โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"นายจิตร นายใจ" นิทานวิจารณ์เจ้านาย-ขุนนางสมัยร.5 ลุ่มหลงการละคร จนละเลยงานราชการ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 พ.ย. 2564 เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 10.27 น.
คณะละครสยาม ภาพถ่ายราวปี ค.ศ. 1900 จากหนังสือ The Country and People of Siam โดย Karl Döhring

นิทานเรื่อง นายจิตร นายใจ เป็นผลงานของ เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) ตีพิมพ์ใน ดรุโณวาท หนังสือพิมพ์เล่มแรกโดยคนไทย นิทานเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดทรรศนะของผู้แต่งเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม อาจเรียกได้ว่าเป็นนิทานเสียดสีสภาพสังคมและบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ว่าได้

เจ้าพระยาภาสกรวงศ์แต่งนิทานโดยให้นายจิตร และนายใจ พูดคุยตอบโต้กันถึงประเด็นต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่สะท้อนภาพหรือเสียดสีการเมืองและสังคมในสมัยนั้น เช่น เรื่องปรีวีเคาน์ซิล หรือองคมนตรีสภา ที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่ง จนรัชกาลที่ 5 ต้องมีพระราชหัตถเลขาแสดงความในพระราชหฤทัยถึงในเชิง “บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น” หรือเรื่องวงการสงฆ์ ที่วิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5

สำหรับเรื่องการวิจารณ์เจ้านายหรือขุนนางที่ลุ่มหลงการละคร [1] จนละเลยงานราชการนี้ ในนิทานเรื่อง นายจิตร นายใจ เล่าว่า

“นายจิตรนั่งลงที่บันไดเก๋งกรงนกชั้นบน, แล้วถามนายใจว่า, เราได้ยินว่าสมเด็จกรมพระข้างใน [2], ทำการฉลองพระชนม์พรรษาของท่าน, ให้เป็นการเจริญพระชนม์ยืนยาวไปภายน่า มีการเล่นการเลี้ยงสนุกนิ์ใหญ่โตจริงฤา, นายใจบอกว่า ท่านทำการเลี้ยงพระเลี้ยงขุนนางมาก, เจ้านายข้าราชการทั้งข้างน่าข้างในก็มาช่วยท่านหมด แล้วมีสักกระวา มีละคอนเป็นการเล่นสนุกมาก, ละคอนของท่านเคาน์ซิล [3] โรงหนึ่ง, เขาฦๅว่าเล่นเรื่องสาก๊ก [4] สนุกนิ์นัก, ละคอนสมเด็จพระประสาท [5] ก็สู้ไม่ได้, ท่านฝึกหัดของท่านเปนชั้นเล็ก ชั้นใหญ่ เล่นดีนัก, ละคอนท่านปรีวีเคาน์ซิล [6] อีกโรงหนึ่ง ก็เล่นสู้ไม่ได้, ด้วยพึ่งหัดใหม่แต่เจ้าของหลงนัก, ท่านไม่ได้เคยดูบ้างฤาจึ่งถามเรา,

นายจิตรว่าเรายังไม่เคยดูเลย, แล้วนายจิตรว่า, ท่านพูดแก่เราแต่ก่อนนั้น, ว่าพวกท่านเคาน์ซิลเอาใจใส่ในราชการนัก, ด้วยในหลวงตั้งไว้เป็นที่ปฤกษาราชการแผ่นดิน, เราเหนว่าท่านเคาน์ซิลที่มีละคอนเล่นอยู่แล้ว, เคยเอาใจใส่ในราชการก็จะมาท้อถอยไป, หาตั้งใจแขงแรงไม่, ด้วยละคอนเป็นของประโลมโลกย์ภาใจให้หลุ้มหลง, ยินดีตฤกตรองไปแต่การเล่น, จะรักษาคำสาบาลไปไม่ค่อยจะตลอดดอกกระมัง

นายใจตอบว่า, ราชการเราก็ไม่เหนว่าท่านท้อถอย, เราเหนท่านกลับแขงแรงขึ้นอีก, แต่ละครนั้นท่านจะหลงฤาไม่หลงเราไม่รู้ท่านเลย, แต่คำสาบานนั้นเราทายไม่ถูก, แต่เหนว่าถ้าผลประโยชน์ในราชการที่ท่านได้ภออยู่แล้ว ก็เหนจะรักษาบริสุทธิ์อยู่ได้, ถ้าผลประโยชน์ในราชการกะพร่องกะแพร่งอยู่แล้ว, น่ากลัวจะไม่บริสุทธิ์ไปได้

*นายจิตรว่าทำไมจะไม่หลง, แต่ที่ไหนท่านจะบอกใครว่าท่านหลงเล่า, ครั้งหม่อมไกรษร, ซึ่งเป็นโทษแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น, ท่านไม่ได้ยินฤา, แต่นั้นนอกรีตหลงละคอนตัวผู้, ลืมละลูกเมียเสียสิ้น, นี้ละคอนตัวเมียทั้งนั้นแล้ว เราเหนจะหลงมากกว่าหม่อมไกรษร, ถ้าตำแหน่งเคาน์ซิลไม่เล่นละคอนแล้ว, เราเหนจะชอบด้วยราชการ, ห่วงไยที่จะขวนขวายก็น้อยเข้า, คำสาบานก็จะบริสุทธิ์อยู่ได้.*

นายใจว่าถ้ากระนั้นเล่นสักกระวาก็มิเสียราชการด้วยฤๅ นายจิตรว่า, ถ้าผู้ใดหลงเล่นมัวเมา, ก็เสียราชการเหมือนกัน, นายใจว่าเราเหนเจ้าที่เป็นปรีวีเคาน์ซิล, แลตำรวจก็หลายนายที่เล่นสักกระวา, ก็ไม่ได้ยินว่าเสียราชการอะไร, นายจิตรตอบว่า, ที่เสียท่านไม่เหน ๆ แต่ได้, ท่านจึ่งว่าไม่เสียอะไร,วิไสยว่ามัวเมาอยู่ด้วยการเล่นแล้ว, ความจริงก็เสื่อมถอยไป, ใจที่เคยหมั่นคิดอ่านในราชการอยู่ก็อ่อนคลายลง, ถือว่าการเล่นสนุกนี้เสียสักวันสองวันเกิด, ครั้นเล่นเข้าแล้วก็ติดใจชอบจะเล่นอีก, แลชักชวนพวกพ้องเพื่อนฝูงเล่นด้วย ก็ชักช้าเสียเวลาที่คิดการเปนประโยชน์ไป,คนพวกขับร้องเต้นรำแลดีดสีตีเป่า, เขาเล่นนั้นก็ชอบด้วยเขาหากินด้วยวิชาสิ่งนั้น, นี่เราเหนว่าเจ้านายแลขุนนาง, หากินด้วยผลราชการที่ตัวทำดีทำชอบทั้งนั้น จึงเหนว่าควรจะเอาใจใส่ในราชการให้มาก ๆ”**

ศ.ดร. นิยะดา เหล่าสุนทร [7] อธิบายว่า ลำพังการพาดพิงถึงละครที่ใช้สมโภชในงานเฉลิมพระชนมพรรษาของกรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูรก็คงไม่เป็นเรื่องนัก หากแต่ก็พาดพิงหรือกระทบไปยังเรื่องในอดีตเมื่อครั้งรัชกาลที่ 3 ทรงลงพระราชอาญาสำเร็จโทษกรมหลวงรักษรณเรศ ซึ่งต่อมาถูกถอดเป็นหม่อมไกรสร ที่สำคัญคือเป็นเพราะไปหลงพวกละคร ดังที่พระราชพงศาวดาร บันทึกไว้ว่า“เพราะด้วยอ้ายพวกละครชักพาให้เสียคน…ด้วยพวกละครรับสินบนทั้งฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจำเลย แล้วก็คงหักเอาชนะจงได้” จึงสรุปได้ว่าการที่กรมหลวงรักษรณเรศทรงประพฤติมิชอบในทางราชการนี้ เนื่องจากความลุ่มหลงในเรื่องการละครเป็นสาเหตุอย่างหนึ่ง

เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ได้แต่งนิทานให้ นายจิตร และนายใจ ตอบโต้กันเพื่อเปรียบให้เห็นถึงแง่มุมของทั้งสองด้าน ด้านนายใจเห็นว่า แม้เจ้านายหรือขุนนางจะชื่นชอบการละคร แต่ “ราชการเราก็ไม่เหนว่าท่านท้อถอย, เราเหนท่านกลับแขงแรงขึ้นอีก” ขณะที่นายจิตรเห็นแย้งว่า “เราเหนว่าท่านเคาน์ซิลที่มีละคอนเล่นอยู่แล้ว, เคยเอาใจใส่ในราชการก็จะมาท้อถอยไป, หาตั้งใจแขงแรงไม่, ด้วยละคอนเป็นของประโลมโลกย์ภาใจให้หลุ้มหลง, ยินดีตฤกตรองไปแต่การเล่น, จะรักษาคำสาบาลไปไม่ค่อยจะตลอดดอกกระมัง”

คำสาบานที่ว่านั้นคือ คำสาบานก่อนเข้ารับตำแหน่งปรีวีเคาน์ซิล หรือองคมนตรีสภา เช่นว่า “แลข้าพระพุทธเจ้าจะไม่ทอดทิ้งธุระในการ ซึ่งตัวข้าพระพุทธเจ้าจะมาประชุมปฤกษาราชการในปรีวีเคาน์ซิลทุก ๆ ครั้ง” และ“ข้าพเจ้าจะไม่ทำการผิดกลับเท็จเปนจริง เพราะเหนแก่อามิศสินบน แลผลประโยชน์ในตนแลเพราะเชื่อคำคนยุยง ชักนำให้เสียจากสิ่งที่ตรง” เป็นต้น

นายจิตรยังยกกรณีของกรมหลวงรักษรณเรศมาสนับสนุนแนวคิดของตน เพื่อแสดงให้เป็นประจักษ์ว่าการละครทำให้“มัวเมา” และ “เสียราชการ” นั้นเป็นอย่างไร นอกจากนี้ จากคำกล่าวของนายจิตรในตอนท้ายว่า “คนพวกขับร้องเต้นรำแลดีดสีตีเป่า, เขาเล่นนั้นก็ชอบด้วยเขาหากินด้วยวิชาสิ่งนั้น, นี่เราเหนว่าเจ้านายแลขุนนาง, หากินด้วยผลราชการที่ตัวทำดีทำชอบทั้งนั้น จึงเหนว่าควรจะเอาใจใส่ในราชการให้มาก ๆ” ซึ่งเป็นคำกล่าวเน้นย้ำแนวคิดของนายจิตรให้หนักแน่นมากกว่านายใจ

ดังนั้น จึงสะท้อนให้เห็นว่าเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ถ่ายทอดทรรศนะของของตนผ่านนายจิตร ความคิดเห็นของนายจิตรจึงสะท้อนแนวคิดของผู้แต่งนิทานเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

อ่านเพิ่มเติม :

เชิงอรรถ :

[1] การละครเป็นมหรสพประเภทหนึ่งที่เป็นที่นิยมของชาวไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในสมัยรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 นิยมเล่นละคร ในซึ่งเป็นของหลวง ส่วนละครนอกเป็นของสามัญชน ในสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่โปรดการละคร ส่วนรัชกาลที่ 4 ทรงเปิดโอกาสให้พระบรมวงศ์และข้าราชการชั้นสูง มีคณะละครเป็นของตนได้ ละครได้พัฒนาการจากรูปแบบเดิมมาเป็นละครตะวันตก ในสมัยรัชกาลที่ 5 ละครพันทาง ละครดึกดำบรรพ์ ก็ได้เกิดขึ้น และได้แพร่หลายไปในหมู่คนไทย ทั้งชนชั้นสูงและสามัญชน ในวาระที่เป็นมงคล จะมีการแสดงละครสมโภช

[2] สมเด็จกรมพระข้างใน หมายถึง กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร ผู้ทรงเป็นผู้อภิบาลรัชกาลที่ 5 มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครั้งนี้ ตรงกับวันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2417

[3] หมายถึง ละครของเจ้าพระยามหินทรศักดิธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล)

[4] หมายถึง เรื่องสามก๊ก

[5] อาจหมายถึง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

[6] ไม่ทราบแน่ชัดว่าหมายถึงละครของผู้ใด

[7] ดูเพิ่มเติมในบทความ “นิทานเรื่อง นายจิตร นายใจ : นิทานเสียดสีสภาพสังคม และบ้านเมืองในรัชกาลที่ 5” เขียนโดย ศ.ดร. นิยะดา เหล่าสุนทร ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2556

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 พฤษภาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...