โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มรสุมชีวิต ‘หนุ่มเสก’ อตีตนักร้องนักแสดงชื่อดัง ธุรกิจเจ๊งเป็นหนี้พันล้าน ตั้งแต่อายุ 30 ปี

The Bangkok Insight

อัพเดต 17 มิ.ย. 2564 เวลา 14.41 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 13.43 น. • The Bangkok Insight

อตีตนักร้องนักแสดง ยุค 80 อย่าง หนุ่ม-เสกสรร ชัยเจริญ หรือที่รู้จักกันดีในนามของ หนุ่มเสก ที่วันนี้มาเปิดเผยเส้นทางบันเทิงกว่า 34 ปี และประสบการณ์การทำธุรกิจจนล้มละลาย เป็นหนี้ 1,000 ล้าน อีกทั้งเคยเครียดจัดถึงขั้นยิงปืนฆ่าตัวตายมาแล้ว พร้อมเปิดชีวิตครอบครัวกับภรรยาสาวสวยที่อายุห่างกันกว่า 21 ปี ผ่านทางรายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง วัน 31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และ ใบเฟิร์น พัสกร เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

พี่อยู่ในวงการ 34 ปี ?

หนุ่ม : "ประมาณ 34 ปี ตอนนั้นเข้ามาในเรื่องเกมโชว์ คู่หูพลิกล็อค พอเล่นแล้วผมชนะได้แจ็คพ็อต ได้รถยนต์ พอเจ้าของบริษัทเขาเห็น เล่นสนุก ร้องเพลงได้ไหม ตอนแรกให้เล่นละคร เรื่องเทวดาตกสวรรค์ แต่ว่าช่วงที่ไปเล่นใหม่ ๆ ผมไม่ได้เทรนด์เลยว่าอารมณ์อย่างนี้ต้องพูดยังไง สุดท้ายเขาเปลี่ยนตัว หลังจากนั้นเจ้าของบริษัทเหมือนสงสาร ถามว่าร้องเพลงได้ไหม ลองร้องให้ฟัง ตอนนั้นเขาเปิดค่ายเพลงคีตา พอดี ผมก็เลยได้เป็นศิลปินเบอร์แรกของคีตา"

แต่ก่อนหน้านี้เป็นพ่อค้าขายผลไม้มาก่อน ?

หนุ่ม : "จริง ๆ แล้วเราเป็นเด็กที่บ้านมีสวนมะม่วง สวนมะพร้าว เวลามะม่วงออกเราก็เอามะม่วงมาตั้งขายที่ตลาด ใส่ถุงไปขายที่โรงเรียน"

เมื่อก่อนเห็นรูปแล้วผ่านเลยนะ ?

หนุ่ม : "จริง ๆ ผมก็ไม่ได้ดังมากมาย ทุกชุดออกมาก็ขายได้ เพลงคิดทุกชุด เราก็ไปเล่นคอนเสิร์ต คืออย่างน้อยเราก็รู้ว่า fc เป็นยังไง แต่ fc ยุคนี้หนักกว่ายุคก่อนนะ คือยุคก่อนเขาไม่ได้ตามแบบทวีคูณ เขาอาจจะรู้ว่าเราไปเล่นคอนเสิร์ตจังหวัดไหน เขาไป 10 คน อัดรายการไหน ไป 10 คน เราก็จะมีแฟนคลับประจำประมาณ 10-20 คนที่คอยเทคแคร์"

มีเจอแปลก ๆ ไหม ?

หนุ่ม : "ผมเคยเจอตอนผมไปเล่นคอนเสิร์ตต่างจังหวัด เข้าลิฟท์ปุ๊บเขาถกเสื้อเลย โชว์หน้าอก ผมกดเปิดลิฟท์หนีเลย มันมาไม่ทันตั้งตัว แต่โชคดีมีผู้จัดการกันไว้"

พอออกอัลบั้มแรกประสบความสำเร็จเลย ?

หนุ่ม : "ผมโชคดีได้นักแต่งเพลง นักดนตรีเนี๊ยบ เราลองเทสหลายหนมาก ผมโชคดีที่ผมร้องเพลงรักแล้วผมโดน ถ้าเราไปร้องเพลงเร็วอาจจะไม่โดน แล้วก็ไม่ได้สัมภาษณ์แบบนี้เลย"

ไม่ได้สัมภาษณ์มานานแค่ไหน ?

หนุ่ม : "ผมว่าอย่างน้อยก็หลายสิบปี ถ้าประเภททางการแบบนี้ ผมว่าอย่างน้อยก็มี 20 กว่าปี คือจริง ๆ ผมเป็นคนที่อาจจะมีโลกส่วนตัวนิดนึง เราคิดว่าคนอาจไม่สนใจเรื่องของเรา เราก็เลยคิดว่าเดี๋ยวไปพูด แล้วบางคนอาจจะหมั่นไส้ เราก็ทำตัวปกติ ก็ทำงานไปตามปกติ"

การถ่ายเซ็กซี่ก็ประสบความสำเร็จเหมือนกัน ?

หนุ่ม : "อันนั้นมันตลกมาก เมื่อก่อนผมร้องเพลง ผมน้ำหนักสัก 40 กว่า ผอมมาก เราอยากจะเปลี่ยนตัวเองยังไง ผมก็ไปเล่นยิม เข้าฟิตเนส ก็เพิ่มมาเป็น 60 กว่ามีกล้าม คือจริง ๆ มันไม่ใช่การถ่ายนู้ดหรอก มันใส่เสื้อผ้า เพียงแต่ว่าเขาให้เรามีกล้าม มีอะไร เขาก็โชว์เซ็กซี่ มีติดต่อมาให้ผมแก้ผ้าเลยก็มี แต่ผมไม่ถ่าย มันไม่ใช่ทางเรา เราก็ไม่รู้ทำเพื่ออะไร แต่อย่างนี้มันขึ้นปกเล่มแรก ผมก็เลยลอง"

มันส่งผลกระทบกับความเป็นพระเอกของเราไหม ?

หนุ่ม : "ไม่มีเลย เมื่อก่อนมันจะมีปัญหาเรื่องเราเปิดตัวแฟนก็ไม่ได้ เปิดตัวอะไรก็ไม่ได้ แต่จริง ๆ ผมเป็นคนเดียวที่ไม่ปิดเลย ตั้งแต่ออกเทปมา ผมบอกผมมีแฟนแล้ว คือผมอาจจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูงว่าเรายืนอยู่บนความจริง ผมบอกมีแล้ว แต่เราจะไม่พูดซ้ำ ไม่พามาย้ำอะไร สมัยก่อนมันไม่มีโซเชียล มีแต่ออกทีวี ออกปุ๊บคุยแล้วหาย"

ผันตัวเองมาทำธุรกิจ ได้ข่าวว่าลงทุนไป 600 ล้าน ?

หนุ่ม : "ใช่ มันคือเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ชื่อว่า คาสิโน มิวสิคสไตล์ สตูดิโอ มิวสิคสไตล์ มันจะมีดิสโก้เทค มีคาราโอเกะ 50 ห้อง มีผับ มีร้านอาหาร มีอะไรอยู่ในนั้นทั้งหมดประมาณ 10 ไร่ ตอนนี้ก็เป็นคอนโดหมดแล้ว คือผมเป็นศิลปินคนแรกที่บ้าดีเดือด ซึ่งเจอด่าก็เยอะ เราคิดอีกสไตล์นึงว่าศิลปินเราต้องหาอะไรทำให้มันงอกเงย"

ทำไมถึงเป็นธุรกิจด้านนี้ ?

หนุ่ม : "คิดว่าเราถนัด เราจะไม่ทำอะไรที่เราไม่ถนัด พอทำแล้วมันสนุกนะ ผมได้รู้จักกับนักดนตรี ศิลปิน ผมมีดิสโก้เทค ผมก็จ้างเขามาเล่นคอนเสิร์ต มันก็เป็นคอนเนคชั่นที่มันสานต่อกัน"

ณ ตรงนั้นเป็นที่ที่ทันสมัยที่สุด มีอุปกรณ์ทุกอย่างครบที่สุด ?

หนุ่ม : "ใช่ ถามว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ก็ดังมา 5 ปี พอเริ่มปี 40 มันเป็นยุคฟองสบู่ จากค่าเงิน 25 บาทไป 50 บาท คือมันไม่ใช่ธุรกิจเราธุรกิจเดียว ธนาคารปิดเพียบ เราก็เหมือนกู้ธนาคารมา เราก็ล้มเป็นโดมิโน่"

ที่ได้ยินมาสาเหตุที่เราสามารถเปิดคอมเพล็กซ์ที่มันใหญ่ขนาดนี้ได้ หนึ่งสาเหตุก็คือป๋าเปรม ?

หนุ่ม : "ใช่ครับ บอกได้เลยว่าในชีวิตผมนอกจากคุณพ่อ คุณแม่ ผมคิดว่าป๋าเปรมเป็นผู้ที่มีบุญคุณอีกคนในชีวิต ที่ให้การสนับสนุน ให้การช่วยเหลือ ซัพพอร์ตทุกอย่าง เพราะผมรับใช้ป๋ามา รับใช้ยังไง เวลาป๋ามีงาน ผมก็ไปร้องเพลงให้ป๋าทุกงาน"

ทำไมพี่หนุ่มถึงไปสนิทกับป๋าได้ ?

หนุ่ม : "จริง ๆ ตอนสมัยเด็ก ตอนผมเรียนอยู่ที่สามเสน วันเด็กเขาจะเอาเด็กนักเรียนไปพบป๋าเปรมที่บ้าน ผมเป็นตัวแทนโรงเรียนไปพบป๋าที่บ้าน หลังจากนั้นพอผมโตขึ้น ผมได้เป็นนักร้อง และได้ไปที่หอสมุดแห่งชาติ ผมก็ไปคัดหนังสือพิมพ์ลงหน้า 1 นะ ไปขอซีล็อกเขามา แล้วมาใส่กรอบ แล้วมาหาป๋า บอกป๋าครับนี่ผมตอนเด็ก นี่ผมได้เป็นศิลปินแล้ว ผมจะมาร้องเพลงรับใช้ป๋า มันก็เริ่มผูกพัน ป๋าก็ดีใจ เขาบอกนึกไม่ถึงเลย แล้วเขาก็ซัพพอร์ตทุกอย่าง ตอนธุรกิจเจ๊งผมก็เซเหมือนกันนะ พอล้มไปปุ๊บผมเป็นหนี้ขึ้นมา 1,000 ล้านเลย พอมันหยุดปุ๊บ ดอกเบี้ยมันเพิ่ม ตอนแรกผมกลับไปบ้าน ผมคิดจะฆ่าตัวตาย หยิบปืนแล้วผมคิดว่าผมจะยิงทั้งบ้านเลย คือมันสุด ๆ แล้วแต่ว่ามันชั่ววูบ ผมหยิบมาคิดว่าไปเลยมันจะได้จบหมด แต่เผอิญผมหันไปเห็นรูปป๋าที่แตะไหล่ผม"

วันนั้นพี่ได้คุยกับป๋าไหม ?

หนุ่ม : "ก็โทรไปหา ป๋าก็บอกว่าเสกไม่เป็นไร อายุเสกยังน้อย ไปเริ่มต้นใหม่ ถ้าวันนั้นไม่เห็นรูปป๋า ผมคงไม่ได้มานั่งคุยในวันนี้ ที่เอามาพูดในวันนี้ผมคิดว่า จริง ๆ ผมก็ไม่อยากพูดเรื่องนี้เยอะ ๆ แต่อยากจะบอกให้มันเป็นอุทาหรณ์ คนเราทุกคนมันมีปัญหา แต่อยู่ที่สติ ถ้าเรามีสติ ผมย้อนกลับมานะ วันนั้นถ้าเราทำไป มันดัง เพราะฆ่าตัวตาย ปิดชีวิตตัวเอง จบ เจ๊ง 1,000 ล้าน แต่ปัญหาที่ตามมามันก็จบวันนั้น แต่พอวันนี้เราย้อนกลับไป มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าทำ เราเข้าใจคนเวลาคนคิดสั้น ชั่วโมงนั้นแค่จับปืน ทุกอย่างมันสั่นหมด เพราะสติมันไม่มี"

ณ ตอนที่ป๋าเปรมพูด พี่หนุ่มอายุยังน้อย มันไม่ได้มีพี่หนุ่มคนเดียวนะที่เจอแบบนี้ พี่หนุ่มคิดได้ในทันทีไหม ?

หนุ่ม : "ก็ร้องไห้เลย แบบป๋าไม่โกรธนะ บอกป๋าไม่เคยโกรธลูกเลย ไม่เป็นไรเสกมันล้มไป เราก็เริ่มต้นใหม่ เรายังมีความสามารถ เสกยังร้องเพลงได้ มีความสามารถเยอะแยะ ไปทำเถอะ สักวันมันก็จะขึ้นมาใหม่"

ถ้าสมมติป๋ารับรู้ได้ อยากจะบอกอะไรกับท่าน ?

หนุ่ม : "จริง ๆ พอผมคิดได้แล้วเนี่ย ผมก็ไปกราบท่าน แล้วผมบวชให้ท่านนะ ผมบอกป๋าครับลูกไม่มีอะไรจะตอบแทน ขอบวชทดแทนพระคุณป๋าแล้วกัน ผมบวชให้ป๋า แล้วป๋าก็ได้ใส่บาตรผมด้วย นี่คือสิ่งที่ผมสุด ๆ แล้ว อย่างน้อยตอบแทนพระคุณของป๋าด้วยการบวชให้ป๋า"

แต่ในสังคมไทย พอสนิทกันมากๆ คนก็เมาท์ เห็นบอกว่านั่งเมาท์ต่อหน้าพี่เลยเหรอ ?

หนุ่ม : "ผมเป็นคนนึง ที่บางคนไม่เคยรู้จักผมเลย แต่คุยเรื่องผมเหมือนรู้จักเลย แล้วนั่งอยู่ข้าง ๆ ผมบอกพี่หยุดได้แล้ว เขาพูดแบบผมเป็นลูกป๋าต้องแบบอะไร คิดในทางที่ไม่ดีอะ คือคุณไม่รู้จักผม คุณก็ไม่รู้จักป๋า เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณพูดไม่ใช่ความจริง ถ้าผมทำอะไรอย่างที่คุณพูด ผมจะบอกเลยว่ามันใช่ แต่นี่มันไม่ใช่อะ ผมเจอป๋าผมก็กอดป๋า ผมเป็นลูกอะ ผมลาป๋าผมก็กราบเท้าเหมือนพ่อ แม่ แต่สิ่งที่เขาพูด เขาอาจจะไม่ชอบผมก็ได้ แต่ผมก็บอกพี่ไม่ชอบผม พี่ไม่ต้องเขียนเชียร์ผมก็ได้ไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าสิ่งที่พี่พูด พี่รู้ไม่จริง"

ตอนนั้นที่พี่ได้ยิน พี่เคลียร์เลย ?

หนุ่ม : "นิสัยผม ถ้าอยู่อย่างนั้นผมจะเคลียร์เลย พี่ไม่ชอบก็อย่าเขียนเชียร์ผมเลย เพราะพี่รู้ไม่จริง ผมเจ๊ง บอกผมไปโกงแบงก์มา คือคนเราไปโกงแบงก์ได้เหรอ เวลาพูดมันก็ไม่ใช่แล้วไง เพราะฉะนั้นเรื่องแบบนี้ ถ้าอยู่ใกล้ ๆ แล้วได้ยินจะเคลียร์เลย ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรผมไม่โกรธพี่ สิ่งที่พี่พูดมันไม่ใช่เรื่องจริง แล้วมันมีผลกระทบกับป๋า ผมเลวไม่เป็นไรแต่แตะต้องป๋าผมไม่ได้"

ทีมงานบอกว่านักข่าวโดนเด้งเลย ?

หนุ่ม : "ก็มันช่วยไม่ได้ เพราะผมถือว่าผมปกป้องป๋า คือผมจะเลวยังไง นักข่าวมันก็มีทั้งชอบและไม่ชอบ ผมก็บังคับไม่ได้ แต่คนเราต้องพิสูจน์ คนพูดบางที ผมไม่ได้ไปกู้เงินเขามา รู้เรื่องดีกว่าผมเป็นคนกู้อีก"

ตอนนี้ทำยังไงกับหนี้ ?

หนุ่ม : "ตอนนั้นแบงก์ก็ฟ้องอะไรต่าง ๆ สุดท้ายหนี้สินก็เคลียร์ไปได้บางส่วน ส่วนที่เคลียร์ไม่ได้เขาก็ฟ้องล้มละลาย"

โดนยึดทรัพย์ด้วย ?

หนุ่ม : "ทรัพย์มันก็ทรัพย์ในโครงการ อยากได้อะไรก็เอาไป ส่วนที่เหลือถ้ามันไม่พอเขาก็ฟ้องล้มละลายเรา ซึ่งผมอยากจะบอกว่าการล้มละลายด้วยการเป็นหนี้เยอะ ๆ ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่ว่าไม่ได้สอนให้ไปล้มละลาย แต่มันจะเป็นการล้มจากวิกฤติให้ชีวิตมันดีขึ้น สมมติเราเป็นหนี้อยู่ 500 เราใช้ไม่ได้ เราล้มไปหนี้ก็เป็นศูนย์ แต่ในช่วงเป็นศูนย์เนี่ย เราก็สามารถไปทำอย่างอื่นได้ แต่เราทำนิติกรรมไม่ได้"

คำว่าบุคคลล้มละลายมันเป็นยังไงบ้าง ?

หนุ่ม : "ล้มละลาย 1.เราไปทำนิติกรรมอะไรไม่ได้ อย่างเช่นไปกู้ธนาคารก็ไม่ได้ ไปผ่อนบ้าน ผ่อนรถไม่ได้หมดเลย ผมล้มละลาย ผมก็ไปทำงานอย่างอื่นได้ คือเลี้ยงตัวเองได้ เพียงแต่ว่าเราทำงานแบบเขาไม่ต้องมายึดเราอะ เราใช้ชีวิตได้ตามปกติ หลังจาก 3 ปี เขาก็ปลด คุณก็จะมีชีวิตใหม่"

ช่วงที่มันแย่มาก ๆ มีแอบน้อยใจกับตัวเองไหม ?

หนุ่ม : "จริง ๆ ผมไม่เสียดายนะ เพราะว่ามันเป็นประสบการณ์ ตอนนั้นผมอายุประมาณ 30 ปี ผมจับเงิน 1,000 ล้าน แต่มันไม่ได้เกิดจากฝีมือเราเต็ม ๆ มันเกิดจากวิกฤติ ส่วนนึงผมทำธุรกิจที่มันสุ่มเสี่ยง อาจจะเป็น เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งมันมีระยะเวลาเมกมันนี่ อาจจะช็อตเทอม แต่มันมาประดังกัน มันทำให้เราไม่สามารถใช้หนี้ได้ เราต้องยอมรับความเป็นจริง"

จากจุดนั้น พี่มาเริ่มงานที่คิงพาวเวอร์ ห่างกันนานไหม ?

หนุ่ม : "ไม่นานหรอก จริง ๆ ช่วงที่ผมล้มไป ผมได้มีโอกาสเข้าไปทำงานที่ คิงเพาเวอร์ นี่ไงถึงบอกว่าเราก็ทำงานได้ตามปกติ ตอนนั้นผมเป็นผู้อำนวยการ ฝ่ายโรงละคร โรงละคร อักษรา คิงเพาเวอร์ นั่นแหละ ผมก็ไปดูแลโรงละคร ดูแลอักษราหุ่นละครเล็ก ผมว่าเจ้าของคิงเพาเวอร์ เป็นคนที่มองการณ์ไกล แล้วโรงละครคิงเพาเวอร์ เป็นโรงละครที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 บอกเจ้าของคิงเพาเวอร์ ให้ช่วยสร้างให้หุ่นละครเล็กเล่นในนั้น มันเป็นจุดกำเนิดซึ่งไม่มีใครรู้ ผมทำงานเกือบ 10 ปี ผมเป็นพนักงานแบบต่อสัญญา ปีต่อปีนะ ไม่ได้เป็นพนักงานประจำ"

แต่ ณ ตอนนั้นตัดสินใจออกมาจากคิงพาวเวอร์ มาทำธุรกิจอีกครั้ง ?

หนุ่ม : "ตอนนั้นผมทำเกี่ยวกับพวกโรงหล่อพระ"

มานี้สำเร็จได้พักนึง มาเจอโควิดก็ต้องหยุดอีก ?

หนุ่ม : "คือตอนแรกเราก็เตรียมตัวดี แต่พอ 2-3 เนี่ย มันเริ่มจะบรรลัยมากขึ้น คือชีวิตผมก็เจอมาหนัก ๆ แล้วนะ พอมาเจอโควิดรอบ 2 รอบ 3 ก็เซเหมือนกันนะ"

พี่ว่าโควิดรอบ 2 รอบ 3 หนักกว่า 1,000 ล้านอีกเหรอ ?

หนุ่ม : "ผมว่าหนัก ผมเทียบกับภาวะนะ ร้านอาหาร ลองไปดูทั่วประเทศปิดเยอะมาก ของผมมันเจอภาวะฟองสบู่ มันก็เป็นเจ้า ๆ ไป แต่นี่มันทั่วโลกนะ งานอาร์ตของผมที่หล่อเสร็จส่งไปท่าเรือประเทศนี้มันขึ้นไม่ได้ เงินก็ไม่ได้"

โรงงานหล่อพระปิดแล้ว ?

หนุ่ม : "ไม่ปิด ๆ แต่ว่ามีการลดพนักงานลง 100 คน เหลือสัก 20 คน คือหมายความว่าเราให้เขาพักก่อน เราจ่ายเงินเดือนเขานิดหน่อย"

ถ้าทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม พนักงานก็กลับมา ?

หนุ่ม : "ก็กลับมาทำเหมือนเดิม"

คนที่ทำเกี่ยวกับพวกนี้ พวกหล่อพระ เขาได้กำไรเยอะไหม ?

หนุ่ม : "ได้ คืองานอาร์ตราคามันขึ้นอยู่กับศิลปิน อย่างเช่นศิลปินเมืองนอก อย่างเช่น ดิสนีย์ เขามาข้างโรงงานกลุ่มเพื่อนผมหล่อพวกต้นแบบ คือมาจากเมืองไทยทั้งนั้นแล้วก็ส่งไปสิงคโปร์ ส่งไปจีน"

พี่แต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง ?

หนุ่ม : "ใช่"

คนแรกเป็นพยาบาล ?

หนุ่ม : "คนแรกเป็นแอร์โฮสเตส อยู่การบินไทย แต่เสียไปแล้วนะครับ เขารถชนที่อเมริกา"

แล้วทำไมตอนนั้นถึงเลิกกับคนนี้ ?

หนุ่ม : "พอตอนล้มละลายปุ๊บ มันก็หย่ากันเลย เขาก็ไปใช้ชีวิตอยู่กับลูกชายที่ออสเตรเลีย ตอนนั้นผมก็ส่งเสียลูกอยู่ตลอด มาช่วงนึงผมก็มาแต่งงานใหม่"

แล้วจากคนแรกมาคนที่ 2 กี่ปี ?

หนุ่ม : "ประมาณสัก 3-4 ปี คนที่สองเขาอยู่ในแวดวงนางงาม เขาเป็นนางงาม มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส เป็นนางงามมิตรภาพ ปีของคุณลูกจัน อะ"

ตอนนี้คบกันได้นานเท่าไหร่แล้ว ?

หนุ่ม : "16-17  ปีแล้ว มีลูกคนนึง ชื่อ น้องดิสนีย์"

พี่กับแฟนอายุห่างกัน 21 ปี ?

หนุ่ม : "ใช่ ประมาณนั้น ตอนนั้นเราเล่นละครด้วยกัน ผมก็เอ๊ะ ดาราคนนี้นิสัยดี พูดเพราะ ก็ไปสวัสดีแม่เขา ก็จีบเขา จริงๆ ก็จีบไม่นานหรอก ผมชอบ ผมก็บอกแม่เขาเลย ตอนแรก พ่อ แม่ เขากังวลมาก เพราะเรามีครอบครัวแล้ว เขากลัวเราจะดูแลลูกสาวเขาไม่ได้ แต่เราก็เสมอต้น เสมอปลาย เป็นเรานี่แหละ และจริงๆ งานไม่ได้แต่ง ผมขอพ่อแม่ก็อยู่เลย"

ติดตามรับชมรายการ คุยแซ่บ Show อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

อ่านข่าวเพิ่มเติม

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...