โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อัญมณีแห่งศรัทธา - เพจปั่นเรื่อง เป็นภาพ

TALK TODAY

เผยแพร่ 24 พ.ย. 2562 เวลา 17.00 น. • เพจปั่นเรื่อง เป็นภาพ

เมืองย่างกุ้งในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของพม่า ด้วยประชากรที่มีมากกว่า 7 ล้านคน จึงทำให้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในพม่า และเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุด ในยุคก่อนอาณานิคมย่างกุ้งเป็นเมืองที่มีจำนวนอาคารมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร รวมไปถึงยังมีพุทธสถานที่สำคัญที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพม่าอีกด้วย พุทธสถานที่ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ชาวพม่านับถือและคิดว่าจะต้องเดินทางไปกราบไหว้ให้ได้สักครั้งในชีวิต เป็น 1 ใน 5 พุทธสถานศักดิ์สิทธิ์ของพม่า พุทธสถานที่ว่านั้นคือ “มหาเจดีย์ชเวดากอง”

หลังจากที่ผมได้มีโอกาสไปกราบสักการะ พระธาตุอินทร์แขวน และ พระมหาเจดีย์ชเวมอร์ดอว์แล้ว วันนี้ผมจะขอเขียนถึง พระมหาเจดีย์ชเวดากอง พุทธสถานที่ถือว่าสำคัญที่สุดในพม่าให้ได้อ่านกันครับ

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง มาจากคำว่า “ชเว” ที่หมายถึงทองคำ กับคำว่า “ดากอง” ที่เป็นชื่อของเมืองแห่งนี้ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “ย่างกุ้ง” เมื่อเอาคำมารวมกันแล้วจึงหมายถึงเจดีย์ทองคำที่ตั้งอยู่ในเมืองดากอง ซึ่งอยู่บริเวณเนินเขาสิงคุตระของเมืองย่างกุ้ง ไกด์ชาวพม่าได้เล่าเรื่องราวให้ผมฟังว่า ที่พม่ามีความเชื่อว่า พระมหาเจดีย์ชเวดากองเป็นสถานที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระโคตมพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น โดยได้เริ่มสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลกว่า 2,500 ปีมาแล้ว ต่อมาเมื่อองค์เจดีย์ได้ทรุดโทรมลงประกอบกับมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่หลายครั้ง ทำให้องค์พระเจดีย์ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก กษัตริย์มอญและกษัตริย์พม่าในแต่ละยุคจึงได้ทำการต่อเติมบูรณะเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง จนมีขนาดสูงถึงยอดแหลม 112 เมตร และกว้างใหญ่อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งใหญ่พอถึงขนาดที่เมื่อผมนั่งรถอยู่ในย่างกุ้งก็สามารถมองเห็นพระมหาเจดีย์ชเวดากองกันได้แต่ไกลเลย

เมื่อผมเดินทางมาถึงบริเวณทางเข้า เราจะต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าออกกันเลย เพราะอย่างที่เคยบอกกล่าวไปว่าที่พม่าให้ความเลื่อมใสกับพุทธสถานเป็นอย่างมากจึงห้ามนำรองเท้ารวมทั้งถุงเท้าที่เป็นสิ่งที่ต่ำเข้าใกล้ โดยเราสามารถค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไปที่พระมหาเจดีย์ชเวดากองได้ทั้งสี่ทิศ หรือ สามารถขึ้นลิฟต์โดยสารที่อยู่ทางทิศใต้ของพระมหาเจดีย์ได้ 

เมื่อผมขึ้นมาถึงก็จะเห็นพระมหาเจดีย์ชเวดากองสีทองคำตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง มีพระวิหารล้อมรอบทั้ง 4 ทิศ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ตามที่ต่างๆ ส่วนฐานของเจดีย์ทำจากอิฐปกคลุมด้วยแผ่นทองคำจำนวน 8,688 แผ่น ทางด้านบนที่เป็นฐานเจดีย์ลาดแบบขั้นบันไดซึ่งไม่อนุญาติให้ผู้หญิงเข้า ชั้นถัดไปด้านบนเป็นส่วนองค์ระฆัง ที่บนยอดสุดเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าตามความเชื่อ รอบนอกประดับด้วยอัญมณีต่างๆ ทั้งลูกแก้ว หยาดน้ำค้าง ประกอบด้วยเพชร 5,448 เม็ด และทับทิม 2,317 เม็ด ระฆังทองคำอีกจำนวน 1,065 ใบ ที่บนยอดสุดมีเพชรปลายแหลมหนัก 76 กะรัตประดับอยู่ ทั้งหมดที่ประดับบนพระมหาเจดีย์ชเวดากองมีทั้งที่เราสามารถเห็นได้ด้วยตากับสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็น ตัวผมเองก็พยายามเพ่งมองขึ้นไปบนยอดเพื่อมองเพชรหนัก 76 กะรัต ซึ่งทางไกด์บอกว่าจะมีอยู่ตำแหน่งเดียวเท่านั้นในลานอธิษฐานที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน หากใครได้มาแล้วอยากมองเพชรให้ชัดๆ อาจต้องถามไกด์หรือคนท้องถิ่นแถวนั้นว่าจุดนั้นอยู่ที่ตรงไหน

ไกด์ได้แนะนำวิธีสักการะพระเจดีย์โดยให้ผมสักการะพระพุทธรูปที่อยู่รอบทั้ง 4 ทิศก่อน และให้เริ่มต้นที่วิหารทางทิศตะวันออกซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปพระกกุสันธพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์แรกในภัทรกัปนี้ แล้วเดินตามเข็มนาฬิกาวนรอบเจดีย์ไปยังวิหารทางทิศใต้ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปพระโกนาคมนพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่สองในภัทรกัปนี้

แล้วมายังวิหารทางทิศตะวันตกที่ประดิษฐานพระกัสสปพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่สามในภัทรกัปนี้ แล้วจึงเดินไปยังวิหารทางทิศเหนือที่ประดิษฐานพระโคตมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เมื่อสักการะพระพุทธรูปทั้ง 4 ทิศเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ไปสรงน้ำพระประจำวันเกิด โดยแต่ละวันจะมีรูปปั้นเป็นสัญลักษณ์อยู่ด้านล่างของตัวองค์พระ พร้อมชื่อวันเขียนบอกไว้เป็นภาษาอังกฤษกับภาษาพม่า รูปปั้นสัญลักษณ์ของแต่ละวันไล่ตั้งแต่

วันอาทิตย์มีรูปปั้นครุฑเป็นสัญลักษณ์

วันจันทร์มีรูปปั้นเสือเป็นสัญลักษณ์

วันอังคารมีรูปปั้นสิงห์เป็นสัญลักษณ์

วันพุธกลางวันมีรูปปั้นช้างมีงาเป็นสัญลักษณ์

วันพุธกลางคืนมีรูปปั้นช้างไม่มีงาเป็นสัญลักษณ์

วันพฤหัสบดีมีรูปปั้นหนูใหญ่หางสั้นเป็นสัญลักษณ์

วันศุกร์มีรูปปั้นหนูหางยาวเป็นสัญลักษณ์

วันเสาร์มีรูปปั้นพญานาคเป็นสัญลักษณ์

เมื่อสรงน้ำพระประจำวันเกิดเสร็จแล้ว ก็ให้เดินเวียนรอบพระเจดีย์ตามเข็มนาฬิกา 1 รอบ ผมเดินวนรอบเจดีย์ไปก็จะเห็นหญิงชาวพม่าถือไม้กวาด ไม้ถูพื้น เรียงแถวเป็นหน้ากระดานคอยกวาดฝุ่น กวาดขยะ เช็ดถูบริเวณลานอธิษฐานอยู่ตลอด ทำให้บริเวณลานเจดีย์สะอาดกว่าที่อื่นๆ มาก

หลังจากนั้นไกด์ก็พาผมไปยังลานอธิษฐานที่มีรูปดาวบนพื้นใกล้กับเสาหงส์ ซึ่งไกด์ได้บอกกล่าวถึงความเชื่อของชาวพม่าที่ว่า หากมาขอพรตรงตำแหน่งนี้จะได้ผลสัมฤทธิ์ผลโดยง่าย ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองก่อนยกทัพออกไปรบก็ได้มาอธิษฐานขอพรให้มีชัยในการทำศึกต่อองค์พระเจดีย์ที่ตำแหน่งนี้ 

เมื่อผมสักการะไหว้ขอพรต่อองค์พระเจดีย์เสร็จ ผมจึงเดินชมความงดงามของพระมหาเจดีย์ชเวดากองโดยรอบ ผมเห็นชาวพม่าทุกเพศทุกวัยต่างพากันมากราบไหว้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จำนวนมาก แต่ไม่ใช่มีแค่ชาวพม่าเท่านั้น ชาวไทยจำนวนมากก็มากราบไหว้อธิษฐานขอพรด้วยเช่นกัน 

ผมมองไปยังยอดพระมหาเจดีย์ชเวดากอง พระอาทิตย์เริ่มเคลื่อนตัวลงต่ำ แสงอาทิตย์ยามเย็นตกกระทบกับเจดีย์เปล่งสีเป็นทองคำนวลตา อัญมณีประดับระยิบระยับงามจับตา ลมพัดเย็นสบาย สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างมาจากความศรัทธาจำนวนมากของชาวพม่า จนกลายเป็นความเชื่อมั่นที่มอบพลังให้กับคนที่มาเคารพสักการะ ณ ที่แห่งนี้

ที่ที่เป็น “อัญมณีแห่งศรัทธา”

ติดตามผลงานเขียนอื่นๆ จากเพจปั่นเรื่อง เป็นภาพ อีกได้ที่ https://www.facebook.com/writestoryforphoto

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...