โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เปิดแผนความหลากหลายชีวภาพบราซิล ตั้งเป้าอนุรักษ์แอมะซอน 80% ภายใน 2030

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บราซิล ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลก ได้เผยแพร่แผนของสหประชาชาติว่าด้วยการหยุดยั้งและฟื้นฟูการเสื่อมถอยของธรรมชาติภายในสิ้นทศวรรษนี้ แม้จะล่าช้ากว่ากำหนดก็ตาม

ตามการประเมินอย่างเป็นทางการ บราซิลเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่มีการบันทึกแล้วราว 10–15% ของโลก ครอบคลุมพื้นที่ป่าฝนอเมซอนถึง 64% และเป็นแหล่งผลิตอาหารคิดเป็น 10% ของความต้องการอาหารโลก

จากการสืบสวนร่วมกันของ Carbon Brief และ The Guardian ระบุว่า บราซิลเป็นหนึ่งในราว 85% ของประเทศทั่วโลกที่พลาดเส้นตายปี 2024 ในการยื่นแผนความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติฉบับใหม่ต่อสหประชาชาติ ซึ่งเรียกว่า“ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ” (National Biodiversity Strategy and Action Plan: NBSAP)

ในที่สุด เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2025 บราซิลได้เผยแพร่ NBSAP ฉบับใหม่ หลังจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ยาวนาน ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์ ชนพื้นเมือง และภาคประชาสังคมหลายร้อยรายเข้าร่วม

NBSAP ฉบับนี้ระบุรายละเอียดว่า บราซิลจะดำเนินการอย่างไรเพื่อบรรลุเป้าหมายและตัวชี้วัดภายใต้กรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง–มอนทรีออล (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: GBF) ซึ่งเป็นข้อตกลงระดับโลกที่มักถูกขนานนามว่าเป็น “ความตกลงปารีสด้านธรรมชาติ” ที่ได้รับการรับรองในปี 2022

ตั้งเป้าอนุรักษ์ป่าแอมะซอนบราซิล 80% ภายในปี 2030

เป้าหมายที่สามของ GBF กำหนดให้ “ภายในปี 2030 อย่างน้อย 30% ของพื้นที่บนบก แหล่งน้ำภายในประเทศ และพื้นที่ชายฝั่งและทางทะเล ต้องได้รับการอนุรักษ์และบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ” ซึ่งมักเรียกกันว่าเป้าหมาย “30 by 30”

การวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ของ Carbon Brief และ The Guardian พบว่า คำมั่นสัญญาของประเทศต่าง ๆ มากกว่าครึ่งหนึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของ GBF เป็นเป้าหมายในระดับโลก ไม่ได้กำหนดว่าประเทศใดต้องอนุรักษ์พื้นที่ในสัดส่วนเท่าใดโดยเฉพาะ

NBSAP ของบราซิลตั้งเป้าหมายที่สูงกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งใจอนุรักษ์พื้นที่ป่าฝนอเมซอนภายในประเทศถึง 80% ควบคู่กับการอนุรักษ์ระบบนิเวศอื่น ๆ ของประเทศอีก 30%

ด้วยขนาดประเทศที่ใหญ่และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในโลก เป้าหมายที่สูงกว่านี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายระดับโลก

ในการคำนวณพื้นที่อนุรักษ์ บราซิลไม่ได้พิจารณาเฉพาะพื้นที่คุ้มครองที่รัฐกำหนดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงดินแดนของชนพื้นเมือง พื้นที่ของชุมชนกีลอมโบลา (Quilombola) และชุมชนท้องถิ่นอื่น ๆ ด้วย

NBSAP ระบุว่า บราซิลได้ดำเนินมาตรการหลายประการเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “30 by 30” แล้ว ตัวอย่างเช่น ในปี 2018 บราซิลได้จัดตั้งหรือขยายเขตคุ้มครองทางทะเล 4 แห่งในน่านน้ำของตน ส่งผลให้สัดส่วนพื้นที่คุ้มครองเพิ่มจากราว 1.5% เป็นมากกว่า 25%

ตามรายงานระดับชาติฉบับที่หกของบราซิลซึ่งยื่นต่ออนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ในปี 2020 ระบุว่า 18% ของพื้นที่ภาคพื้นทวีปของประเทศ หรือพื้นที่บนบกและแหล่งน้ำภายใน อยู่ภายใต้เขตคุ้มครอง และมากกว่า 28% ของป่าอเมซอนได้รับการขึ้นทะเบียนดังกล่าว

นอกจากนี้ อีก 12% ของพื้นที่ประเทศถูกกำหนดเป็นดินแดนชนพื้นเมือง ซึ่งรายงานระบุว่า “มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองพื้นที่ขนาดใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะในชีวนิเวศอเมซอน”

แผนปฏิบัติการที่มาควบคู่กับ NBSAP ใหม่ กำหนดมาตรการสนับสนุนเป้าหมายที่สามจำนวน 15 ประการ อาทิ การรับรองและออกเอกสารสิทธิในที่ดินของชนพื้นเมือง การจัดตั้งแนวเชื่อมโยงระบบนิเวศและเขตสงวนชีวมณฑล รวมถึงการดำเนินยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านการคุ้มครองป่าชายเลน แนวปะการัง และพื้นที่ชุ่มน้ำ

ตั้งเป้า “ยุติ” การตัดไม้ทำลายป่าภายในปี 2030

นอกเหนือจากพันธกรณีตามเป้าหมายของ GBF ในการคุ้มครองและฟื้นฟูระบบนิเวศแล้ว NBSAP ของบราซิลยังกำหนดเป้าหมายเฉพาะในการ “ยุติ” การตัดไม้ทำลายป่าในชีวนิเวศของประเทศภายในปี 2030

เป้าหมาย 1B ของ NBSAP ระบุว่า บราซิลมุ่ง “บรรลุการตัดไม้ทำลายป่าเป็นศูนย์ และยุติการเปลี่ยนแปลงพื้นที่พืชพรรณพื้นเมืองภายในปี 2030”

ประเทศคาดว่าจะบรรลุเป้าหมายนี้ผ่านการขจัดการตัดไม้ทำลายป่าที่ผิดกฎหมาย การชดเชยการใช้พื้นที่พืชพรรณพื้นเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย การป้องกันและควบคุมไฟป่า การแก้ปัญหาการแปรสภาพเป็นทะเลทราย และการบรรลุความเป็นกลางด้านความเสื่อมโทรมของที่ดิน

แนวทางดังกล่าวเข้มข้นกว่าที่กำหนดไว้ใน GBF ซึ่งไม่ได้กล่าวถึง “การตัดไม้ทำลายป่า” โดยตรง

ประธานาธิบดีลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล ได้รับเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2022 ภายใต้คำมั่นว่าจะบรรลุ “การตัดไม้ทำลายป่าเป็นศูนย์” หลังจากการทำลายป่าอเมซอนเพิ่มขึ้นในยุคของอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร

ข้อมูลจาก Global Forest Watch (GFW) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิจัยดาวเทียมอิสระ ระบุว่า การตัดไม้ทำลายป่าในอเมซอนของบราซิลลดลงถึง 36% ในปี 2023 ภายใต้การบริหารของลูลา

อย่างไรก็ตาม บราซิลยังคงเป็นประเทศที่มีการตัดไม้ทำลายป่ามากที่สุดในโลก โดยข้อมูล GFW อีกชุดหนึ่งชี้ว่า ในปี 2024 บราซิลมีสัดส่วนถึง 42% ของการสูญเสียป่าดั้งเดิมทั่วโลก ซึ่งสองในสามเกิดจากไฟป่าที่รุนแรงจากภัยแล้งเป็นประวัติการณ์

ผสานนโยบายโลกร้อนและความหลากหลายชีวภาพ

NBSAP ของบราซิลเผยแพร่ไม่นานหลังจากที่ประเทศเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ COP30 ที่เมืองเบเลงในเขตอเมซอน เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยหนึ่งในวาระสำคัญของประธานการประชุมคือการผลักดันความเชื่อมโยงระหว่างความพยายามแก้ปัญหาโลกร้อนและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดโลกที่นครรีโอเดจาเนโรในปี 1992 โลกได้จัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญผ่านอนุสัญญา 3 ฉบับแยกกัน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และการแปรสภาพเป็นทะเลทราย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ นักการเมือง และนักการทูตจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่าการแยกจัดการปัญหาเหล่านี้เป็นแนวทางที่เหมาะสมหรือไม่

ในการประชุม COP ด้านความหลากหลายชีวภาพและการแปรสภาพเป็นทะเลทรายครั้งล่าสุด ประเทศต่าง ๆ ได้เห็นชอบข้อความใหม่ที่เรียกร้องให้ทั้งสามอนุสัญญาทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น แม้ว่าในการประชุม COP30 บราซิลจะพยายามผลักดันข้อตกลงใหม่เพื่อเสริม “การประสานพลัง” ระหว่างอนุสัญญาเหล่านี้ แต่ก็ถูกคัดค้านจากหลายประเทศ รวมถึงซาอุดีอาระเบีย

ภายหลัง NBSAP ของบราซิลระบุว่า วิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาการสูญเสียธรรมชาติของประเทศนั้น “สอดคล้อง” กับแผนด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ หรือแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC)

เอกสารยังระบุว่าบราซิลใช้ “แนวทางแบบองค์รวม” ในการรับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายชีวภาพอย่างสอดประสานกัน โดยตั้งเป้าหมายหลายประการที่ช่วยแก้ทั้งสองปัญหา เช่น การยุติการตัดไม้ทำลายป่า การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน และการฟื้นฟูระบบนิเวศ

ระดมเงินทุนเพื่อธรรมชาติ ความท้าทายสำคัญ

ตามเป้าหมายที่ 19 ของ NBSAP รัฐบาลบราซิลจะพัฒนาและเริ่มดำเนินยุทธศาสตร์การเงินระดับชาติ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามแผนภายในสิ้นปี 2026 โดยมุ่ง “เพิ่มปริมาณทรัพยากรทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ”

แหล่งเงินทุนจะมาจากงบประมาณของรัฐบาลกลาง รัฐ และเทศบาล เงินทุนระหว่างประเทศ ภาคเอกชน รวมถึงแรงจูงใจเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายชีวภาพ

แผนปฏิบัติการยังระบุกลไกทางการเงินที่เป็นไปได้ เช่น เครดิตความหลากหลายชีวภาพ ตลาดคาร์บอนที่มีการกำกับดูแล และกองทุน Tropical Forest Forever Facility

ขณะเดียวกัน เป้าหมายที่ 18 ระบุว่าบราซิลจะระบุเงินอุดหนุนและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและการคลังที่ ส่งผลเสียต่อความหลากหลายชีวภาพโดยตรง ภายในสิ้นปีนี้ และจะลดหรือยกเลิกภายในปี 2030 พร้อมเพิ่มแรงจูงใจด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

เกษตรกรรมยั่งยืนกับการเข้มข้นการผลิต

บราซิลเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก ผลิตอาหารได้ถึง 10% ของความต้องการโลก เป็นผู้ปลูกถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุด และเป็นผู้ผลิตเนื้อวัวอันดับสองของโลก

อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรกรรมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของการสูญเสียความหลากหลายชีวภาพ จากการแผ้วถางป่าเพื่อปลูกถั่วเหลืองและเลี้ยงปศุสัตว์ ขณะเดียวกัน ภาคเกษตรเองก็ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียความหลากหลายชีวภาพ โดยเฉพาะการลดลงของแมลงผสมเกสร

NBSAP ระบุว่า การสูญเสียความหลากหลายชีวภาพบ่อนทำลายการผลิตทางการเกษตรและความเป็นอยู่ของมนุษย์โดยตรง สะท้อนว่าเกษตรกรรม กิจกรรมการผลิตอื่น ๆ และการอนุรักษ์ความหลากหลายชีวภาพเป็นสิ่งที่พึ่งพาอาศัยกัน ไม่ใช่ฝ่ายตรงข้าม

เป้าหมาย 10A ของ NBSAP มุ่งให้พื้นที่เกษตรกรรม ปศุสัตว์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และป่าไม้ ได้รับการจัดการอย่างยั่งยืนและบูรณาการเข้ากับภูมิทัศน์ภายในปี 2030 โดยเสนอแนวทาง เช่น เกษตรนิเวศ เกษตรฟื้นฟู และการเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน

กระบวนการรับฟังความคิดเห็นขนาดใหญ่ที่สุด

ก่อนเผยแพร่ NBSAP บราซิลได้ดำเนินกระบวนการรับฟังความคิดเห็นขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน จากการประชุมแบบพบหน้า และมีองค์กรวิทยาศาสตร์และภาคประชาสังคมราว 200 แห่ง รวมถึงตัวแทนชนพื้นเมือง 110 ราย

รัฐบาลบราซิลระบุว่า พื้นที่ป่าฝนอเมซอนราวหนึ่งในสามได้รับการคุ้มครองโดยดินแดนชนพื้นเมือง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ

มิเชล ซานโตส ผู้จัดการนโยบายสาธารณะของ WWF บราซิล ระบุว่า ภาคประชาสังคมพึงพอใจกับกระบวนการที่เปิดกว้างและครอบคลุม แม้จะใช้เวลานาน แต่ผลลัพธ์ถือว่าน่าพอใจในภาพรวม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...