โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เลือกตั้ง’69 EP#1 เมื่อ...สังคมในอุดมคติ (Utopia) ไม่มีอยู่จริง

THE STATES TIMES

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • Hard News Team

สืบเนื่องจากวันที่จาก 12 ธันวาคม 2568 พระราชกฤษฎียุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีดังกล่าวให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้น กองบรรณาธิการ The States Times จึงขอเสนอชุดบทความเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับท่านผู้อ่านในด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันจะเป็นการช่วยกันทำให้การเมืองไทยมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะนำความเจริญวัฒนาสถาพรมาสู่ประเทศชาติบ้านเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป
หลังจากการยุบสภาก็ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งก็เริ่มคึกคักทันที แต่ละพรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายอันเป็นการขายฝันมากมายหลายอย่าง บ้างก็ทำได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วทำได้ยากหรือไม่มีทางทำได้เลย ดังเช่นพรรคการเมืองซึ่งสามารถได้ใจคนรุ่นใหม่ด้วยการขายฝันถึงการสร้างสังคมอุดมคติ (Utopia) ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่เคยเกิดขึ้นบนที่แห่งใดบนโลกใบนี้เลย และไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นได้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย
.
สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) คือ สังคมที่มีความดีงาม ความยุติธรรม และความสุขสมบูรณ์ ซึ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น มนุษย์มีความสุข มีความยุติธรรม และไม่มีความขัดแย้ง "Utopia" เป็นคำที่มาจากความคิดของ Sir Thomas More ผู้ประพันธ์หนังสือชื่อเดียวกันในปี 1516 ซึ่งบรรยายถึงเกาะในจินตนาการที่มีระบบสังคมดีเลิศ โดยคำว่า "Utopia" มาจากภาษากรีก ou-topos (ดินแดนที่ไม่มีอยู่จริง) ผสมกับ eu-topos (ดินแดนที่ดี) ซึ่งสะท้อนถึงความฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบแต่เป็นไปไม่ได้จริง และตรงข้ามกับ สังคมเลวร้าย (Dystopia)
แต่อันที่จริงแล้วหนังสือ Utopia ของ Sir Thomas More เป็นเพียงแค่การเสียดสีสังคมโดยตั้งใจที่จะเปิดเผยเกี่ยวกับอังกฤษในสมัยนั้นกว่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสังคมในอุดมคติ ทำให้แนวคิดเรื่องสังคมในอุดมคติเป็นเพียงแนวคิดหรือทิศทางมากกว่าจะเป็นเป้าหมายปลายทางได้ ด้วยเหตุที่ ความต้องการ ค่านิยม และพลวัตอำนาจของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งมองว่า "สมบูรณ์แบบ" อาจก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมหรือความไม่พอใจในคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ เพราะทุกความพยายามที่จะสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ย่อมต้องเผชิญกับข้อจำกัด ความขาดแคลน หรือผลกระทบที่ไม่คาดคิด
เพราะสังคมในอุดมคติคือ ภาพฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ผู้คนใฝ่ฝันถึง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ สันติสุข, ความอุดมสมบูรณ์, ความยุติธรรม, ความเท่าเทียม, และผู้คนมีจิตใจดีงามพร้อมช่วยเหลือแบ่งปัน โดยไม่มีความขัดแย้ง, ความรุนแรง, การกดขี่ หรือความโลภ ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ปลอดภัย และมีอิสระในการทำสิ่งที่รักโดยไม่หวังผลตอบแทน โดยมีลักษณะสำคัญคือ:
- สันติภาพและความสามัคคี: ไม่มีสงคราม, อาชญากรรม, การเบียดเบียน, และผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
- ความอุดมสมบูรณ์: ทรัพยากรมีเพียงพอสำหรับทุกคน พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ สามารถเก็บกินได้อย่างเสรี
- ความเท่าเทียมและความยุติธรรม: ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่มีชนชั้นหรือการกดขี่
- จิตใจที่ดี: ผู้คนมีเมตตาพร้อมให้และแบ่งปัน ทำงานด้วยความสุขโดยไม่หวังผลตอบแทน
- ความปลอดภัยและความมั่นคง: ไร้ความวิตกกังวลและภัยคุกคาม
- การพัฒนาที่เป็นไปตามธรรมชาติ: เป็นสังคมที่ปราศจากอคติและการตัดสินผู้อื่น.
ด้วยเหตุนี้ สังคมในอุดมคติจึงเป็นไปได้เพียงเป็นเครื่องมือวิพากษ์วิจารณ์แต่ไม่ใช่แบบแผน โดยเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยในการจินตนาการได้ว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น ได้อย่างไร เปิดเผยให้เห็นถึงสิ่งที่ผิดพลาดในปัจจุบัน และกำหนดอุดมคติที่เป็นเพียงแนวทางในการพัฒนา แม้ว่าอุดมคติเหล่านั้นจะไม่สามารถบรรลุได้อย่างสมบูรณ์ก็ตาม ดังนั้น สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) จึงไม่มีอยู่จริง มีเพียงแต่การแสวงหาสังคมที่ดีกว่าเท่านั้นที่มีอยู่จริง สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมไทยในอุดมคติมักถูกอนุมานว่า เป็นสังคมที่สงบ เรียบร้อย มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ และเคารพกันตามลำดับอาวุโส ซึ่งสะท้อนคุณค่าดั้งเดิมที่งดงาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว “อุดมคติ” เหล่านี้บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลบปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมมากกว่าการแก้ไขอย่างแท้จริง
สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมในอุดมคติเป็นเพียงเรื่องของ “โลกสวย” เท่านั้นเอง ด้วยเพราะ สิ่งที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะสามารถทำได้นั้นเป็นเพียงแต่การทำให้สังคมดีขึ้น หรือทำให้สัคมดีกว่าเดิมที่เป็นอยู่ แต่ไม่มีทางและไม่มีวันที่จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมในอุดมคติได้ ตราบเท่าที่คนเรายังมี ความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเป็นสภาวะพื้นฐานของจิตใจมนุษย์ที่เป็นอยู่ในทุกสังคม และในมุมมองทางพุทธศาสนาได้ถือว่าเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งปวง พรรคการเมืองที่อ้างว่าหากได้รับการเลือกตั้งแล้วสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่สังคมในอุดมคติได้นั้น จึงเป็นพรรคการเมืองที่หลอกลวงพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...