โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูหลี่ 1940

นิยาย Dek-D

อัพเดต 15 มี.ค. 2567 เวลา 06.49 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. 2567 เวลา 06.49 น. • scince
ใครจะคิดว่าฟังเรื่องราวความรักจากคนไข้อยู่ดีๆตัวเองก็ย้อนมาอดีต ฟังเรื่องราวจากท่านมาก็เยอะ แต่พอเจอเข้ากับสถานการณ์จริงทำเอาแทบจะบ้า ไหนจะหลบระเบิดไหนจะต้องเลี้ยงดูครอบครัว เอาวะเพื่อความอยู่รอด สู้

ข้อมูลเบื้องต้น

บทนำ

หลี่ จินจือ คุณย่าในวัย 100 ปี ผู้เป็นดั่งนางฟ้าของลูกหลานทุก ๆ คน ในตอนนี้ร่างกายของท่านเริ่มอ่อนแรง หายใจรวยริน แต่ใบหน้ายังคงเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ซึ่งส่งผ่านไปยังดวงตา ต่างจากลูกหลานที่กำลังร้องไห้ระงม บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

“จะร้องไห้ไปทำไม เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นวัฏจักรของชีวิต” คุณย่าหลี่บอกกับลูกหลานด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

“ฮือ ฮือ”

ทว่ากลับมีเพียงเสียงร้องไห้เท่านั้นที่เป็นคำตอบ ร่างเหี่ยวย่นมองไปรอบๆ ภายในห้องอันแสนจะคับแคบ มีเพียงเตียงนอนขนาด 3.5 ฟุตที่ท่านนอนอยู่

ลูกหลานนับยี่สิบชีวิต ต่างเข้ามานั่งด้วยความเป็นระเบียบ จนล้นออกไปนอกห้อง

เห็นภาพนี้แล้วท่านก็ทอดถอนใจ นึกเสียดายที่ครั้งหนึ่ง ใครต่อใครต่างก็เรียกท่านว่าคุณหนูหลี่แห่งเซี่ยงไฮ้ ไม่มีใครไม่รู้จัก เนื่องจากว่าผู้เป็นพ่อเป็นพ่อค้ารายใหญ่ ติดต่อซื้อขายกับชาวต่างชาติ จนสามารถยกระดับของครอบครัวมาเป็นชนชั้นสูงได้

น่าเสียดายที่ช่วงนั้นเกิดสงครามกลางเมือง ระเบิดตกลงมายังพื้นที่บริเวณของตระกูลหลี่พอดี ข้าวของทุกอย่างละเอียดเป็นผุยผง

ไม่รู้จะเรียกว่าความโชคดีหรือโชคร้าย ที่คุณย่าหลี่ออกไปดูหนังกับคู่หมั้น ทำให้ท่านยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้

หากวันนั้นตระกูลหลี่ไม่โชคร้าย ลูกหลานของท่านจะยังอยู่ในพื้นที่คับแคบอย่างนี้ไหมหนอ

เมื่อนึกถึงความขมขื่น ที่ยังคงเป็นปมในใจของท่านมาจนถึงทุกวันนี้ ร่างกายก็รู้สึกไม่ยิมยอม ทำให้ท่านไอติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

หากวันนั้นท่านได้มีโอกาส ได้รับรู้ถึงสัญญาณอันตรายสักนิด ครอบครัวสกุลหลี่ก็คงจะไม่ดับสูญแบบนั้น อย่างน้อย ๆ ก็จะมีลูกหลานเอาไว้สืบทอดต่อไป

พระเจ้า ชาตินี้ฉันไม่เคยทำความชั่ว ที่ผ่านมาแม้จะได้รับความยากลำบากก็ไม่เคยเอ่ยบอกพร่ำบ่นให้เป็นบาปแก่ตนเอง

แต่หากท่านยังพอมีเมตตาอยู่บ้าง ขอให้ผู้หญิงโชคร้ายคนนี้ สามารถกลับไปแก้ไขอดีต เพื่อที่ลูกหลานในอนาคตจะไม่ได้รับความยากลำบากอดสูเช่นนี้อีกได้หรือไม่

เมื่ออธิษฐาน พูดถึงความปรารถนาครั้งสุดท้ายของตนเองจบ ร่างกายผอมแห้ง เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ก็กระตุก หันมายิ้มให้กับพยาบาลสาวที่ดูแลตนเองมาเป็นอย่างดี จากนั้นท่านก็แน่นิ่งไปอย่างสงบในเวลาต่อมา

จ้าว จือจือ พยาบาลพิเศษ มองภาพเศร้าสลดตรงหน้าพร้อมทั้งถอนหายใจ เธอรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะถึงอย่างไร เธอก็เป็นคนดูแลคุณย่าหลี่มาได้หลายปี แม้จะรู้ดีว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่ตนก็ยังหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นกับคนที่เธอรัก

ในเมื่อภารกิจของเธอจบสิ้นลงแล้ว จ้าว จือจือก็กลับไปยังห้องพักของตนเอง จะว่าไปแล้วเธอก็ไม่ได้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีมากนัก ไม่อย่างนั้นคงไม่หารายได้พิเศษโดยการดูแลคนป่วย

ด้วยร่างกายที่อ่อนล้า ประกอบกับอดหลับอดนอนมาเป็นเวลาหลายคืน เมื่อหัวถึงหมอนก็หลับไปเข้าสู่ห้วงนิทรา ทว่าความฝันนั้นกลับเหมือนจริงจนน่าตกใจ คล้ายว่ากำลังได้ยินเสียงคนเรียก จนเธอต้องฝืนลืมตาขึ้นมาดูทั้งที่ยังง่วงงุนอยู่

หมายเหตุ นิยายเรื่องนี้สร้างมาเพื่อความบันเทิง เหตุกาณ์ สถานที่เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์โลกได้ ไม่อนุญาตให้คัดลอก เลียนแบบ เปลี่ยนแปลงเนื้อหาของเรื่อง หากพบเห็นจะดำเนินคดีตามกฎหมายในทันที

มีการติดเหรียญ จะเปิดขาย E-book หลังจากที่ลงเรื่องจบไปแล้วค่ะ

ย้อนอดีต

ตอนที่ 1

ย้อนอดีต

จ้าว จือจือ ลืมตาตื่นขึ้นมา รู้สึกแปลกตากับสถานที่ซึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้ง ด้วยคิดว่าตนเองอาจจะเห็นภาพหลอน จากนั้นก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อสายตาสามารถปรับกับแสงที่เข้ามาภายในห้องได้แล้ว เธอก็กวาดมองไปรอบ ๆ พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงใหญ่ ภายในห้องกว้างขวาง ข้าวของเครื่องใช้จัดวางอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนั้นยังได้ยินเสียงจากข้างนอก

หัวใจของพยาบาลสาวเต้นแรง ยกสองมือข้นมาสำรวจ พบว่าผิวพรรณของตัวเองดูดีขึ้น ไม่มีรอยกระดำกระด่างจากการทำงานหนัก กว่าจะส่งเสียตัวเองเรียนจนจบหลักสูตรพยาบาลวิชาชีพได้ จากนั้นเธอก็ก้าวขาลงจากเตียงหลังใหญ่ เดินไปยืนอยู่ที่หน้ากระจกบานใหญ่

ในกระจกสะท้อนภาพสาวงามของเมืองเซี่ยงไฮ้ หญิงสาวที่มีใบหน้างดงาม ผิวขาวกระจ่างใส ดวงตาเฉี่ยวคมเป็นดั่งหงส์ผู้สูงศักดิ์

ภาพในหัวจ้าว จือจือเริ่มผุดขึ้น เธอต้องเคยเห็นเด็กสาวคนนี้มาก่อนแน่นอน เพราะรู้สึกคุ้นหน้าอย่างบอกกไม่ถูก ฟันขาว เรียงตัวกันสวยงาม หญิงสาววัย 17-18 ปี กำลังส่งยิ้มให้กับตัวเองอยู่ที่หน้ากระจก

ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะดังขึ้นมาที่หน้าห้อง นั่นจึงทำให้เธอละสายตาจากกระจกบานใหญ่ เดินไปยังประตูหน้าห้อง

“คุณหนูตื่นแล้วเหรอคะ คุณนายให้พี่ขึ้นมาปลุกน่ะค่ะ” สาวใช้รีบรายงาน ด้วยกลัวว่าตนเองจะมารบกวนการพักผ่อนของคุณหนู

คนงานที่คฤหาสน์แห่งนี้ต่างรู้ดี ว่าคุณหลี่คนนี้เอาแต่ใจมากแค่ไหน เนื่องจากว่าเป็นลูกสาวคนสุดท้อง อีกทั้งยังไม่ได้แต่งงาน จึงเป็นที่รักของคุณผู้ชายและคุณนายหลี่เป็นอย่างมาก

“ไอหยา คุณเป็นใคร” จ้าว จือจือ ตาโตด้วยความตกใจ พร้อมทั้งอุทานถามกลับไปเสียงดัง เธอไม่คิดว่าจะได้พบคนแปลกหน้าที่นี่ ลำพังแค่หาคำตอบให้ตัวเองก็สับสนพออยู่แล้ว มาเจอคนแปลกหน้าแบบนี้ยิ่งทำให้เธอขวัญเสียเข้าไปใหญ่

ฮัวฮัวเป็นคนงานพ่วงตำแหน่งพี่เลี้ยง ที่ติดตามคุณนายล่าย เยี่ยนฮวน ซึ่งกลายมาเป็นคุณนายหลี่ในปัจจุบันนี้ มาจากแดนใต้ สำเนียงการพูดของพวกเขาก็จะฟังแปล่ง ๆ ไปสักหน่อย

“ไอหยา คุณหนูจะตะโกนทำไมล่ะคะ ถ้าคุณนายมาได้ยินก็โดนดุเอาหรอก รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะค่ะ ใกล้จะได้เวลากินมื้อเช้าแล้ว” ฮัวฮัวส่ายหน้าเหนื่อยใจกับคุณหนูของเธอ เพราะเจ้าตัวมักจะทำตามอำเภอใจจนเคยชิน แต่ตอนนี้จะทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เนื่องจากว่ามีพี่สะใภ้เข้ามาอยู่ในคฤหาสน์นี้ด้วย

“คุณหนู?” จ้าว จือจือทวนคำ เธอรู้สึกไม่ชินที่ถูกเรียกแบบนี้ เพราะตั้งแต่เกิดมาตนยังไม่เคยเข้าใกล้คำๆนั้นได้เลย

“คุณหนูเลิกเล่นได้แล้วค่ะ ตอนนี้มีเวลาแค่ 30 นาทีก่อนอาหารเช้าค่ะ พี่ฮัวฮัวเตือนคุณหนูได้แค่นี้นะคะ ต้องลงไปดูแม่บ้านจัดอาหารเช้าแล้วค่ะ” พูดจบเธอก็ส่ายหน้าพร้อมทั้งปิดประตูเบา ๆ แล้วเดินหันหลังจากไป ทิ้งให้คุณหนูหลี่ยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน

หลังจากที่ตั้งสติได้แล้ว จ้าว จือจือก็กระโดนลงไปบนเตียง ฟุบหน้าลงไปกับหมอนใหญ่แล้วกรีดร้องออกมาเสียงดังด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ยากจะบรรยาออกมาได้หมด จากนั้นก็เริ่มสำรวจภายในห้องอย่างละเอียด สุดท้ายแล้วก็ไปสะดุดกับรูปภาพของเจ้าของห้อง

ใช่ ใช่แล้ว นี่มันคุณย่าหลี่ คนไข้ที่เธอดูแลนี่นา เมื่อวานท่านเพิ่งจะเสียไปไม่ใช่เหรอ

จากนั้นภาพในหัว พร้อมทั้งความทรงจำ รวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆก็พรั่งพรูเข้ามาจนน่าตกใจ จือจือถอยหลังไปสองก้าวเพราะรู้สึกปวดหัวเหลือเกิน

เคยฟังแต่นิยายที่เพื่อนร่วมงานชอบเอามาเล่าให้ฟัง เธอยังหัวเราะกับความเหลือเชื่อพวกนี้อยู่เลย ยังเคยพูดกับเพื่อนเลย ว่าเรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้ คงจะมีเพียงแต่ในนิยายเท่านั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้

สำรวจห้องจนพอใจแล้ว ก็เข้าไปจัดการตัวเอง เพราะถึงร้องไห้ฟูมฟายไปก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ เธอมาที่นี่ได้ยังไงก็ยังไม่รู้เลย ภาพจำสุดท้ายคือรอยยิ้มที่แสนจริงใจของคุณย่าหลี่ที่มอบให้กับเธอเท่านั้น

หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ จือจือก็รีบลงไปห้องโถงชั้นล่าง ซึ่งมีโต๊ะสำหรับรับประทานอาหารตัวใหญ่ หัวโต๊ะมีชายวัยกลางคนอายุสามสิบปลาย ๆ ตอนนี้กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ซึ่งท่านก็คือคุณพ่อหลี่นั่นเอง

ถัดมาทางขวามือคือหญิงวัยกลางคน ใส่เครื่องประดับจนแทบจะยกแขนไม่ขึ้น นั่นก็คือคุณนายหลี่ หรือคุณแม่ของคุณย่าหลี่นั่นเอง

ถัดมาทางซ้ายมือของคุณพ่อหลี่ ชายหนุ่มอายุ 18 ปี หลี่ ตงจู ลูกชายคนรองของตระกูลหลี่

คนต่อมาที่นั่งข้าง ๆ กัน ก็คือ สะใภ้รองของตระกูลหลี่ เฉียน หงเยี่ยน อายุ 17 ปี ตอนนี้ในท้องของเธอก็ยังหลานชายอยู่อีกด้วย

แม้ว่าจะขาดพี่สาวคนโตไป นั่นก็คือ หลี่ ตงจวี๋ อายุ 20 ปี ซึ่งแต่งงานย้ายไปอยู่ที่ปักกิ่ง กับสามีแซ่เหยียนได้ 3 ปีแล้วก็ตาม

ภาพในหัวพร้อมทั้งชืื่อของแต่ละคนเข้ามาในโสดประสาทของจ้าวจือจือ เธอยิ้มปลอบใจให้กับตัวเอง จากนั้นก็เดินไปเผชิญหน้ากับครอบครัวใหม่ของตนเอง

“ดูเอาเถอะ มีอย่างที่ไหนให้พี่ชาย พี่สะใภ้มานั่งรอกินข้าว” คุณแม่หลี่เอ็ดลูกสาว แต่ปากของเธอก็ยังยิ้มไม่หุบ เพราะความสวยของลูกสาวคนเล็ก ทำให้ท่านไม่สามารถโกรธเธอได้ลง

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ พ่อ แม่ พี่รอง พี่สะใภ้รอง” จ้าว จือจือทักทายทุกคนเสียงสะดุด เพราะยังไม่คุ้นชินที่จะเรียกเขาเหล่านั้นอย่างสนิทใจ แต่เธอก็ทำเหมือนกับว่ามันเป็นกิจวัตประจำวันของเธอ

ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างมองหน้ากันไปมา แม้กระทั่งคุณพ่อหลี่ซึ่งกำลังอ่านหนังสือพิมพ์รอลูกสาวคนเล็ก ถึงกับวางหนังสือพิมพ์ลง แล้วหันไปมองหน้าลูกสาวด้วยความแปลกใจ

“วันนี้ จือจือไม่สบายหรือเปล่า?” พี่ชายรองถึงกับขมวดคิ้วเอ่ยถามน้องสาว

หากว่าหล่อนจะทักทายทุกคนในที่นี้ก็คงไม่แปลกเท่าไหร่หรอก ยกเว้นภรรยาของเขา เพราะทั้งสองคนไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ เนื่องจากว่าน้องสาวดูถูก ที่ภรรยาของเขานั้นมีฐานะต่ำต้อย เป็นเพียงคนงานคนหนึ่งในกิจการร้านค้าของตระกูลหลี่

ทว่าความจริงแล้ว เฉียน หงเยียน ทำงานเป็นเสมียนบัญชีให้กับตระกุลหลี่ หล่อนค่อนข้างมีความชำนาญทางด้านการเงิน ซึ่งหลาย ๆ คนต้องการตัว ทว่ากลับเลือกทำงานที่ตระกูลหลี่ และยอมแต่งงานกับ หลี่ ตงจู เข้ามาเป็นสะใภ้รองของบ้าน

“ไม่นี่คะ” จ้าว จือจือยิ้มตอบพี่ชาย พยายามให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด พยายามเลียนแบบพฤติกรรมของคุณย่าหลี่ แม้ว่าท่านจะเป็นผู้ป่วย ทว่าท่วงท่าที่สง่างามคล้ายกับถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีก็ยังคงอยู่ไม่จางหายไปไหน

ทุกคนอ้าปากค้างกับคำตอบ พร้อมทั้งพยักหน้าเข้าใจกับอารมณ์แปรปรวนของคุณหนูสามในทันที

รวมไปถึงสะใภ้รอง เธอไม่เคยถือสาน้องสามีคนนี้เลย เพราะนี่เป็นนิสัยทั่วไปของคุณหนูที่บ้านมีอันจะกิน มักจะดูแคลนคนที่ด้อยกว่าเป็นธรรมดาอยู่แล้ว

จ้าว จือจือ มองดูอาหารบนโต๊ะ ล้วนมีแต่ของดีๆ ทั้งนั้น ถ้าหากจะให้เธอเดานี่น่าจะยังอยู่ในยุคสงคราม เพราะดูจากอายุของร่างนี้แล้วยังไม่แต่งงาน ก็หมายความว่าสงครามยังไม่เกิด

ใช่ ระเบิด จ้าว จือจือตาโตขึ้นมาในทันที ถ้าหากว่าร่างนี้ยังกินดีอยู่ดี ก็หมายความว่าระเบิดยังไม่เกิดขึ้น แล้วจะเกิดขึ้นตอนไหน เธอพยายามเค้นหาความทรงจำ เพราะจำได้ว่าเรื่องนี้คุณย่าหลี่เคยเล่าให้ฟังไม่ต่ำกว่่าสิบรอบ

ทางด้านคุณแม่หลี่นั้นตกใจมากที่จู่ ๆ ลูกสาวก็ลุกขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว “มีอะไรหรือเปล่าจือจือ” คุณแม่หลี่ถามลูกสาวด้วยความเป็นห่วง

ตระกูลหลี่ร่ำรวยเป็นอันดับต้น ๆ ของเซี่ยงไฮ้ พวกเขาจึงไม่ได้ลำบากเรื่องเงินทอง ไม่จำเป็นต้องประหยัด แม้จะยังอยู่ในช่วงสงครามกลางเมืองก็ตาม

หน้าที่รบก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทหารรักษาชาติ ส่วนเศรษฐีอย่างพวกเขานั้น มีหน้าที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังก็พอ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าจำเป็นต้องให้ความสนับสนุนทางการอยู่เรื่อยๆ เพราะถึงอย่างไรเรื่องความปลอดภัยของครอบครัวก็ต้องมาก่อน

อย่างเช่นตอนนี้ที่หน้าคฤหาสน์ ก็มักจะมีทหารเวรเดินมาสำรวจอยู่เป็นระยะ ๆ ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นห่วง แต่เพราะอำนวจของเงินมากกว่า ที่ทำให้พวกเขาต้องมารักษาความปลอดภัย

“ไม่ ไม่มีอะไรค่ะ เพียงแค่นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ต้องจัดการอะไรบ้าง” จ้าว จือจือตอบเสียงสั่น หันไปมองหน้าสมาชิกทุกคนในบ้านแล้วถอนหายใจ เธอจะต้องรักษาชีวิตของทุกคนเอาไว้ให้ได้

“ดี จือจือของเรากตัญญู วันนี้พ่อจะพาออกไปข้างนอกดีหรือเปล่า” คุณพ่อหลี่หัวเราะชอบใจที่ลูกสาวอ้อนเก่ง ถึงกับยอมพาลูกสาวออกไปข้างนอกด้วย

เพราะแต่ไหนแต่ไรลูกสาวไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหนกับผู้เป็นพ่อ จะมีก็แต่ไปกับผู้หญิงด้วยกันมากกว่า เพื่อลดคำครหาว่าเป็นหญิงงามเมืองเดินกับชายสองต่อสอง

แม้สังคมจะเปิดกว้างมากขึ้น ยอมรับเอาวัฒนธรรมของชาวตะวันตกเข้ามา แต่ถึงอย่างนั้นธรรมเนียมนี้ก็ยังปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงการยึดถือผัวเดียวเมียเดียว

“คุณพ่อใจดีที่สุดในโลกเลยค่ะ” จ้าว จือจือ หันไปยกนิ้วโป้งแสดงความยินดีให้กับคุณพ่อหลี่ ออกไปสำรวจข้างนอกก็ดี จะได้รู้ว่าต้องเตรียมตัวยังไง

วันนั้นทั้งวันจ้าว จือจือ ติดตามนายท่านหลี่ไปทำงานทั้งวัน หลัก ๆ แล้วพวกเขาอยู่ที่หาดไว่ทัน เพื่อตรวจดูสินค้าจากทางเรือ เนื่องจากว่าทำการค้ากับชาวตะวันตก

คุณพ่อหลี่ถือว่าเป็นคนหัวสมัยใหม่พอสมควร อาจะเพราะว่าท่านทำการค้ากับต่างชาติ ทำให้ท่านได้รับอิทธิพลจากพวกเขา

“เครื่องเทศพวกนี้ ทำไมไม่รับซื้อไว้หมดเลยล่ะคะ” จ้าว จือจือ รู้แล้วว่าปีที่เธอมานั้นเป็นปี ค.ศ.ใด

นั่นก็คือปี ค.ศ. 1939 ว่าได้ว่าในต้นปีหน้า ปี 1940 จะเกิดระเบิดขึ้น และจุดที่ระเบิดลงก็เป็นบ้านหลี่พอดี ตามคำเล่าขานของคุณย่าหลี่ ท่านบอกว่าทุกคนในบ้านตายหมดไม่เหลือ มีเพียงท่านที่รอดชีวิต เพราะวันนั้นท่านออกไปดูหนังกับคู่หมั้นมา

คุณย่าหลี่สูญเสียคนในครอบครัวไปทั้งหมด เหลือเพียงตัวคนเดียว โชคดีที่มีสัญญาหมั้นหมาย ทำให้ท่านไม่ต้องกลายเป็นคนไร้ญาติขาดมิตร

แต่ถึงอย่างนั้นกว่าจะได้รับการยอมรับจากครอบครัวสามี ท่านก็เกือบจะทนไม่ไหว การกระทำรวมไปถึงคำพูดดูถูกที่เคยพูดเอาไว้กับพี่สะใภ้รอง เหมือนเป็นกระจกท้อนมาที่ชีวิตของตัวท่านเอง

“เด็กโง่ ของพวกนี้ยังใหม่สำหรับพวกเรามากนัก จะให้พ่อลงทุนเอาเงินมากองไว้ ไม่รู้ว่าจะขายออกได้หมดเมื่อไหร่ แบบนั้นไม่มีพ่อค้าคนกลางที่ไหนทำกันหรอก” คุณพ่อหลี่เขกหัวลูกสาวเบา ๆ พร้อมทั้งส่ายหน้า ลูกสาวก็เป็นแบบนี้ ความคิดความอ่านไม่เหมือนกับลูกชาย

น่าเสียดายที่ท่านมีลูกชายแค่คนเดียว แต่ถึงอย่างนั้นไม่ใช่ว่าท่านจะไม่รักลูกสาว เพียงแต่ว่างานแบบนี้ไม่เหมาะสำหรับลูกผู้หญิงก็เท่านั้น

งานต่อรอง ค้าขายกับพ่อค้า ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชายด้วยกันเองถึงจะเหมาะสม สู้หาลูกเขยที่ทีคุณสมบัติเข้าตา สามารถดูแลลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนได้ยังจะดีเสียกว่า

คุณพ่อหลี่มองลูกสาวที่ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศ จู่ ๆ ใบหน้าของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัว คิดดูแล้วนับว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวสำหรับลูกสาวของเขาเลย

ฝากนิยายเรื่องใหม่ไว้ในอ้อมออกอ้อมใจด้วยนะ ไปยุคโบราณมา ขอกลับมาอดๆอยากๆหน่อยแล้วกันค่ะ รู้สึกท้าทายชีวิตดี อิอิ

วางแผน

บทที่ 2

วางแผน

หลี่จือจือได้ยินคุณพ่อหลี่บอกแบบนั้น แม้ว่าภายในใจจะไม่ยินยอม แต่ตนเองก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะถึงอย่างไร พวกเขาไม่ได้ย้อนกลับมาเหมือนที่เธอเป็น

“พ่อคะ หนูขอเดินเล่นแถวนี้ได้หรือเปล่าคะ” หญิงสาวมองสำรวจพื้นที่โดยรอบ

ชายหาดที่เต็มไปด้วยเรือขนสินค้า รวมไปถึงชาวต่างชาติที่ตั้งแผงวางขายสินค้าแปลกๆ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผ้าชนิดต่าง ๆ เสียมากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็คงจะไม่ได้รับความนิยมมากไปกว่าผ้าไหมของที่นี่อย่างแน่นอน

“ให้ฮัวฮัวไปเป็นเพื่อนก็แล้วกัน” คุณพ่อหลี่พยักหน้าอนุญาตกับลูกสาว ท่านเองก็ไม่ค่อยชอบสายตาของพวกพ่อค้าตาน้ำข้าว ที่กำลังจ้องมองลูกสาวของตัวเองเหมือนกัน “ฮัวฮัว ดูคุณหนูให้ดี” จากนั้นก็หันไปกำชับกับพี่เลี้ยงเสียงขรึม

“ค่ะนายท่านไม่ต้องเป็นห่วง” ฮัวฮัวรับคำน้ำเสียงหนักแน่น

แม้ว่าจะไม่ค่อยมีผู้หญิงเดินไปตามถนน ซอกซอย แต่ก็ยังมีคุณหนูอีกจำนวนไม่น้อย ที่ถือโอกาสออกมาเที่ยวเล่นในเมือง และมีคนรับใช้ติดสอยห้อยตามไปด้วย

“ไปกันเถอะ พี่ฮัวฮัว” จือจือยิ้มด้วยความดีใจ อย่างน้อย ๆ เธอก็รับรู้ได้ว่าบ้านหลี่ไม่ได้รังเกียจลูกสาว ทั้งยังรักและตามใจเหมือนที่คุณย่าหลี่บอกเอาไว้ไม่มีผิด

เธออยากจะออกไปสำรวจพื้นที่รอบ ๆ แถวนี้ ว่าพอจะมีที่ไหนสามารถใช้เป็นหลุมหลบภัย และสามารถเก็บของสำคัญได้บ้าง ในเมื่อหลีกเลี่ยงสงครามที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ และคงไม่มีความสามารถมากมายขนาดนั้น ก็จำเป็นต้องหาทางป้องกันและตั้งรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

“คุณหนูสาม เดินรอพี่ฮัวฮัวด้วยสิคะ” ฮัวฮัววิ่งตามคุณหนูของเธอ พร้อมทั้งหยุดพูดแล้วหายใจหอบ พี่เลี้ยงตัวเตี้ยขาสั้น ต่างจาก หลี่ จินจือที่รูปร่างผอมบาง แต่กลับสูงถึง 170 เซนติเมตร ทำให้การก้าวขาของทั้งสองคนไม่เท่ากัน

“ก็ได้ ๆ ลืมไปเลยว่ามีคนแคระอยู่ที่นี่ด้วย” หลี่ จินจือ หยอกล้อพี่เลี้ยงไปตามทาง แต่ถึงอย่างนั้นก็ชะลอฝีเท้าให้ช้าลง เพื่อที่ให้อีกฝ่ายเดินตามได้ทัน

“คุณหนูอ่ะ แกล้งพี่ฮัวฮัวอีกแล้วนะคะ” พี่เลี้ยงทำท่าเง้างอน

“ฮ่า ๆ” หลี่ จินจือระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเสียงดัง เป็นครั้งแรกที่จือจือยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกจริง ๆ ถึงจะบอกว่าให้ทำใจยอมรับ แต่จะมีใครบ้างที่สามารถยอมรับได้ในเวลาอันสั้น แล้วยิ่งกลับมาในช่วงที่อันตรายที่สุด ก้ยิ่งทำให้ภายในใจรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง

เจ้านายและลูกน้อง ส่งเสียงหัวเราะไปตลอดทาง โดยที่พวกเธอไม่รู้เลยว่า ได้ทำให้ผู้คนระแวกนั้นต่างก็ยิ้มตามไปด้วย

หลี่ จินจือสำรวจข้าวของต่าง ๆ ที่วางขาย ตอนนี้สิ่งที่เธอสนใจคือข้าวสาร อาหารแห้ง รวมไปถึงเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ตัดสินใจซื้อเก็บไว้ในทันที ด้วยยังพอมีเวลาเหลืออีกเป็นปี

บ่ายวันนั้นสองพ่อลูกก็กลับบ้าน เนื่องจากเดินสำรวจท่าเรือในช่วงเดือนสิงหาคม ทำให้ใบหน้าของเธอขึ้นเป็นสีชมพูระเรื่อ

“ไอหยา นี่คุณพาลูกไปตากแดดที่ไหนมาคะเนี่ย” คุณนายหลี่เห็นสภาพลูกสาว ใบหน้าขึ้นสีแดง อีกทั้งเนื้อตัวยังชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทำให้อดมองสามีด้วยความตำหนิไม่ได้

“โทษผมไม่ได้นะครับ ต้องโทษที่ลูกสาวคุณต่างหาก ออกไปสำรวจท่าเรือจนต้องให้คนไปตามถึงจะยอมกลับ” คุณพ่อหลี่มีหรือจะยอมถูกภรรยาเข้าใจผิด

ไม่มีใครไม่รู้สรรพนามของคุณนายหลี่ เนื่องจากว่าเธอเป็นลูกหลานของพ่อค้า ครอบครัวทำการค้ามาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย หลังจากที่แต่งให้กับคุณพ่อหลี่ เธอก็พาท่านค้าขาย จนกระทั่งลืมตาอ้าปากได้ และเป็นคนมีชื่อเสียงของเซี่ยงไฮ้ในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้นเรื่องความปากจัด คุณนายหลี่จึงไม่เป็นสองรองใคร

“โอ้ย หิวข้าวจังเลยค่ะ แม่คะที่บ้านมีอะไรกินบ้างคะ” หลี่ จินจือเห็นผู้เป็นแม่ส่งสายตามาทางตนเอง เลยต้องแสดงละครว่าหิวมาก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

“ไอหยา นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ยังไม่ได้กินอะไรอีกหรือ? พ่อของลูกนี่จริง ๆ เลย ต่อไปไม่อนุญาตให้ไปกันเองอีกแล้วนะ” คุณนายหลี่ตรงเข้าไปจับแขนของลูกสาว “อาฮัวนี่ก็จริง ๆ เลย ให้ไปดูแลคุณหนู แต่ทำไมถึงได้เลอะเลือนกันไปหมด ไม่รู้จักเวล่ำเวลา”

วันนั้นตลอดทั้งบ่าย ทั้งเจ้านายลูกน้อง ต่างก็ถูกบ่นไปตาม ๆ กัน ยกเว้นคนที่นอนหนุนตักผู้เป็นแม่อยู่ที่ศาลาหลังบ้าน

อาจจะเพราะเพิ่งฟื้นกลับคืนมา หรือเพราะเดินสำรวจเหนื่อย ทำให้หลี่ จินจือนอนหลับไปภายใต้การหนุนตักของผู้เป็นแม่

คืนวันนั้นคุณพ่อหลี่ก็ปรึกษาหารือกับภรรยา เรื่องการหมั้นหมายของลูกสาวคนเล็ก เนื่องจากปีหน้าก็จะได้เวลาเหมาะสมที่จะแต่งงานแล้ว

“คุณมีคนที่หมายตาเอาไว้บ้างหรือเปล่าล่ะคะ?” คุณนายหลี่ถามสามี ตอนนี้ท่านกำลังทาครีมบำรุงผิวอยู่ที่หน้ากระจก ส่วนสามีนั้นกำลังนอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่

“ลำพังลูกหลานพ่อค้าแม่ค้าด้วยกันเองก็มีอยู่หรอก แต่ผมอยากได้คนที่มีความสามารถดูแลลูกสาวของเราได้ คุณก็รู้สถานการณ์ตอนนี้ดี มีข่าวแว่วมาว่าพวกเขาอาจจะก่อสงครามได้ทุกเมื่อ”

เรื่องเงินทองนั้นพวกท่านไม่เป็นห่วงเลย เพราะถึงอย่างไรแค่ของตระกูลหลี่ กินใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมด เพียงแต่คนที่มีอิทธิพล และสามารถปกป้องลูกสาวได้ต่างหากที่หายาก

“เราจะไปหาคนสูงศักดิ์พวกนั้นได้จากที่ไหนล่ะคะ ที่รู้จักก็มีเพียงคนค้าขายด้วยกันเท่านั้น แล้วก็ทหารระดับล่างที่รับสินบนเดินตรวจตราให้เรา คุณก็รู้ว่าพวกมีสีเหล่านั้นเข้าถึงยากมาก” คุณนายหลี่ถอนหายใจ

หากเป็นทางใต้คงไม่ลำบากใจเท่านี้ เพราะตระกูลล่วยของท่านก็พอจะรู้จักคนใหญ่คนโตอยู่บ้าง แต่ในเมืองใหญ่โตเช่นนี้ ยากมากที่จะรู้จักและเชื่อมสัมพันธ์กับพวกเขา

“อืม ผมมองจื้อหยางเอาไว้ คุณคิดว่ายังไง?” คุณพ่อหลี่ถามความเห็นของภรรยา

คุณพ่อหลี่เป็นคนเซี่ยงไฮ้โดยกำเนิด พอจะรู้จักหลาย ๆ ครอบครัวที่อาศัยอยู่ที่นี่ หนึ่งในครอบครัวที่เข้าตาท่านก็คือครอบครัวหยาง ที่เป็นพ่อค้าด้วยกัน แต่ทางฝั่งนั้นร่ำรวยกว่าพวกเขามากนัก เนื่องจากว่ามีเรือขนส่งสินค้าเป็นของพวกเขาเอง

“ฉันว่ายากยิ่งกว่าคุณจะหาสามีทหาร ตำรวจ ให้กับลูกสาวของเราอีกค่ะ” คุณนายหลี่ยกยิ้มเบา ๆ

เทียบกับตระกูลหยางที่ยิ่งใหญ่แล้วนั้น ตระกูลหลี่ก็เป็นเพียงแค่ครอบครัวพ่อค้าแม่ค้าทั่วไปสำหรับสายตาของพวกเขาเท่านั้น

“ผมเคยเจอเขาอยู่ 2-3 ครั้ง นิสัยนับว่าใช้ได้เลยทีเดียว ไม่ได้ถือตัวอย่างที่ใคร ๆ เข้าใจ” คุณพ่อหลี่เล่าให้ภรรยาฟัง

หยาง จื้อหยาง อายุ 20 ปี หนุ่มเนื้อหอม และเป็นที่หมายปองของหญิงสาวทั่วทั้งเซี่ยงไฮ้ เขาเป็นลูกชายคนที่สามของตระกูลหยาง นับว่ามีอิทธิพลที่สุดในเซี่ยงไฮ้เลยก็ว่าได้

เพราะนอกจากเรือสินค้าแล้ว พวกเขายังมีลูกหลานที่รับราชการอยู่หลายสาย เรียกได้ว่าน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าของแท้เลยก็ว่าได้

“ถึงอย่างนั้นฉันก็อยากจะให้คุณมองตัวเลือกอื่นเอาไว้ด้วยค่ะ ถึงแม้ว่าพวกเราจะเป็นเพียงปลาเล็ก ๆ ไม่ได้อยู่ในสายตาของปลาใหญ่อย่างพวกเขา แต่ฉันอยากจะให้จือจือแต่งกับคนที่ให้เกียรติเธอ มากว่าคนมีอิทธิพลเหล่านั้นอีกค่ะ” คุณนายหลี่พูดความต้องการของท่านออกมา

จริงอยู่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองไม่ได้สงบ และไม่น่าไว้วางใจ แต่ถึงอย่างนั้น คนเราหากถึงคาด อย่างไรก็ไม่สามารถฝืนชะตาฟ้าลิขิตได้

ไม่สู้ให้ลูกสาวได้แต่งกับคนที่รักและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่รังเกียจที่พวกเขามาจากครอบครัวของพ่อค้า แค่นั้นท่านก็พอใจมากแล้ว

“ค่อย ๆ ดูกันไปเถอะ ยังพอมีเวลา” พูดจบก็นอนหันหลังให้ภรรยาทันที

คุณนายหลี่รู้ดีว่าสามีปักใจไปที่คุณชายหยางสามไปแล้ว ลูกสาวของตนแม้ว่าจะงดงามไม่แพ้ลูกหลานบ้านอื่น แต่เรื่องกิริยามารยาทตามแบบฉบับของคุณหนูสูงศักด์ บอกได้เลยว่ายังห่างไกลนัก แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ท่านกังวลได้อย่างไรกัน

ทางด้าน หลี่ จินจือ ตอนนี้กำลังอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ รวมไปถึงดูนิตยสารต่าง ๆ สายตาเหลือบไปเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าแสนจะเย็นชา ทว่ากลับทรงเสน่ห์ หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“แหนะ หนุ่มหล่อคนนี้คือใครหรือคะ พี่ฮัวฮัวเห็นคุณหนูจ้องเขาอยู่นานแล้วนะคะ” พี่เลี้ยงชะโงกหน้าเข้ามามอง เพราะเห็นคุณหนูของเธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มองผู้ชายในนิตยสารไม่วางตา

“ยุ่ง” หลี่ จินจือได้สติ รีบพับหนังสือกลับเข้าที่ จากนั้นก็ย่นจมูกใส่พี่เลี้ยงทันที

น่าแปลกที่จู่ใจเธอก็เต้นแรงขึ้นมา คล้ายว่าร่างนี้เคยรู้จักเขามาก่อน แต่แปลกที่ไม่ว่าจะเค้นความทรงจำมากแค่ไหน แต่ได้กลับมาเพียงความว่างเปล่า ในหัวรู้เพียงว่าเขาคือคุณชายสามตระกูลหยาง จื้อหยาง เพียงแค่อ่านชื่อก็รู้สึกอบอุ่นที่หัวใจขึ้นมา

ทางด้านพี่เลี้ยงยิ้มกรุ้มกริ่ม แม้ว่าจะไม่ได้เห็นหน้าของชายในนิตยสารอย่างเต็ม ๆ ตา แต่ก็รับรู้ได้ถึงความสง่างามของอีกฝ่าย

จะต้องเป็นคุณชายตระกูลดังไหนสักที่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำให้คุณหนูของเธอเคลิบเคลิ้มได้ขนาดนี้

มีแม่สื่อมาทาบทามสู่ขอคุณหนูของเธอตั้งหลายครั้ง เพียงแต่นายท่านทั้งสองยังไม่รับปากครอบครัวไหนเลย

นั่นเป็นเพราะคุณหนูของเธอเป็นคนดังของที่นี่ เดินไปที่ไหนก็มีแต่คนสนใจ กระทั่งผู้หญิงด้วยกันเองยังอิจฉา

“ก็ได้ ๆ ค่ะ รีบเข้านอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นสายเอานะคะ” ฮัวฮัวไม่เซ้าซี้เมื่อเห็นว่าเจ้านายไม่มีทีท่าว่าจะยอมปริปาก

“พี่ไปนอนก่อนเถอะ ฉันอยากจะนอนอ่านอะไรอีกสักหน่อย” อาจเพราะนอนกลางวันไป หรือเพราะเห็นหน้าผู้ชายในนิตยสารแล้วยังใจเต้นแรงไม่หาย เลยทำให้นอนไม่หลับ ความง่วงที่เริ่มก่อตัวก็สลายหายไปหมดแล้ว

หลี่ จินจือ นอนอ่านบทสัมภาษณ์ของหยาง จื้อหยาง พร้อมทั้งชื่นชมในความคิดก้าวหน้าของชายคนนี้ หากว่าบอกว่าย้อนกลับมาจากยุคของเธอก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เพราะความคิดของเขานั้นคล้ายคนหัวสมัยใหม่อยู่มาก

ในอีกฟากหนึ่งของย่านลู่เจียจุ่ย ริมแม่น้ำหวางผู่ มีใครคนหนึ่งกำลังแหงนหน้าฟังรายงานจากลูกน้องคนสนิท ว่าสาวงามที่เขาบังเอิญพบที่หาดไว่ทันนั้นเป็นใคร ที่แท้หล่อนก็อยู่ใต้จมูกเขานี่เอง

“คุณหนูสาม หลี่ จินจือ เป็นลูกสาวคนเล็กของ หลี่ เทียนหมิงครับ” เลขารายงาน

“อืม พรุ่งนี้ไปดื่มชาที่ร้านน้ำชาอวี้ซิน แวะเข้าไปตรวจความเรียบร้อยของเรือสินค้าที่ไว่ทันด้วย” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา รูปร่างสูงโปร่ง ยืนดูดบุหรี่ที่ริมระเบียง กำลังยืนฟังเลขารายงานเรื่องที่ให้ไปสืบมาอย่างตั้งใจ

หลังจากที่ลูกน้องฟังเจ้านายสั่งการเสร็จ ก็ได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่ง พร้อมทั้งลอบถอนหายใจเบา ๆ เนื่องจากวันนี้พวกเขาก็เพิ่งจะเข้าไปสำรวจด้วยกันมาทั้งวันแล้ว

พรุ่งนี้ยังมีประชุมสำคัญรออยู่ ถึงขั้นที่เจ้านายยกเลิกประชุม เพื่อไปดักเจอคุณหนูหลี่เลยหรือนี่ เห็นทีว่าเรื่องนี้คงต้องรายงานให้นายท่านใหญ่ทราบแล้ว

อุ๊ป มีคนสนใจน้องล้าว ว วว เปิดเรื่องมาก็เนื้อหอมเลยนะน้องนะ อิอิ

คุณหนูตระกูลหลี่

ตอนที่ 3

คุณหนูตระกูลหลี่

“คุณหนูบ้านไหนนะ?” หญิงวัยกลางคน แม้ว่าจะวัยจะเข้าเลขสี่ในอีกปีสองปีข้างหน้า ทว่าอายุไม่สามารถทำลายความอ่อนเยาว์ได้เลย ซึ่งก็คือคุณนายหยางนั่นเอง ท่านลุกขึ้นถามด้วยความดีใจ เนื่องจากว่าท่านกำลังกลัดกลุ้มเรื่องคู่ครองของลูกชายตัวหอม ทว่ากลับไม่ยอมตกลงปลงใจแต่งงานกับลูกสาวตระกูลไหนเลย

“คุณหนูหลี่ ลูกสาวคนเล็กของนายท่านหลี่ เทียนหมิงครับ” เลขาเติ้งรายงาน

นอกจากเขาจะมีหน้าที่ติดตามหยาง จื้อหยางแล้ว ยังมีหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวของเจ้านาย ให้กับนายท่านทั้งสองได้ทราบอีกด้วย

“อืม น่าจะเป็นพ่อค้าที่ทำการค้ากับพวกตะวันตกจนสามารถสร้างตัวได้คนนั้นแน่” นายท่านหยางพยักหน้ากับตนเอง

ท่านพอจะได้ยินชื่อเสียงของหลี่ เทียนหมิงมาบ้าง เพราะเขาเป็นคนเก่งคนหนึ่ง สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับวงตระกูล อีกทั้งยังสามารถขึ้นมาเป็นเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของเซี่ยงไฮ้ได้

“ชาติตระกูลยังถือว่าดอยกว่าจื้อหยางมาก ว่าแต่คุณหนูหลี่หน้าตาเป็นยังไง” คุณนายหยางสอบถามด้วยความตื่นเต้น

แม้ว่าท่านจะอยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูง แต่ก็ยังถือว่าอยู่กันคนละชั้นกับหลี่ จินจือ เพราะแม้ว่าเธอจะโด่งดัง ด้วยมีใบหน้าที่โดดเด่น แต่ก็ยังมีคุณหนูจากหลายตระกูลจำนวนไม่น้อย ที่มีใบหน้าชวนมอง

“สวยมากครับ” เลขาเติ้งไม่กล้าพูดอะไรมากไปกว่านี้ได้ ด้วยกลัวว่าเจ้านายจะเข้าใจตนเองผิด

หน้าที่เลขา พูดน้อยไปก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี ต้องรักษาให้อยู่ในขอบเขตที่สามารถรักษาหน้าที่การงานของตนได้

“หลี่ จินจือ สงสัยว่าฉันต้องหาอากาสไปพบหน้าสักครั้งแล้วล่ะค่ะ” คุณนายหยางตื่นเต้น ในที่สุดแล้วท่านก็มีอย่างอื่นให้ทำ นอกจากเดินห้างสรรพสินค้า เลือกซื้อเสื้อผ้าและเครื่องสำอาง

ทางด้านหลี่ จินจือ วันนี้เธอไม่ได้ออกไปไหน เนื่องจากว่าเมื่อวานก่อเรื่องให้คุณนายหลี่เป็นห่วง แต่เธอก็ตั้งใจจะไม่ออกไปไหนอยู่แล้ว

เพราะตอนนี้หญิงสาวกำลังจดบันทึก พร้อมทั้งเปรียบเทียบราคาข้าวของตามร้านต่าง ๆ

คงต้องทยอยซื้อของสำหรับไว้เก็งกำไรในปีหน้า อีกทั้งยังต้องเตรียมแผนสำหรับตั้งรับกับโศกนาฎกรรมที่กำลังจะเกิดในภายหน้าด้วย

“แม่คะ เรามีหลุมหลบภัยลับบ้างหรือเปล่าคะ” หลี่ จินจือ ถามผู้เป็นแม่ ขณะที่กำลังนั่งกินแตงโมเพื่อคลายร้อน

“เหลวไหล หลุมหลบภัยลับอะไรกัน สงครามสงบมาได้ 6-7 ปีแล้วนะเจ้าลูกคนนี้นี่” คุณนายหลี่เอ็ดลูกสาว

ไม่ใช่ว่าท่านไม่กลัว เพียงแต่สถานการณ์คลายความตึงเครียดมาได้หลายปีแล้ว ทุกคนต่างคาดหวังว่ากองทัพจะล่าถอยไปในไม่ช้านี้

“ถามเอาไว้ก่อนน่ะค่ะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ไม่ใช่เหรอคะ” หลี่ จินจือ ไม่สามารถบอกกับแม่ของเธอได้ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในภายหน้า

หากเธอบอกว่าพวกเขาจะตายกันทั้งครอบครัว เพราะถูกระเบิดลงที่หลังคาบ้านเต็ม ๆ แม่ของเธอจะเชื่อหรือไม่

“ข้างนอกไม่มี จะมีก็แต่ในบ้านของเราเท่านั้นแหละ บ้านไหนบ้างที่ไม่มีหลุมเอาไว้หลบภัย” คุณนายหลี่ตอบลูกสาวอย่างเหนื่อยใจ

หลี่ จินจือ ขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งอะไรออกมา แน่นอนว่าจะเข้ามาหลบในหลุมหลบภัยของที่บ้านไม่ได้ เพราะหลังจากที่กลับมาจากข้างนอก บริเวณบ้านของเธอก็เหลือเพียงเศษซากของบ้านเท่านั้น

ทางด้านคุณพ่อหลี่ก็ออกจากบ้าน ไปตรวจงามตามปกติ แม้ว่าจะมีลูกชายคนรองเข้ามาช่วยงาน อีกทั้งยังมีลูกสะใภ้ช่วยดูแลบัญชี ทว่าท่านก็ยังคงทำงานปกติ

“นายท่านครับ คุณชายหยางเชิญท่านไปดื่มน้ำชาครับ” เลขาเข้ามากระซิบบอก

ชายวัยกลางคนหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด ตลอดทั้งคืนท่านใช้ความคิดจนหัวแทบระเบิด ว่าจะสามารถพบกับชายผู้นี้ได้อย่างไร คาดไม่ถึงว่าตื่นเช้ามาเขาจะเป็นฝ่ายขอพบด้วยตัวเอง

“อืม”

เจ้านายลูกน้องเดินตามกันไป ฝั่งตรงข้างของร้านค้าเป็นร้านน้ำชาขนาดใหญ่ เปิดสำหรับชนชั้นสูงและชาวต่างชาติ เนื่องจากว่ามีราคาค่อนข้างสูง ทำให้คนทั่วไปไม่สามารถจ่ายไหวได้

“คุณอาหลี่” หยาง จื้อหยางลุกขึ้นทันทีที่เห็นชายวัยกลางคนเดินเข้ามา

เขาจำหน้าว่าที่พ่อตาในอนาคตไม่ได้ โชคดีที่เลขากระซิบบอก จึงลุกขึ้นยืนโค้งทำความเคารพอย่างนอบน้อม

“คุณชายหยางไม่ต้องมากพิธีไป” คุณพ่อหลี่ค่อนข้างเกรงใจชายหนุ่มตรงหน้า

สมแล้วที่เป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ เขาดูดีจนคุณพ่อหลี่เริ่มถอดใจ ผู้ชายที่เพียบพร้อมขนาดนี้ เขาจะสามารถแย่งมาเป็นคู่ครองของลูกสาวได้อย่างไรกัน

“คุณอาหลี่เรียกผมว่า จื้อหยาง ก็ได้ครับ แบบนี้จะดูสนิทกันมากกว่า” หยาง จื้อหยางขึ้นชื่อว่าเป็นคนเย็นชา ไม่สนใจใคร

แต่หากเขาเริ่มสนใจใครขึ้นมาแล้ว แน่นอนว่าเจ้าชายน้ำแข็งคนนี้สามารถทำได้ทุกอย่าง เช่น ยืนยิ้มต้อนรับอย่างเป็นมิตร ในขณะที่ ทั้งหมดที่ทำนี้ เป็นเพราะว่าเขากำลังคิดว่า ผู้ชายคนนี้จะกลายมาเป็นพ่อตาเขาในอนาคตอย่างไรล่ะ

หลายปีมานี้ เขาเอาแต่บอกปัดเรื่องแต่งงานกับคุณนายหยางมาโดยตลอด โชคดีที่พี่ชายทั้งสองแต่งงาน มีหลาน ๆ มาวิ่งเล่นที่บ้านบ้างแล้ว ทำให้ท่านไม่เข้ามาวุ่นวายมากเท่าไหร่นัก

แต่หลังจากที่ผ่านวันเกิดอายุ 20 ปีของเขาที่ผ่านมา คุณนายหยางก็เริ่มพูดเรื่องแต่งงานอีกครั้ง ทั้งยังเอารูปของคุณหนูลูกสาวนายพัน นายพล รวมไปถึงลูกนักการทูตเข้ามาให้เขาเลือกอย่างไม่ขาดสาย

น่าเสียดายที่คุณหนูพวกนั้นมีดีแค่หน้าตา แต่กลับไม่มีความน่าสนใจเลยสักนิด เขาต้องการคู่คิด คู่ชีวิต ไม่ใช่คุณหนูไร้สมอง ที่วัน ๆ เอาแต่ผลาญเงินพ่อแม่ไปกับความสวยงามที่ไม่ยั่งยืนเหล่านั้น

จนกระทั่งได้พบกับ หลี่ จินจือ เขารู้สึกคุ้นเคยกับเธออย่างบอกไม่ถูก นอกจากนั้นแล้วหัวใจของเขา ยังเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

สายตาคอยแต่มอง เห็นเธอเข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ โดยมีพี่เลี้ยงเดินตามอยู่ไม่ห่าง ไม่สนใจเสียด้วยซ้ำ ว่ากำลังมีใครจ้องมองเธอตาเป็นมันอยู่ นั่นบ่งบอกได้ว่า เธอไม่ได้ต้องการบริหารเสน่ห์ ให้ใครต่อใครที่พบเจอเห็น เพียงแต่การกระทำทุกอย่างนั้น เป็นธรรมชาติโดยไม่ได้แต่งแต้มอะไรเข้าไป

“ดี ว่าแต่จื้อหยางต้องการพบอาวันนี้ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า” คุณพ่อหลี่หัวเราะอย่างพอใจ จากนั้นก็นั่งลงด้วยท่าทางที่ผ่อนคลาย แล้วถามอีกฝ่ายออกไป

“วันนี้บังเอิญต้องมาตรวจเรือสินค้าก่อนจะส่งออก ก็เลยมาดูความเรียบร้อยด้วยตัวเอง จำได้ว่าเคยเจอคุณอาตามงานเลี้ยงอยู่ 2-3 ครั้ง แต่ไม่มีโอกาสได้พูดคุย ก็เลยถือวิสาสะเชิญคุณอามาแลกเปลี่ยนความรู้กันในวันนี้น่ะครับ” หยาง จื้อหยางอธิบายอย่างเป็นธรรมชาติ

จะให้เขาบอกไปตามตรงได้อย่างไร ว่ากำลังสนใจลูกสาวของอีกฝ่ายอยู่ หากทางนั้นรู้เขาจะถูกมองยังไงกัน

“งั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นเรามาดื่มกันสักหน่อยดีกว่า วันนี้อาไม่มีงานพอดี ฮ่า ๆ” คุณพ่อหลี่หัวเราะชอบใจ

สองอาหลานพูดคุยกันถูกคอ สักพักเริ่มมีการดื่มเกิดขึ้น เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย จะทำให้กำแพงของทั้งสองทลายลงมาโดยง่าย

ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเข้ากันได้เป็นอย่างดี คนหนึ่งตบมุก อีกคนก็รับมุก โดยการหัวเราะชอบใจ แม้ว่าจะไม่เข้าใจมุกของคนแก่เลยก็ตาม

ต่างจากเลขาทั้งสอง เนื่องจากว่าช่วงบ่ายเจ้านายมีประชุมสำคัญ แต่ก็ไม่กล้าขัด ทำได้เพียงเช็ดเหงื่อที่กรอบหน้าเป็นระยะ ๆ แล้วก็หัวเราะกับมุกที่ทั้งสองขุดออกมาเล่นกัน

เย็นวันนั้นคุณพ่อหลี่ถูกหามกลับเข้าบ้าน เดิมทีท่านเป็นคนไม่ค่อยดื่ม ทำให้คออ่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็รั้นจะอยู่พูดคุยกับว่าที่ลูกเขยจนค่ำมืด กว่าจะยอมกลับบ้าน

“ไอหยา ไปตกถังเหล้าที่ไหนมา” คุณนายหลี่ไม่เคยเห็นสามีเมาไม่เป็นท่าแบบนี้มาก่อน

“นายท่านมีพูดคุยธุระกับคุณชายหยางน่ะครับ เลยมีสภาพอย่างที่เห็น” เลขาไม่ได้ปิดบัง เรื่องที่เจ้านายไปพบใครมา เพราะสุดท้ายแล้ว คุณนายหลี่ก็ต้องคาดคั้นเอาความจริงจากปากเขาอยู่ดี

หากยังอยากจะมีชีวิตอยู่ อย่านึกไปล้อเล่นกับคุณนายหลี่ นี่คือคำที่ลูกน้องต่างยึดถือเอาไว้ เมื่อเข้ามาทำงานที่ตระกูลหลี่

“เร็วขนาดนี้เลยเหรอ” คุณนายหลี่ตาโต ไม่คิดว่าสามีจะใจร้อน ถึงขั้นไปร่วมวงดื่มกับเด็กอายุรุ่นราวคราวลูก แล้วเมาจนหัวราน้ำขนาดนี้

“ผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ” หมดหน้าที่แล้ว เลขาก็ขอตัวลากลับบ้าน ป่านนี้ไม่รู้ว่าลูกเมียจะรอกินมื้อเย็นอยู่หรือไม่

คุณพ่อหลี่อาจจะเมาไม่ได้สติ แต่อีกคนกลับนั่งดื่มต่อด้วยท่าทีสบาย ๆ เหมือนว่าเขาไม่ได้เมาเลยสักนิด

“พรุ่งนี้เตรียมของพบหน้าพ่อตาแม่ยาย” สั่งลูกน้องจบก็ยกบรั่นดีขึ้นดื่มจนหมดแก้วแล้วเดินจากไป

“ครับ” เลขาก้มหน้ารับคำสั่ง

เขาไม่ได้เดินไปที่ไหนไกล เพียงแต่ออกมานอกร้าน เพื่อสูบบุหรี่ให้ส่างเมาเท่านั้น สุราของที่นี่ฤทธิ์แรงน่าดู แม้ว่าเขาจะไม่ได้เมาจนหลับคาโต๊ะแบบว่าที่พ่อตา ที่ก็รู้สึกมึน ๆ ทรงตัวแทบไม่อยู่เหมือนกัน

เมื่อได้อัดควันเข้าปอด ก็รู้สึกหัวสมองโล่งขึ้นมาบ้าง ชายหนุ่มยืนพิงที่รถคันหรู แล้วแหงนหน้าพ้นควันบุหรี่ วันนี้ท้องฟ้าค่อนข้างปลอดโปร่ง อากาศไม่ร้อนเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเธอจะเข้านอนแล้วหรือยัง

หลังจากที่ได้พบหน้าวันนั้น เขาก็จินตนาการว่ามีร่างบางนอนอยู่ในอ้อมกอด บางครั้งก็รู้สึกว่าภาพนี้เคยเกิดขึ้น รู้สึกว่ามันเหมือนจริงเสียจนเขาเองก็แทบแยกไม่ออก แต่พอลืมตาตื่นขึ้นมาถึงได้รู้ว่าตัวเองฝันไป

ในคืนนั้นคนเมาลุกขึ้นไปอาบน้ำชำระร่างกายในช่วงดึก ใครใช้ให้หล่อนเข้ามาในความฝันของเขากันเล่า

อาบน้ำแล้วก็ตาสว่าง ไม่มีความง่วงหลงเหลืออยู่ เลยลุกขึ้นไปสูบบุหรี่ที่นอกระเบียง

ภายใต้บ้านเมืองที่เงียบสงบจนน่าแปลกใจ ไม่รู้ว่าจะเกิดสงครามขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เขารู้สึกไม่วางใจ อยากจะแต่งเธอเข้ามาเร็ว ๆ จะได้ปกป้องเธอจากอันตรายได้ มีเพียงเท่านี้ที่จะทำให้เขาสามารถวางใจได้

“อื้อ จื้อหยาง” ส่วนอีกคนก็กำลังนอนฝันหวาน เธอกำลังฝันถึงสามีผู้หล่อเหลา กำลังถูกเขารังแกครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างหน้าไม่อาย

คืนนั้นจึงเป็นคืนที่เธอนอนหลับไปด้วยความอิ่มเอมในหัวใจ เพราะที่ผ่านมากว่าจะข่มตาให้หลับลงได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ แม้ว่าที่จะมีสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ก็ยังห่างชั้นจากยุคที่เธอจากมา เช่นต้องทนนอนร้อน ๆ แม้ว่าจะมีพัดลมช่วยบรรเทาความร้อน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...