อมที่จะเดินหน้าทำงานต่อกับพรรค สิ่งที่เราวางแผนร่วมกันตลอด 2 วันที่ผ่านมา คือการที่จะเร่งเคาะผู้สมัครให้เร็วที่สุด เพื่อให้แต่ละคนมีเวลาทำพื้นที่ให้ได้มากที่สุด และการที่เราพอจะมีกลไกหรือตำแหน่งในสภา เราก็จะให้ผู้สมัครของเรามีที่ทางในการทำงานให้กับประชาชน ไม่ว่าเขาจะสอบได้หรือไม่ก็ตาม
เมื่อถามถึงการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคในการประชุมใหญ่ช่วงเดือน มี.ค. มีการพูดถึงในเวทีสัมมนาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีการหารือกัน แต่ตนอยากยืนยันว่าหลักความบริสุทธิ์ของเราและเพื่อนๆ ที่อยู่ในข่าย 44 สส. ไม่ควรมีใครที่จะถูกดำเนินคดีในเรื่องของการที่เราเสนอแก้ไขกฎหมาย ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้ดำรงตำแหน่ง สส. แต่เพื่อการบริหารความเสี่ยงทั้งหมด เราก็มีการหารือกันว่าหากศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ตนในฐานะหัวหน้าพรรคก็ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนบทบาทของตนเอง ไปทำหน้าที่อย่างอื่น เช่น การสร้างเครือข่ายของพรรคให้เข้มแข็งในพื้นที่เพื่อทำให้เราชนะการเลือกตั้งในครั้งหน้า ขณะที่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคซึ่งผูกพันกับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ก็อยู่ที่ที่ประชุมของพรรคว่าจะเลือกใครขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่และผู้นำฝ่ายค้านคนต่อไป แต่ขออย่าเพิ่งพูดไปถึงตอนนั้นเลย ขอให้จับตาดูที่คดีที่จะออกจาก ป.ป.ช.ไปที่ศาลฎีกาดีกว่าว่าเป็นอย่างไร
เมื่อถามต่อว่าเตรียมการต่อสู้เรื่องคดีไว้อย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่เท่าเดิม เท่าที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ไป คือทางทีมกฎหมายของพรรคได้ยื่นคำร้องกับว่าที่ สส.ทั้ง 10 คน คือบัญชีรายชื่อ 8 คน และเขต 2 คน ในการยื่นคำร้องให้กับศาลฎีกาเพื่อให้ศาลไม่มีคำสั่งให้เราหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรอฟังคำตอบจากศาลฎีกาอีกครั้งว่าจะมีคำสั่งอย่างไร
ต่อข้อถามว่ากังวลสถานการณ์ภายในพรรคหรือไม่ หากถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะว่าที่ สส.ทั้ง 10 คน ถือเป็นแนวหลักของพรรค นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวล จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นกลไกในเรื่องของตำแหน่งประธานกรรมาธิการ คนที่จะมาทำหน้าที่วิปฝ่ายค้าน เราก็มีการวางตัวบุคลากรที่มีความพร้อมจะขึ้นมาทำหน้าที่แทนอยู่แล้ว จึงไม่ได้กังวลในส่วนนี้ เมื่อถามอีกว่าได้วางตัวบุคคลใดในการเป็นประธานวิปฝ่ายค้านไว้บ้างหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ขอระบุรายชื่อดีกว่า แต่ในที่ประชุมภายในพรรคได้มีการพูดคุยกันและมีบุคลากรที่พร้อมอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าเท่าที่ถอดบทเรียนสาเหตุที่ไม่ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นเพราะอะไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อย่างหนึ่งต้องบอกว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมาโดยภาพใหญ่นั้น เราสรุปบทเรียนออกเป็น 2 ภาพหลักๆ อย่างแรกคือผลประชามติที่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม หรือเราแพ้เขตให้กับพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคกล้าธรรม แต่พื้นที่เหล่านั้นประชาชนก็ยังเห็นด้วยกับประชามติ อีกอย่างคือเรายังคงรักษาแชมป์ในส่วนของ สส.บัญชีรายชื่อ ที่คะแนนความนิยมของเรามาเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นสิ่งที่ทำให้เราเห็นได้คือการทำงานทางความคิด เราวางยุทธศาสตร์ในการทำงานตั้งแต่ต้นว่า ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการทำงานทางความคิดก่อน ไม่ใช่สิ่งที่ผิดพลาด และตนคิดว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมาในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าสิ่งที่เราคิดกันมาในอดีต
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แต่สิ่งที่เราพ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งนี้ คือการทํางานพื้นที่ ที่อาจตั้งรับไม่ดีพอ และทํางานเชิงรุกมากไม่เพียงพอในอดีต เมื่อถอดบทเรียนออกมา เราจึงเตรียมพร้อมจัดตั้งเครือข่าย เมื่อฝั่งเขามีเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ฝั่งเราก็พร้อมที่จะมีเครือข่ายอาสาประชาชน ส่วนจําเป็นต้องดึงบ้านใหญ่เข้ามาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การเมือง ที่ไม่ว่าจะนิยามคําพูดว่า บ้านใหญ่หรือเครือข่าย ระบบอุปถัมภ์ อย่างไร แต่สิ่งที่พวกเราดูถูกไม่ได้ หรือบอกว่าผิดไม่ได้เลย คือการที่ประชาชนออกไปตัดสินใจโหวตให้กับใครคนใดคนหนึ่งในพื้นที่ เพราะปัญหาของประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งที่เราได้รับปัญหามาจริงๆ เพราะฉะนั้น โจทย์ของพรรคในการไปสู้กับโจทย์การเมืองบ้านใหญ่ คือการสร้างเครือข่ายของเรา ให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ทําให้เขาหลุดโซ่ตรวน ที่ต้องให้เขาอยู่ในกลุ่มระบบเครือข่ายเดิมๆ
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO