"ซีอีโอ" บริษัทสแกนม่านตา เข้าให้ปากคำ DSI แล้ว อ้างรับผิดชอบแค่จัดวางอุปกรณ์ ไม่เกี่ยวระบบเทคโนฯ-บันทึกข้อมูลบุคคล
"ซีอีโอ" บริษัทสแกนม่านตา เข้าให้ปากคำ DSI แล้ว อ้างรับผิดชอบแค่จัดวางอุปกรณ์ ไม่เกี่ยวระบบเทคโนฯ-บันทึกข้อมูลบุคคล
20 ม.ค. 2569 ที่หน้าห้องกองคดียาเสพติด ศูนย์ราชการฯ อาคารเอ ชั้น 7 ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด เปิดเผยก่อนเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ว่า ตนได้มีโอกาสชี้แจงกับสื่อมวลชน โดยวันนี้ตนได้นำเอาเอกสารประกอบการชี้แจง ซึ่งเป็นข่าวที่เคยมีปรากฏ สำหรับกรณีเครื่องสแกนม่านตา เราทำตั้งแต่ต้นปี และในเอกสารหน้าแรก ก็มีโพสต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. จะพบว่ามันมีลิงค์ประกาศจาก ก.ล.ต. ว่าไม่มีการกล่าวโทษหรือการทำความผิดของบริษัท มีแต่บุคคลที่ไปเสนอรับแลกเหรียญจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ทำผิด ซึ่งประเด็นเหรียญมันไม่ผิดอยู่แล้ว มันมีการขายในกระดานไทยหลายที่ แต่ที่ผิดคือมันมีคนไปรับแลกเหรียญโดยที่ไม่ผ่านกระดาน ดังนั้น 5 บุคคลที่ทาง ก.ล.ต. ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทเรา แต่เป็นการไปรับแลกเหรียญเองโดยไม่ผ่านกฎหมายตามที่ ก.ล.ต. ประกาศไว้ นอกจากนี้ ตนขอท้าวความว่า บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่รับจ้างในการหาสถานที่เพื่อจัดวางเครื่องสแกนม่านตาเท่านั้น และเรื่องเทคโนโลยีใด ๆ ก็ไม่เกี่ยวกับเรา ส่วน ในเอกสารหน้า 2 สื่อมวลชนจะเห็นว่ามันเคยมีข่าวเกี่ยวกับตำรวจไซเบอร์ และ ก.ล.ต. เคยปูพรมค้น 109 จุดทั่วประเทศ ซึ่งก็คือการจับนายหน้าที่รับซื้อขายเหรียญ จึงไม่เกี่ยวกับเรา และในเนื้อข่าวก็เขียนชัดเจนว่าระบบสแกนม่านตาเพื่อบันทึกข้อมูลไม่ผิดกฎหมายในประเทศไทย นายโอภาส เผยอีกว่า ส่วนงาน Deep Dive ซึ่งบริษัท เวิล์ด (World) ได้มีการจัดงานและเชิญสื่อมวลชน รวมถึงยังมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญทั่วประเทศจำนวนมาก และยังมีหน่วยงานไปร่วมด้วย อาทิ ดีเอสไอ ตำรวจ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) เป็นต้น และนอกจากนี้ตนยังได้เชิญชาวต่างชาติให้มาแกะเครื่องสแกนม่านตาทีละชิ้น ซึ่งใช้เวลาทั้งวัน โดยแกะเครื่องเพื่อดูว่ามันมีการเก็บข้อมูลไว้หรือไม่ ซึ่งก็พบว่าจากเท่าที่เห็น ภาพม่านตาที่สแกนได้ถูกลบออกไป ส่วนข้อมูลก็ไม่เกี่ยวกับตน
นายโอภาส เผยต่อว่า บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็นผู้รับจ้าง เราเป็นเพียงผู้รับจ้างจัดหาสถานที่เพื่อวางเครื่องสแกนม่านตาเท่านั้น ส่วนระบบเทคโนโลยีทั้งหลาย เราไม่ทราบเรื่อง ส่วนจุดประสงค์ของเครื่องสแกนม่านตา ที่มีกลุ่มคนนำเข้าเครื่องมานั้น นายโอภาส แจงว่า เป็นการยืนยันความเป็นมนุษย์ เนื่องจาก World หรือเครื่องสแกนม่านตาเป็นของบริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity - TFH) และ 1 ในนั้นก็เป็นของ OpenAI หรือ Mr.Sam Altman-นายแซม อัลท์แมน (ผู้ก่อตั้ง OpenAI และ ChatGPT) ซึ่งตัวเขาเองมองว่าในอนาคตเราอาจไม่รู้ว่ากำลังคุยกับใครอยู่ เช่น ในไลน์ตอนนี้เราไม่อาจรู้ได้ว่าเรากำลังคุยกับนายโอภาส จริงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็อาจเป็นนายโอภาสเหมือนเป๊ะ เสียงเหมือนเป๊ะ จะไม่รู้เลยจนกว่าจะเจอตัวจริง ซึ่งสิ่งนี้มันจะมาช่วยกรอง คือ การให้มีตัวตัวหนึ่งเพื่อระบุว่า “นี่คือโอภาสที่เป็นมนุษย์จริง ไม่ใช่โอภาสปลอม” และเจ้าตัวคงคิดว่า ChatGPT มันจะเก่งจริง ๆ และเอไอ (Ai) ตัวอื่นก็จะเก่งมาก ๆ เขาจึงต้องการทำเลเยอร์ที่เป็น Human Only ขึ้นมา โดยจะมีตัวทริคอันหนึ่งที่ระบุว่า “อันนี้คือคนจริง ๆ” แต่จะไม่มีการย้อนกลับว่าแล้วคนนี้คือใครเมื่อถามว่าสังคมสงสัยว่าเราจะได้อะไรจากการทำโปรเจ็คนี้นั้น นายโอภาส ระบุว่า ตัวบริษัทฯ ได้ค่ารับจ้างปกติ ค่ารับจ้างในการหาสถานที่ โดยเราได้ค่ารับจ้างจากบริษัท World และในกรณีที่ MOU เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ตนเองก็เข้ามาเป็นกรรมการของบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด หลังจาก MOU เกิดขึ้นจริง ส่วนการนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา ยืนยันว่าบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่ได้เป็นผู้นำเข้าจากบริษัทแม่ แต่เราเพียงแค่หาสถานที่วางเครื่องเท่านั้น เราไม่ได้นำเข้า แต่เครื่องมันอยู่ในไทยอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ดีเอสไอได้ตรวจยึดเครื่องสแกนม่านตา จำนวน 4 ชุดมาจากบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) นั้น มีคนนำมาให้เราที่บริษัท พอเราได้เครื่องมาแล้ว เราก็นำไปกระจายวางตามที่ต่าง ๆ ซึ่งบริษัทของเราเป็นบริษัทจัดงานอยู่แล้ว ก็ไม่ยากในการจัดหาสถานที่ ดังนั้น เราจึงไม่รู้ว่าเจ้าของเครื่องคือบริษัทประเทศไหน เพราะมันมีหลายประเทศ ส่วนกรณีที่ MOU เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ระหว่างกระทรวงดีอีฯ และบริษัทเอกชนของสิงคโปร์ ถูกจัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและธุรกิจสินทรัพย์ในไทย จะมีความเกี่ยวข้องกับเครื่องสแกนม่านตาหรือไม่นั้น นายโอภาส ปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง MOU ดังกล่าว แต่มารู้ตอนปรากฏปัญหา เพราะตอนเราทำ เราทำโดยไม่ได้อิง MOU แต่เราทำเพราะมันเป็นอาชีพที่น่าทำ เพราะเราก็เป็นบริษัทจัดงานอยู่แล้ว เหมือนแค่หาสถานที่จัดงานเฉย ๆ ส่วนจุดที่บริษัทของเราต้องนำเครื่องสแกนม่านตาไปวางนั้น ตนจำได้ว่ามีจำนวนหลายร้อยเครื่อง ร้อยจุดทั่วประเทศ อาจ 1-2 จุด ก็แล้วแต่สถานที่ ยืนยันว่า เราเป็นแค่คนหาสถานที่วางเครื่อง กระจายให้คนเข้าถึงง่ายที่สุด แต่ไม่ได้นำเข้าเครื่องสแกนม่านตาเลย นายโอภาส ย้ำว่า สัญญาการจ้างงานเกิดจากบริษัท World เป็นผู้มาจ้างบริษัทของตน ให้เราหาสถานที่วางเครื่องสแกนม่านตา เพื่อให้คนเข้าถึงง่าย เพราะถ้ายิ่งช้ายิ่งยาก และยืนยันความเป็นมนุษย์ได้เร็วขึ้น แต่ไม่ได้บรีฟว่าต้องหาเป็นห้างสรรพสินค้าหรือไม่ แต่เป็นหน้าที่ของเราเอง และในตอนนั้น ตนยังไม่ได้สงสัยว่าพอประชาชนสแกนม่านตาไปแล้วข้อมูลจะถูกเก็บไว้ที่ไหน เราไม่ได้คิด มันไม่ได้เกี่ยวกับเรา เราเเค่หาสถานที่ เทคโนโลยีเป็นเรื่องของเขา และเขาไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีคนมาสแกนม่านตากี่คนใน 1 ปี ส่วนอัตราค่าจ้าง วัดจากรายละเอียดหลายประการ ส่วนจำนวนคนที่เข้าไปสแกนม่านตา เราก็มีรับทราบ แต่มันเป็นรายละเอียดในสำนวน เราไม่สามารถพูดได้ นายโอภาส เปิดเผยด้วยว่า เราไม่ได้จู่ ๆ มาทำโปรเจกต์นี้ แต่หน่วยงานก็ได้รู้รายละเอียดในวัน Deep Dive ไปแล้ว ที่เรามีการโชว์แกะเครื่องสแกนม่านตา และตนก็ได้เเจ้งต่อ ก.ล.ต. ไปแล้ว ทางหน่วยงาน CIB (ตำรวจสอบสวนกลาง) ดีเอสไอ ตำรวจไซเบอร์ ก็อยู่ในงานรับทราบข้อมูล ซึ่งตำรวจสอบสวนกลางก็เคยไปตรวจมาแล้ว 100 กว่าจุด แถลงข่าวว่าไม่มีความผิดใด ๆ ดังนั้น วันนี้ตนจึงต้องนำเอาข้อมูลมาให้ดีเอสไอลงลึกรายละเอียด ฉะนั้น ตนจึงไม่มีหน้าที่รู้ว่าข้อมูลที่ได้จากการสแกนม่านตามันไปถูกเก็บไว้ที่ไหน เพราะตนเพียงหาสถานที่วางเครื่องเท่านั้น นายโอภาส กล่าวว่า กรณีที่มีพยานประชาชนที่เคยสแกนม่านตาแล้วได้รับเหรียญดิจิทัลมาให้ข้อมูลกับดีเอสไอในวันนี้แล้วกังวลว่าข้อมูลม่านตาจากการสแกนเครื่อง อาจทำความเสียหายได้นั้น ตนขอย้ำว่า มันเป็นเพียงการยืนยันความเป็นมนุษย์ที่มันมากกว่าเรื่องปกติ เพราะแค่หน้าคนเฉย ๆ มันก็อปกันง่าย จึงมองว่าไม่น่ามีคนเสียหาย เมื่อถามว่าเครื่องสแกนม่านตาในปี 2567 ที่มีการติดตั้ง ตามหลักการแล้วคนที่สแกนม่านตาจะต้องได้เหรียญหรือไม่ นายโอภาส แจงว่า ไม่จำเป็น เพราะมันอาจเป็นโปรโมชั่นของเขา ซึ่งบริษัท World คือผู้ให้เหรียญ แต่บริษัทตนไม่เกี่ยวข้องแน่นอน และก็มีการระงับไปนานแล้ว เพราะแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน บางประเทศก็สแกนม่านตาฟรีด้วยซ้ำ มันจึงเหมือนเป็นเรื่องการชักจูงโปรโมชั่นในตอนแรกมากกว่า เหมือนเราสมัครบัตรเครดิตแล้วได้กระเป๋าทั้งที่เราไม่อยากได้ ตัวแอปพลิเคชั่น WorldApp ตนก็ทราบว่าถูกระงับการใช้งานในไทยไปนานแล้ว ดังนั้น กรณีที่มี 5 บุคคลไปตั้งโต๊ะรับแลกเหรียญโดยไม่เกี่ยวกับบริษัทของตนนั้น ตนก็คงไม่ได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษเขา เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับตนเลย ต้องเป็น ก.ล.ต. เป็นผู้กล่าวโทษ นายโอภาส ระบุปิดท้ายว่า บริษัทของตน และตนเองนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ นายเบนสมิธ แต่ยอมรับว่ารู้จักทั่วไป เคยเห็นไกล ๆ แต่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว ด้านนายปองธรรม กุลวงษ์ อายุ 58 ปี อาชีพ สินแส เดินทางเข้าให้ข้อมูลกับคณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนแว่นตาในฐานะพยาน ก่อนออกมาเปิดเผยว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2567 ตนได้เคยเข้าร่วมสแกนม่านตาที่ตลาดแห่งหนึ่ง ย่านคลอง 4 จังหวัดปทุมธานี เนื่องด้วยตอนนั้นมีน้องข้างบ้านมาชวนให้ไปสแกนม่านตา โดยอ้างว่าเมื่อสแกนม่านตาแล้วจะได้รับเงินจริง ไม่มีความเสียหายใด ๆ ตนจึงเชื่อและไปร่วมสแกนม่านตา ซึ่งในวันที่ไป จะพบว่ามีล็อคที่ติดตั้งเครื่องสแกนม่านตาอยู่ และมีพนักงานประจำเครื่อง ซึ่งเป็นผู้ชาย จากนั้นพนักงานที่ยืนอยู่ประจำเครื่องสแกนม่านตา ได้ขอบัตรประชาชนตัวจริงของตนไป ส่วนน้องข้างบ้านคนที่ชวน ก็ได้ขอโทรศัพท์มือถือของตนไปเพื่อติดตั้งแอปพลิเคชั่น "World App" จากนั้นเมื่อตนเดินเข้าไปใกล้เครื่องสแกนม่านตา พนักงานก็บอกให้ส่องหน้าเข้าไป สิ่งที่ตนเห็นภายในเครื่องเมื่อลืมตา ก็พบว่าเป็นหน้าจอสีดำและสะท้อนภาพใบหน้าของตนเอง และได้ยินเสียงที่เครื่องกำลังทำงาน ซึ่งตนก็ลืมตาและพบว่าใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็เสร็จสิ้น และพนักงานประจำเครื่องก็คืนบัตรประจำตัวประชาชนให้ และน้องข้างบ้านก็ได้คืนโทรศัพท์มือถือให้ พร้อมบอกว่าเดี๋ยวจะได้รับเงินโอนเข้าไปยังบัญชีธนาคาร ซึ่งน้องจะเป็นผู้แลกเหรียญให้ผ่านแอพพลิเคชั่นดังกล่าว
โดยที่ตนไม่ต้องทำอะไร เพราะว่าตนไม่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว จากนั้นผ่านไปราวสองถึงสามวัน เงินจำนวน 952 บาท ก็โอนเข้ามามายังบัญชีธนาคารกสิกรไทยของตนเอง จึงทำให้เชื่อว่าเมื่อมีการสแกนม่านตาแล้วก็ได้รับเงินจริง แต่เป็นการรับเงินบาทมาจากการแลกเหรียญผ่านแอปพลิเคชั่น อย่างไรก็ตาม พอมีข่าวเกิดขึ้น ตนจึงเกิดความกังวลว่าม่านตาที่เคยสแกนไปนั้นอาจส่งผลกระทบในเรื่องใดหรือไม่ เพราะว่าพอตอนสแกนม่านตาไปแล้ว ก็เกิดเรื่องแปลกขึ้น คือ มีเบอร์โทรศัพท์แปลกโทรเข้ามา แล้วแจ้งว่าตนถูกดำเนินคดีฟอกเงิน หรือมีคดีอาญาเกิดขึ้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทั้งนี้ ทุกวันนี้ตัวแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ไม่สามารถเข้าใช้งานได้แล้ว คล้ายถูกระงับการใช้งานในประเทศไทย ซึ่งถึงแม้ว่าตนจะไม่ได้มีการกรอกข้อมูลส่วนตัวภายในแอพพลิเคชั่น แต่บัตรประชาชนตัวจริงที่เคยยื่นให้กับพนักงานประจำตัวเครื่องสแกนม่านตา และเลขบัญชีธนาคารที่เคยรับโอนเงิน อาจส่งผลกระทบ และสร้างความกังวลกับตน วันนี้จึงประสงค์เข้าให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์กับดีเอสไอ และอยากขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนที่เคยสแกนม่านตาให้เข้าให้ข้อมูลกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพราะในตอนนั้นเรารู้เพียงแค่ว่าสแกนม่านตาแล้วได้รับเงิน แต่ไม่ได้รู้ว่าข้อมูลม่านตาที่เราสแกนไปจะถูกนำไปใช้ในเรื่องใดหรือไม่ เราทราบข้อมูลเพียงแค่นั้น เราจึงไปร่วมกิจกรรม แต่พอวันนี้เป็นคดีเกิดขึ้น จึงเป็นความกังวลอย่างมาก