โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปริศนานครหลวงสระบุรี (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 มิ.ย. 2567 เวลา 02.31 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2567 เวลา 02.31 น.

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

www.facebook.com/bintokrit

ปริศนานครหลวงสระบุรี (1)

“นครหลวงสระบุรี” เป็นโครงการย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพมหานครมาสร้างเมืองหลวงใหม่ที่สระบุรีในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปจนถึงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

โดยกินพื้นที่ 400 ตารางกิโลเมตร กว้าง 20 กิโลเมตร ยาว 20 กิโลเมตร ครอบคลุมอาณาบริเวณหลายอำเภอใน จ.สระบุรีปัจจุบัน คือ อ.เมือง อ.พระพุทธบาท อ.หนองโดน อ.บ้านหมอ อ.หนองแซง อ.เสาไห้ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.หนองแซง รวมทั้ง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา

ก่อนที่ในกาลต่อมาจะปรับเปลี่ยนโครงการนครหลวงสระบุรีให้กลายเป็น “พุทธบุรีมณฑล” และย้ายพื้นที่เมืองหลวงใหม่ไปที่ “นครบาลเพชรบูรณ์” แทน ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนสงครามจะยุติไม่นาน

โครงการนครหลวงสระบุรีเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่โตโอฬารและได้ดำเนินการไปแล้วราว 1-2 ปี เช่น มีการเวนคืนที่ดิน จ่ายค่าชดเชยให้กับเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน มีการอพยพย้ายผู้คนออกจากพื้นที่ซึ่งเตรียมการก่อสร้าง มีการวางหลักเขตนครหลวงตลอดแนวโครงการ มีการออกแบบผังเมืองจนเสร็จ

มีการนำเส้นทางคมนาคมทั้งทางน้ำที่แม่น้ำป่าสัก ทางรถไฟทั้งในทางรถไฟสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งทางรถไฟเล็กสายท่าเรือ-พระพุทธบาท และทางถนนคือถนนประชาธิปัตย์เดิม ปัจจุบันคือถนนพหลโยธิน เข้ามาเชื่อมต่อเพื่อวางโครงข่ายการสัญจรในเมือง เป็นต้น

สำหรับรายละเอียดในเรื่องนี้ผู้สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความที่ผมเขียนลงมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 2-8 ธันวาคม 2565 เรื่อง “พุทธบุรีมณฑลและนครหลวงสระบุรี 80 ปีต่อมา”

ทางลิงก์ https://www.matichonweekly.com/column/article_630195

แต่อย่างไรก็ตาม โครงการนี้กลับมีความลึกลับอย่างมาก ราวกับว่าต้องการปกปิดให้เป็นความลับสุดยอด ทำให้ปัจจุบันมีคนรับรู้เรื่องราวเหล่านี้เพียงน้อยนิด หรือแม้กระทั่งช่วงเวลา ณ ขณะที่ดำเนินโครงการเองก็ยังมีผู้คนรับรู้น้อยอยู่ดี

ขนาดนายพลอาเคโตะ นากามูระ ผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในตอนนั้นก็ยังไม่รู้เรื่องนี้เลย

ข้อมูลเรื่องนี้มาจากการสังเกตเอกสารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือที่นายพลนากามูระเป็นผู้เขียนเอง

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงการนครหลวงสระบุรีไม่มีอยู่ในความทรงจำของนากามูระแม้แต่น้อย

หลังจากสงครามสิ้นสุดลง นายพลนากามูระได้เขียนบันทึกความทรงจำลงในหนังสือชื่อ “ผู้บัญชาการชาวพุทธ ความทรงจำของนายพลนากามูระเกี่ยวกับเมืองไทยสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา” โดยกล่าวถึงเรื่องราวนี้ไว้ในบทที่ 16 ตอน “การสิ้นสุดของรัฐบาลพิบูลสงคราม” หัวข้อ “พระราชกำหนด ระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์” ว่า

“วันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2487 นายกฯ พิบูลได้ประกาศพระราชกำหนดจัดตั้งนครหลวงใหม่อย่างฉับพลัน คือให้ย้ายเมืองหลวงไปที่เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นเมืองในหุบเขา และได้มีประกาศให้เขตนั้นเป็นเขตหวงห้าม คือไม่ให้คนต่างชาติเดินทางเข้าไป”

ข้อความตอนต่อมาทำให้ทราบว่านายพลนากามูระและกองทัพญี่ปุ่นในประเทศไทยไม่ทราบเรื่องการย้ายเมืองหลวงเลย ทั้งๆ ที่โครงการนครหลวงสระบุรีได้เริ่มดำเนินการไปเป็นปีแล้ว ตามข้อความในบันทึกที่เขียนเอาไว้ว่า

“ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม-พฤศจิกายน) ของปีที่แล้ว ข้าพเจ้าได้รับทราบข่าวลือเรื่องการย้ายเมืองหลวงเป็นประจำ และการประกาศย้ายเมืองหลวงทำให้พวกข้าพเจ้าตระหนกใจว่าข่าวลือนั้นกลายมาเป็นความจริง”

ซึ่งทำให้เห็นได้ว่ากว่าที่นากามูระจะทราบเรื่องการย้ายนครหลวงก็คือตอนที่การก่อสร้างนครบาลเพชรบูรณ์ได้ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดเป็นรูปธรรมแล้ว

คําถามที่ตามมาก็คือ แล้วเหตุใดจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงต้องปกปิดโครงการสร้างเมืองหลวงใหม่นี้?

ทั้งๆ ที่โครงการนครหลวงสระบุรีก็มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร มีการประกาศอย่างเป็นทางการ และเข้าใจกันมาตลอดว่าไม่ได้เป็นโครงการลับที่มีเหตุผลทางการทหารเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังเชื่อกันมาแต่เดิมว่านครหลวงสระบุรีไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่างกับโครงการนครบาลเพชรบูรณ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของการตีตัวออกห่างกองทัพญี่ปุ่นอย่างแน่ชัด

แล้วเหตุใดจึงต้องซ่อนเรื่องนครหลวงสระบุรีไว้ไม่ให้ฝ่ายญี่ปุ่นรู้ด้วย?

ปัจจุบันปริศนาข้อนี้ก็ยังไม่มีบทสรุปที่แน่ชัดในหมู่นักประวัติศาสตร์

นากามูระตั้งข้อสังเกตเอาไว้ 3 ประการว่าเหตุใดจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงต้องย้ายเมืองหลวงใหม่ไปอยู่ที่เพชรบูรณ์

ประการแรก นากามูระเชื่อว่าจอมพล ป.ต้องการเตรียมพร้อมสำหรับแยกตัวออกจากฝ่ายอักษะเพราะเล็งเห็นแล้วว่ากองทัพญี่ปุ่นกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบจนน่าจะกลายเป็นผู้แพ้สงครามในไม่ช้า

ดังที่กล่าวเอาไว้ในบันทึกว่า “นายกฯ พิบูลคงพิจารณาด้วยความเชื่อมั่นว่าฝ่ายญี่ปุ่นนั้นเสียเปรียบเมื่อสงครามยุติลง ฉะนั้น จึงต้องการมีที่หลบภัยจากฝ่ายญี่ปุ่นยามใดก็ได้ โดยเฉพาะการปฏิเสธเข้าร่วมประชุมวงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพานั้นเป็นเรื่องที่ทำให้มีความคลางแคลงใจกัน ท่านจึงต้องตัดสินใจอย่างฉับพลันในเรื่องนี้”

ข้อสังเกตประการที่สองของนากามูระก็คือ เหตุผลทางการเมืองและการทหารภายในรัฐไทยเอง ซึ่งนากามูระมองว่าจอมพล ป.มีศัตรูทางการเมืองมากมาย โดยเฉพาะอย่างปรีดี พนมยงค์ ที่มุ่งจะโค่นจอมพล ป.ลงจากบัลลังก์อำนาจ ดังนั้น การที่จอมพล ป.ย้ายศูนย์กลางอำนาจไปอยู่ในแดนของตัวเองทางตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศก็นับว่าเป็นชัยภูมิที่ดีและมีความปลอดภัยมากกว่า

ความในบันทึกตอนนี้กล่าวเอาไว้ว่า “เกี่ยวกับปัญหาภายใน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สำเร็จราชการฯ ปรีดี พนมยงค์ กับนายกฯ พิบูลนั้นง่อนแง่นอยู่เต็มทีแล้ว และศัตรูการเมืองกลุ่มอื่นๆ ก็ยังมีอยู่ คือถ้าพวกนั้นพยายามโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยอาศัยกำลังญี่ปุ่นเป็นเครื่องมือแล้ว ท่านนายกฯ ในฐานะเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็จะหลบไปอยู่ที่เพชรบูรณ์ ซึ่งใครจะไปทำอะไรท่านไม่ได้ เพราะว่าในเขตภาคเหนือมีกองทัพไทยอยู่ที่เชียงรายและลำปาง ทางทิศใต้มีเมืองทหารอยู่ที่ลพบุรี ความคิดนี้สมกับเป็นความคิดของนายกรัฐมนตรีของประเทศหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม นากามูระก็มองเห็นทั้งข้อได้เปรียบและเสียเปรียบของเพชรบูรณ์ด้วย ดังที่กล่าวต่อไปในบันทึกว่า

“ที่ตั้งของเมืองหลวงใหม่มีความเหมาะสมทั้งในแง่การเมืองและการยุทธศาสตร์อย่างหาที่ติไม่ได้ ข้อเสียมีอยู่ว่าที่นั่นเป็นแดนของไข้มาลาเรียและมีน้ำเพื่อการบริโภคอย่างอัตคัด”

ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้เองที่เป็นสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับนักการเมือง ข้าราชการ บุคลากร และแรงงานในการสร้างนครบาลเพชรบูรณ์เป็นอย่างมาก กระทั่งต่อมาเกิดการขยายผลไปสู่การโหวตล้มโครงการนี้ในสภา

และทำให้จอมพล ป.ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่สุด

อ่านต่อตอนต่อไป

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปริศนานครหลวงสระบุรี (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...