โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“จุรินทร์” ซัดรบ.งบ67 เป็นเป็ดง่อย-งบกรมราชทัณฑ์2มาตรฐาน

INN News

เผยแพร่ 03 ม.ค. 2567 เวลา 07.06 น. • INN News

"จุรินทร์" คืนฟอร์มซัดงบ 67 เป็นเป็ดง่อย ฉะรัฐบาลตั้งงบกรมราชทัณฑ์ ดูแลผู้ต้องขัง 2 มาตรฐาน มีบางคนติดคุกทิพย์ เป็นนักโทษเทวดา อวยรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายต่อเนื่องเป็นคนที่ 2 ในฐานะฝ่ายค้านว่า แม้ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่งบประมาณปี 67 เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญถ้ารัฐบาลเสนอแล้วไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ก็ยุบสภา แต่เชื่อว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องระดม สส.พรรคร่วมรัฐบาลมาลงคะแนนให้ครบจนได้และเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ จะผ่านความเห็นชอบวาระแรก เพราะรัฐบาลชุดนี้มีเสียงข้างมากโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดถึง 314 เสียง ถ้าหากไม่ผ่าน นายกฯ ก็คงต้องเลิกใส่ถุงเท้าได้แล้ว

ทั้งนี้ ที่นายกฯ แถลงเมื่อเช้าทุกอย่างดีหมด แต่ตนขออภิปรายเพื่อทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบ ถ่วงดุล และแสดงความคิดเห็น แต่เนื่องจากเวลาจำกัดก็ขออภิปรายในภาพรวม โดยงบประมาณนี้เป็นงบประมาณฉบับแรกของรัฐบาลชุดนี้ เกิดจากการนำงบ ปี 67 ที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มารื้อทำใหม่ทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้ปฏิทินงบช้าไปกว่า 9 เดือน มัวแต่ตั้งรัฐบาลแบบเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดส่งผลให้งบประมาณล่าช้าเหมือนงบประมาณ “เป็ดง่อย” มีเวลาใช้เงินแค่ 5 เดือนจาก 12 เดือนหรือใช้เงินแค่ 40% ประสิทธิภาพในการใช้เงินลดลง โดยเฉพาะงบลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน นายจุรินทร์ ฟันธงว่านายกรัฐมนตรี ไม่สามารถใช้หนี้เงินกู้ 500,000 ล้านบาทในโครงการเงินดิจิตอลได้ ภายใน 4 ปี แต่เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองเท่านั้น พร้อมขอให้นายกรัฐมนตรีอยู่ครบวาระใช้หนี้ 4 ปี ให้หมด จะได้ไม่มีคำครหาว่ามีนายกฯ 2 คน

ส่วนงบประมาณของกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมีงบประมาณก้อนหนึ่ง 38,970 ล้านบาท ใช้สำหรับดำเนินโครงการดูแลผู้ต้องขังในระยะเวลา6ปี ซึ่งในปี 2567 ของงบประมาณ 6,620 ล้านบาทเพื่อ ยกระดับการควบคุมดูแลผู้ต้องขังให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลหลักสิทธิมนุษยชนโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ ครอบคลุมผู้ต้องขัง 280,000 คน ขอยืนยันว่า ตนเองสนับสนุนงบประมาณก้อนนี้ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ แต่ก็มีคำถามว่ารัฐบาลในฐานะผู้ใช้งบประมาณ

แต่ก็มีคำถามว่ารัฐบาลในฐานะผู้ใช้งบประมาณ บริหารโครงการตามวัตถุประสงค์โปร่งใสไม่เลือกปฏิบัติกับผู้ต้องขังทั้งหมดหรือไม่ เพราะสังคมยังเคลือบแคลงใจว่ารัฐบาลปล่อยให้นักโทษบางคนเข้าคุกทิพย์มาแล้ว 120 วันแต่ยังไม่เคยติดคุกจริงแม้แต่ วันเดียว

ทำให้นายครูมานิต สังข์พุ่ม สส. สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงนายจุรินทร์ บอกว่า ไม่คิด ว่านายจุรินทร์จะอภิปราย งบประมาณด้วยซ้ำ เพราะตอนเป็นรัฐมนตรีก็ล้มเหลวมาตลอดระบุว่านายจุรินทร์ อภิปรายนอกประเด็น นำเรื่องข้างนอกเข้ามาในสภา และต้องการหมายถึงนายทักษิณ ชินวัตร ที่เพิ่งกลับเข้ามาประเทศไทย พร้อมทั้งย้ำว่านายทักษิณได้รับใบอนุญาตและใบรับรองจากอธิบดีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งนายวันมูฮัมหมัดนอร์ มะทา ประธานในประชุม ย้ำว่าการอภิปรายของนายจุรินทร์ ยังอยู่ในประเด็นงบประมาณ แต่ขอความร่วมมือ อย่าพาดพิงไปถึงบุคคลภายนอก

จากนั้น นายชัยชนะ เดชเดโช สส.ประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นปกป้อง นายจุรินทร์ว่า นายครูมานิตย์ กล่าวหาว่านายจุรินทร์ บริหารราชการล้มเหลว ไม่เป็นความจริง และต่อจากนั้น นายจุรินทร์ได้อภิปรายต่อยืนยันว่า ไม่ประสงค์จะเอ่ยชื่อบุคคลใด ขอให้ประธานสบายใจตนเองเคารพกติกาเสมอ แต่ตนเองอยากทราบว่า ทำไมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในฐานะผู้ร่วมรับผิดชอบ

บริหารโครงการไม่ทำให้ข้อสงสัยของประชาชนเกิดความกระจ่าง โดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรี ที่สั่งการได้ทุกเรื่อง แต่วันนี้กลายเป็นหลงจู้ประเทศ แต่เรื่องที่คาใจคนทั้งประเทศ กลับไม่มีการสั่งการ ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนนำความจริง ให้ปรากฏกับคนทั้งประเทศ ขณะเดียวกันการใช้งบประมาณของกรมราชทัณฑ์ไปออกระเบียบ ว่าด้วยการดำเนินการ สำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง

อ้างว่าทำตามคำแนะนำของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มองว่าการใช้งบจะสอบในทางมิชอบหรือไม่ในอนาคตจะมีคำตอบ แต่ข้อเท็จจริงคือ คณะกรรมการสิทธิฯ ทำหนังสือถึงกรมราชทัณฑ์จริงแต่ขอให้ราชทัณฑ์ปฏิบัติตามหลักสากลของสหประชาชาติตามวัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าว โดยให้ราชทัณฑ์แยกผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการสู้คดี ซึ่งถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ประมาณ 50,000 คน กับนักโทษเด็ดขาดที่คดีถึงที่สุดแล้วประมาณ 230,000 คนออกจากกัน และในบรรดานักสู้เด็ดขาดต้องควบคุมภายใต้มาตรฐานเดียวกันด้วย

แต่เมื่อออกระเบียบดังกล่าว กลายเป็นระเบียบศรีธนญชัย แยกผู้ต้องขังเด็ดขาดออกเป็นสองมาตรฐาน หนึ่งติดคุกในเรือนจำ ส่วนที่สองติดคุกที่บ้านได้ ทั้งที่ไม่ใช่อำนาจศาลระเบียบนี้อาจก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และทำให้คำพิพากษาศาลไร้ความหมาย ทั้งที่ศาลพิพากษาจำคุกไปแล้ว กลับกันบางคนไปเสวยสุขที่บ้านกลายเป็นนักโทษเทวดา

ดังนั้น นายกรัฐมนตรีและกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ดำเนินโครงการให้เป็นไปตามตามมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด ซื้อหลักโปร่งใสไม่เลือกปฏิบัติไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เยาะเย้ยย่ำยีหลักนิติธรรมต่อไปเพราะจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว จะทำให้ฝัน4 ปีของนายกฯ กลายเป็นฝันทิพย์ และจะยิ่งเป็นการตอกย้ำ ฉายา เซลล์แมนสแตนชิน กลายเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำติดตัวนายกรัฐมนตรีตลอดไป

อย่างไรก็ตาม ขอให้นายกรัฐมนตรีกำชับตัวเองและรัฐมนตรีอีก 33 คนให้ใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างคุ้มค่าเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศด้วยความโปร่งใส สุจริต พร้อมย้ำว่าฝ่ายค้านไม่ประสงค์เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยไม่จำเป็น

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...